บทที่ 23 “อุ้มแบบนี้มันมั่นคงกว่าตรงไหน!”

หลี่เซวียนพาฉางซีและเยี่ยเสวียนเดินลัดเลาะมาตามทางหินคดเคี้ยว จนถึงถ้ำศักดิ์สิทธิ์ สภาพของเขาไม่น่ามองนัก ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อคลุมสีครามเปรอะฝุ่นและคราบดิน ชายแขนขาดวิ่นราวกับเพิ่งผ่านศึกหนักมา

ลมเย็นจากปากถ้ำพัดวูบออกมา กลิ่นอายพลังวิญญาณอ่อน ๆ แทรกปะปนในอากาศ ทำให้บรรยากาศโดยรอบเย็นวาบอย่างประหลาด

หลี่เซวียนไม่กล้าชักช้าแม้แต่น้อย ภาพพายุเมื่อครู่ยังติดตาไม่เลือน เขาไม่แน่ใจนักว่าปรากฏการณ์นั้นเกี่ยวข้องกับชายหนุ่มด้านหลังหรือไม่ ทว่าที่ลานประลอง พลังที่เยี่ยเสวียนสำแดงออกมา ไม่ใช่สิ่งที่ศิษย์ใหม่พึงมี ดังนั้นเป็นไปได้มากว่านี่จะเป็นพลังของเขา

วันนี้เพียงเรือนพังครืนลงกับพื้นก็แทบเอาชีวิตไม่รอด หากเขายังไม่รู้จักวางตัวให้เหมาะสม วันหน้าอาจไม่ใช่เพียงสิ่งปลูกสร้างที่พังทลาย… แต่อาจเป็นลมหายใจของตนเอง

เขากระแอมเบา ๆ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงพยายามทำให้มั่นคง

“ก็ไม่มีอะไรมาก เริ่มวันนี้ พวกเจ้าเฝ้าถ้ำทิศนี้ ส่วนอีกสิบห้าทิศมีผู้อื่นเฝ้าแล้ว”

ฉางซีกวาดสายตามองรอบด้าน ปากถ้ำเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมเสียดสีกิ่งไม้

“แต่เมื่อครู่เดินรอบแล้ว ไม่เห็นมีผู้ใดเฝ้าอยู่เลย”

หลี่เซวียนหันขวับ ความหงุดหงิดพุ่งขึ้นตามสัญชาตญาณ

“เจ้าโง่หรือ! เรื่องอะไรเราต้องเปิดเผยตัวตนให้เห็นชัด ๆ หากศัตรูลอบเข้ามาก็ได้ตายก่อนกันพอดี พวกเจ้าสองคนก็หลบกายเสีย อย่ายืนเด่นเป็นเป้าให้ผู้ลักลอบเห็น แล้วกำจัดพวกเจ้าทิ้งก่อน!”

คำพูดกระแทกกระทั้นดังสะท้อนผนังถ้ำ

คิ้วของเยี่ยเสวียนขมวดช้า ๆ แววตาเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด

“เหตุใดเจ้าไม่พูดจาดี ๆ กับนาง”

เสียงเขาไม่ได้ดัง ทว่าเย็นเยียบยิ่งกว่าลมจากก้นถ้ำ แรงกดดันบางอย่างแผ่ออกมาโดยไม่ต้องสำแดงพลัง หลี่เซวียนรู้สึกเหมือนลมหายใจติดขัด หัวใจเต้นผิดจังหวะ

ศิษย์พี่หลี่เซวียนจึงไม่กล้าหืออีก เขาก้มหน้าทันที ท่าทางแข็งกร้าวเมื่อครู่หายวับราวไม่เคยมีอยู่

“ขะ… ข้าขอโทษศิษย์น้อง” เขารีบกล่าว “ข้าไปก่อน พวกเจ้าก็เฝ้ากันดี ๆ เล่า”

พูดจบก็หมุนกาย วิ่งปรู๊ดราวกับมีปีศาจไล่ตาม ไม่นานเงาร่างก็ลับหายไปหลังแนวไม้

ฉางซีมองตามแผ่นหลังนั้นก่อนส่ายศีรษะ ปนเสียงหัวเราะเบา ๆ

ดูท่าทางแล้ว ศิษย์พี่ผู้นี้จะหวาดเกรงพลังของเจ้ามารน้อยนี่ไม่น้อย

นางเหลือบมองเยี่ยเสวียน เห็นเขายืนสงบนิ่ง สีหน้าเรียบเฉย ราวกับเมื่อครู่ไม่ได้เป็นต้นเหตุให้ศิษย์พี่ผู้หนึ่งแทบวิ่งหนีเอาชีวิตรอด

“เราต้องหาที่หลบตามคำบอกกล่าวของศิษย์พี่ผู้นั้นหรือไม่” เยี่ยเสวียนเอ่ยถาม น้ำเสียงเรียบเฉยราวกับกำลังถามเรื่องสภาพอากาศ

ฉางซีนิ่งคิดครู่หนึ่ง สายตากวาดมองรอบถ้ำศักดิ์สิทธิ์ ปากถ้ำมืดลึก พลังวิญญาณแผ่วบางไหลเวียนไม่ขาดสาย หากมีผู้เฝ้าอยู่จริง ย่อมซ่อนตัวแนบเนียนมากแน่

เมื่อคิดได้ นางก็เอ่ยเสียงเบา

“เจ้าพาข้าเหาะขึ้นไปบนต้นไม้ต้นนั้น เราจะสังเกตดูว่าผู้เฝ้าปากถ้ำนี้อยู่ที่ใด ทำให้สลบ แล้วเราก็ลอบเข้าถ้ำ ช่วงชิงกระจกวิเศษมา ทำเพียงแค่นั้นก็พอ” น้ำเสียงนางจริงจัง

เยี่ยเสวียนพยักหน้ารับทันที ก่อนย่อกายลงเล็กน้อย ไม่เอ่ยสิ่งใด ก็ช้อนร่างฉางซีขึ้นอุ้มอย่างง่ายดาย

ทันทีที่ร่างลอยหวือ เท้าพ้นพื้น ฉางซีก็สะดุ้งเฮือก หัวใจแทบกระโดดออกมานอกอก

“นี่เจ้าทำอะไร!” นางร้องถามเสียงหลง มือรีบคล้องคอเขาแน่นโดยสัญชาตญาณ กลัวหล่นลงไปกองกับดินด้านล่าง

เยี่ยเสวียนก้มมองนางเล็กน้อย สีหน้าใสซื่อ

“ก็พาเจ้าขึ้นไปบนกิ่งไม้ไง”

“ข้าหมายถึงให้เจ้าจับแขนข้าพาขึ้น!” นางกัดฟันพูดผ่านลมหายใจที่ยังไม่ทันตั้งมั่น “เหตุใดต้องอุ้มข้าด้วย!”

“ก็…” เขาชะงักไป ก่อนจะเอ่ยยออกมา “จับแขน… มันดูไม่มั่นคง”

“อุ้มแบบนี้มันมั่นคงกว่าตรงไหน!”

“ก็… ก็น่าจะมั่นคงกว่านะ”

สิ้นคำร่างทั้งสองก็ลอยขึ้นอย่างรวดเร็ว ลมพัดผ่านใบหน้า เสียงกิ่งไม้เสียดสีกันดังกรอบแกรบ ก่อนที่เขาจะเหยียบลงบนกิ่งไม้หนาใหญ่ได้อย่างมั่นคง

ฉางซีเผลอกอดคอเขาแน่นโดยไม่รู้ตัว แขนเรียวกระชับเข้าหากันแน่น

นางยังไม่มั่นใจในตัวมารน้อยผู้นี้เลยแม้แต่น้อย พลังของเขาเอาแน่เอานอนไม่ได้ ครู่หนึ่งก็พวยพุ่งรุนแรงเกินควบคุม ครู่หนึ่งกลับแผ่วเบาราวสายลมอ่อน หากผิดจังหวะเพียงเสี้ยวลมหายใจ ผลลัพธ์อาจถึงชีวิตของนาง

ยิ่งคิด หัวใจก็ยิ่งเต้นแรง

กลิ่นอายมารอุ่นร้อนแผ่ว ๆ แผ่ซ่านอยู่รอบกายเขา คล้ายจะพลุ่งพล่านตามอารมณ์เจ้าของ ฉางซีจึงยิ่งกอดแน่นกว่าเดิม แทบจะแนบกายเข้าไปทั้งตัว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป