บทที่ 32 หนี้ที่ยืมไปก็ควรใช้คืนได้แล้วใช่หรือไม่
เด็กชายทั้งสองกินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อย เสียงตะเกียบกระทบถ้วยดังเบา ๆ สลับกับเสียงพูดคุยธรรมดา ๆ ของครอบครัว
เยี่ยเสวียนนั่งนิ่ง มือประคองชามข้าวต้ม เขาตักขึ้นช้า ๆ รับรสจืดอ่อน ๆ แต่กลับอบอุ่นลงลึกถึงท้อง
สายตาเขาเผลอมองภาพมารดาคีบอาหารให้บุตร มองรอยยิ้มของเด็กสองคนที่ตอบรับด้วยความเคยชิน
หัวใจกลับรู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ
เหตุใดมารดาของข้า… ไม่เคยทำเช่นนี้กับข้า
ความคิดนั้นผุดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว
ภาพเลือนรางในความทรงจำปรากฏวูบหนึ่ง ใบหน้าสตรีผู้หนึ่ง งดงาม ทว่าเย็นชา ดวงตาไม่เคยอ่อนโยนเช่นนี้เลยยามมองที่เขา
แล้วเหตุใดข้าจึงเป็นมาร แต่นางกลับเป็นมนุษย์
ภายนอก… ทั้ง ๆ ที่นางเป็นมนุษย์ นางดูมีอายุพอ ๆ กับข้า เหตุใดนางจึงเป็นมารดาข้าได้
คำถามมากมายประดังขึ้นในความคิด ราวกับประตูบางบานที่ถูกปิดตายไว้เริ่มสั่นคลอน
เยี่ยเสวียนก้มหน้าลงเล็กน้อย กลบเกลื่อนความวุ่นวายในใจ ตักข้าวต้มเข้าปากอีกคำ
รสชาติยังคงจืดธรรมดา แต่ในอกกลับขมปนหวานอย่างประหลาด
ท่ามกลางเสียงหัวเราะเล็ก ๆ ของเด็กทั้งสอง เขานั่งอยู่ตรงนั้น เงียบงัน ทว่าในใจกลับเต็มไปด้วยคลื่นความคิดที่ไม่อาจเอ่ยออกมาได้
“คุณชายเยี่ย เจ้าจะอยู่ที่นี่หลายวันหน่อยหรือไม่” นางซูหันมาเอ่ยถาม น้ำเสียงสุภาพแต่แฝงความห่วงใย
เยี่ยเสวียนส่ายศีรษะเบา ๆ “ข้าขอรบกวนเพียงไม่กี่วันเท่านั้น รอข้าหายดี ข้าจะไปตามหามารดาข้า”
นางซูพยักหน้าเข้าใจ ไม่ได้ซักถามมากความ เพียงเอ่ยเสียงอ่อน “เช่นนั้นก็พักให้เต็มที่เถิด บ้านเราไม่ได้มั่งมี แต่ที่ซุกหัวนอนยังพอมี แต่บาดแผลของท่านสาหัสนัก กว่าจะหายคงต้องใช้เวลาหลายเดือน เอ๊ะ… เหตุใดแผลหายไปหมดแล้ว” ฉินเหยียนเอ่ยขึ้นอย่างนึกได้ ดวงตาเบิกกว้าง รีบลุกขึ้นก้าวมาดูใกล้ ๆ
เยี่ยเสวียนชะงักเล็กน้อย
“คงเป็นแค่คราบเลือด ไม่ได้รับแผลกระมังท่านพี่” ฉินหมิงพูด พลางเขี่ยข้าวคำสุดท้ายเข้าปากอย่างไม่ใส่ใจนัก
“แต่ข้าจำได้ว่ามี!” ฉินเหยียนยืนยัน สีหน้าจริงจัง “ตอนพวกเราพบท่าน เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง เลือดชุ่มไปหมด เห็นชัด ๆ ว่ามีรอยแผลยาวเต็มตัว และใบหน้า”
“มีก็ต้องเห็นสิท่านพี่” ฉินหมิงเถียงกลับ “ตอนนี้ไม่มี ก็แปลว่าไม่มี”
ฉินเหยียนทำหน้าขัดใจ “มันจะหายไปเองได้อย่างไรเล่า แค่ไม่กี่ชั่วยามเท่านั้น!”
บรรยากาศชั่วขณะหนึ่งเงียบลงเล็กน้อย
เยี่ยเสวียนยกถ้วยข้าวต้มขึ้นดื่มจนหมด ก่อนวางลงอย่างสงบ “ร่างกายข้าฟื้นตัวเร็วอยู่แล้ว ตั้งแต่เด็กก็เป็นเช่นนี้ บาดแผลเล็กน้อยย่อมหายไว”
น้ำเสียงเขาราบเรียบ ไม่ได้รีบร้อน ทว่าสายตากลับลุ่มลึกจนยากจะอ่านออก
ฉินเหยียนยังคงมองเขาอย่างสงสัย แต่เมื่อเห็นท่าทีสงบนิ่งของอีกฝ่ายก็เริ่มลังเล “เช่นนั้น… ท่านคงมีวรยุทธ์กระมัง?”
เยี่ยเสวียนยิ้มบาง ๆ ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ
นางซูรีบตัดบท “พอเถิดเหยียนเหยียน อย่าไปซักไซ้แขกให้มากความ คุณชายเยี่ยคงเหนื่อยมามากแล้ว”
เด็กชายทั้งสองจึงพยักหน้า แม้ในดวงตาฉินเหยียนยังมีประกายใคร่รู้ไม่จาง
เช้าวันต่อมา แสงอรุณยังอ่อนบาง กลิ่นควันไฟจากเตาดินลอยอ้อยอิ่งเหนือหลังคามุงฟาง นางซูกำลังเชือดไก่อยู่หน้าบ้าน มือหยาบกร้านแต่มั่นคง ตั้งใจจะทำอาหารมื้อใหญ่เลี้ยงแขกผู้บาดเจ็บให้ได้อิ่มท้องสักครั้ง
เลือดไก่หยดลงดินชื้นเป็นจุดแดงสด ยังไม่ทันได้ถอนขนให้เรียบร้อย เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ก็เหยียบย่ำเข้ามาในลานบ้านโดยไม่เกรงใจ
ชายฉกรรจ์สามคนปรี่เข้ามาอย่างถือวิสาสะ เสื้อผ้าหยาบกระด้าง กลิ่นสุราลอยมาแต่ไกล คนตรงกลางเอามือเท้าสะเอว มองหม้อข้าวกับไก่ในมือของนางซูด้วยสายตาดูแคลน
“แม่นางซู มีเนื้อ มีไก่กินเช่นนี้ หนี้ที่ยืมไปก็ควรใช้คืนได้แล้วใช่หรือไม่” เสียงชายผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างจงใจหาเรื่อง น้ำเสียงเยาะหยันจนแทบกลบเสียงไก่ร้องดิ้น
อีกคนหัวเราะหึ ๆ ก่อนใช้ปลายเท้าเขี่ยตะกร้าผักที่วางอยู่ข้างกำแพง “บ้านจน ๆ เช่นนี้ กลับมีของดีต้อนรับแขก หรือว่าแอบซ่อนเงินไว้ไม่ยอมคืนพวกข้า?”
ฉินหมิงที่กำลังยกฟืนเดินออกมาชะงัก สีหน้ารอยยิ้มเมื่อครู่หายวับ เขารีบวางฟืนแล้วขยับกายมายืนบังมารดาโดยทันที ส่วนฉินเหยียนกำมือแน่น ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธแต่ยังพยายามข่มไว้
นางซูวางมีดลงช้า ๆ เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน ก่อนเงยหน้าขึ้นตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ “ข้ายังไม่ลืมหนี้นั้น มันยังไม่ถึงกำหนดที่ต้องคืน ขอเวลาอีกสักระยะ รอสามีข้ากลับมาจากการล่าสัตว์ป่า แล้วขายหมดเมื่อใด ข้าจะนำไปคืนครบทุกอีแปะ”
ชายคนเดิมแค่นหัวเราะ “รอสามีข้ากลับมาจากการล่าสัตว์ป่าหรือ? หรือรอให้ลูกชายโตพอขายแรงงานแทนหนี้เล่า?”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศในลานบ้านเย็นวาบราวกับมีลมหนาวพัดผ่าน
