บทที่ 4 ขอบใจเจ้าที่ให้เลือดแก่ข้า”
“ข้าก็ว่าอยู่” ฉางซีเอ่ย น้ำเสียงแผ่วเบา แต่ชัดเจนในความเงียบ “ว่าที่ผ่านมาเจ้าใช้ชีวิตเช่นไรภายใต้ความมืดมิด ที่แท้เจ้าก็จุดไฟให้แสงสว่างกับตนเองได้นี่เอง”
เปลวไฟเล็ก ๆ ที่ปลายนิ้วของเขายังเต้นไหว ราวกับรับรู้ถ้อยคำของนาง แสงนั้นสะท้อนในดวงตาคมลึกของเขา ทำให้เงามืดในดวงตาค่อย ๆ จางหายไปทีละน้อย
ฉางซีเว้นช่วง สูดลมหายใจหนึ่งครั้ง นางรู้สึกได้ชัดเจน ร่างกายที่เคยหนักอึ้ง บาดเจ็บจนแทบขยับไม่ได้ บัดนี้กลับเบาสบายขึ้นอย่างน่าประหลาด
พลังอุ่นสายหนึ่งไหลเวียนอยู่ในอก ไหลไปตามเส้นลมปราณ ประสานเข้ากับพลังเดิมของนางอย่างแนบเนียน
เลือดของเขา… ไม่ใช่เพียงเลือดธรรมดา แต่เป็นพลังบริสุทธิ์ที่หล่อเลี้ยงทั้งกายและจิต
นางหลุบตาลงเล็กน้อย กลบเกลื่อนความรู้สึกประหลาดนั้น ก่อนเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง พร้อมรอยยิ้มบาง ๆ ที่ดูอ่อนโยนกว่าครั้งใด
“ข้าชื่อฉางซี” นางกล่าว “แล้วเจ้าเล่า… เจ้าชื่อว่าอะไร”
คำถามนั้นเรียบง่าย แต่สำหรับเขา กลับเป็นคำถามที่ยิ่งใหญ่ราวกับฟ้าผ่าลงกลางใจ
ชื่อ…
เขาไม่เคยมี
ไม่เคยมีใครถาม
ไม่เคยมีใครคิดว่าเขาควรมี
มารน้อยผู้นั้นมองนางนิ่ง แสงไฟสะท้อนในดวงตาอย่างสั่นไหว ริมฝีปากขยับเล็กน้อย
หากนางเป็นสิ่งที่เรียกว่า “มารดา” คือ ผู้ให้ชีวิต
บางที… นางอาจเป็นผู้เดียว ที่ควรจะรู้ชื่อเขา
“แล้วข้าควรชื่อว่าอะไร”
คำถามเรียบง่ายนั้น ทำให้ฉางซีชะงักไปเพียงชั่วลมหายใจ นางทอดสายตามองเขา ก่อนจะหัวเราะในใจเงียบ ๆ
ไม่มีชื่อสินะ ก็แน่ละ… หลังจากที่นางชิงไข่หินเขามาผนึกไว้ในตอนนั้น เขายังไม่ถือกำเนิดกายหยาบ เป็นเพียงก้อนพลังไร้รูป ไร้ตัวตน จะไปมีชื่อได้อย่างไร
เช่นนั้น… นางจะเป็นผู้ตั้งให้เอง
“เช่นนั้นเจ้าชื่อว่า เยี่ยเสวียน แล้วกัน” ฉางซีกล่าว น้ำเสียงมั่นคง
ดวงตาของเขาเป็นประกายทันที ราวกับชื่อหนึ่งคำได้กลายเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตวิญญาณของเขา
ฉางซียิ้มบาง ๆ ก่อนอธิบายต่อ
“ชื่อของข้า ฉางซี มีความหมายเกี่ยวกับเทพธิดาและแสงสว่าง ส่วนของเจ้า เยี่ย มาจากรัตติกาล เสวียน มาจากความดำมืด”
นางเงยหน้ามองเขา แววตานิ่งสงบ แต่กลับกลั้วขำ
“แสงสว่างและความมืด… ช่างคล้องจอง เคียงคู่ เหมาะสมกันยิ่งนัก”
ถ้อยคำเหล่านั้น เหมือนค่อย ๆ ซึมลึกลงไปในใจของเขา เยี่ยเสวียนพยักหน้าช้า ๆ ริมฝีปากคลี่ยิ้มออกมา
เป็นรอยยิ้มที่บริสุทธิ์ ไร้กลอุบาย ไร้เล่ห์เหลี่ยมของมารโดยสิ้นเชิง
เขาดีดตัวขึ้นมานั่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จ้องมองดวงตากลมโตของฉางซีอย่างตั้งใจ ราวกับต้องการจดจำทุกเส้นสายลายภาพของนางให้ฝังแน่น
“ข้าชอบชื่อนี้ยิ่งนัก” เขากล่าว พลางยิ้มกว้าง “ตั้งแต่วันนี้… ข้าคือ เยี่ยเสวียน”
ชื่อที่นางเป็นผู้มอบให้ กลายเป็นสิ่งแรกที่เขาภาคภูมิใจ
ฉางซีคลี่ยิ้มตาม แต่ในใจกลับอดหัวเราะไม่ได้
เจ้ามารน้อยนี่… โง่ดียิ่งนัก
เพียงชื่อหนึ่งชื่อ หาใช่ชื่อดีใดไม่
เพียงคำไม่กี่คำ ก็สามารถผูกมัดหัวใจของเขาไว้ได้แล้ว
ทว่านางไม่รู้เลยว่า ในขณะที่นางมองเขาเป็นเพียง “มารน้อยไร้เดียงสา”
ชื่อที่นางตั้งให้ คำพูดที่นางเอ่ย และรอยยิ้มที่นางมอบ กำลังกลายเป็นรากลึก ที่หยั่งลงในจิตวิญญาณของมารผู้หนึ่ง
“เจ้าชอบก็ดีแล้ว” ฉางซีกล่าว
ยังไม่ทันที่นางจะได้ขยับตัว จู่ ๆ มือของเยี่ยเสวียนก็เอื้อมมา นิ้วโป้งของเขาปาดคราบเลือดที่ค้างอยู่ริมฝีปากของนางอย่างแผ่วเบา
สัมผัสนั้นเย็น… แต่กลับทำให้ฉางซีสะดุดใจขึ้นมาชั่วขณะ
นางเงยหน้ามองเขา ดวงตาฉายแววประหลาดใจ ก่อนที่สายตาจะเลื่อนต่ำลงไปโดยไม่รู้ตัว
ตรงลำคอของเขา มีรอยฟันจาง ๆ ปรากฏอยู่ ร่องรอยจากการที่นางดื่มเลือดเขาเมื่อครู่
ฉางซีเม้มริมฝีปากแน่น ความรู้สึกผิดแล่นขึ้นมา
“ขอบใจเจ้าที่ให้เลือดแก่ข้า” นางกล่าวเสียงเบา “หากไม่ได้เลือดของเจ้า… ข้าคงตายไปแล้ว”
