บทที่ 9 “กลิ่นดิน กลิ่นป่าไม้”

ก่อนหน้านี้ ฉางซีรับรู้ดียิ่งกว่าผู้ใด พลังของเขาแท้จริงแล้วแข็งแกร่งเกินกว่าจะมีผู้ใดในสามภพจะเทียบได้

ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใด เยี่ยเสวียนกลับทำให้นางเผลอมองเขาเป็นเพียงมารน้อย เป็นว่าที่จอมมารผู้ขี้เกียจเสียด้วยซ้ำ เขาใช้พลังผิดบ้าง ถูกบ้าง ราวกับไม่ใส่ใจผลลัพธ์ ไม่คิดจะไตร่ตรองหรือเลือกใช้ให้เหมาะสม อาจเป็นเพราะเขายัง “เด็ก” เกินไป

เด็ก… ในความหมายของจิตใจ และการนึกคิด ไม่ใช่รูปร่างลักษณ์ภายนอก

หลายครั้ง นางจำต้องออกคำสั่งให้เขาทำสิ่งเล็กน้อยเสียก่อน เช่น เมื่อแมงมุมยักษ์โผล่ออกมาขวางทาง เยี่ยเสวียนเพียงยืนมองนิ่งเฉย ราวกับสิ่งตรงหน้าไม่มีค่าให้สนใจ ปล่อยให้นางต้องก้มลงหยิบก้อนหินปาไล่ด้วยตนเอง

เขาไม่ช่วย เพียงยืนดูอยู่อย่างนั้น…

จนกระทั่งนางเอ่ยสั่งเสียงแข็ง ให้เขาใช้พลังเผาทำลาย เขาจึงขยับมือ ทำเพียงครั้งเดียว ไฟมารลุกวาบ เผาร่างแมงมุมจนไม่เหลือซาก

ง่ายดาย… แต่ต้องรอคำสั่ง

ฉางซีถึงกับรู้สึกเหนื่อยหน่าย นางไม่เคยคิดว่าการมีผู้ที่ได้ชื่อว่าอนาคตจะเป็นจอมมารผู้ยิ่งใหญ่อยู่ข้างกาย จะต้องเสียแรงสั่งสอนมากถึงเพียงนี้

เขาเพิ่งถือกำเนิดมาได้ไม่กี่เดือน…

ไม่… ไม่สิ

ความคิดนั้นถูกนางปัดตกในทันที อันที่จริง เยี่ยเสวียนถือกำเนิดมานานมากแล้ว เพียงแต่ก่อนหน้านั้น เขาไม่มีชีวิต ไม่มีจิตใจ มีเพียงร่างกายที่รวบรวมพลังดินฟ้าไว้มหาศาล เป็นเพียงภาชนะว่างเปล่าไร้เจตจำนง จนกระทั่งไม่นานมานี้ เขาจึงได้กายหยาบอย่างแท้จริง

และเพราะเหตุนี้เอง พลังของเขาจึงน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก

ฉางซียังจำได้ชัดเจน ในวันที่เกิดศึกใหญ่ นางพยายามสังหารเขาตั้งแต่เขายังเป็นไข่หินอย่างสุดกำลัง แต่ไม่ว่าจะโจมตีด้วยวิธีใด ก็ไม่อาจแตะต้องเขาได้แม้แต่น้อย ร่างที่ยังไม่แปลงกายของเขามีพลังมหาศาลปกคลุม ป้องกันตนเองโดยสัญชาตญาณ ราวกับฟ้าดินไม่ยอมให้เขาถูกทำลาย

ยิ่งไปกว่านั้น… พลังที่นางใช้กลับไม่ใช่การทำลาย หากแต่เป็นการเร่งเร้า

พลังเทพของนางกลับกระตุ้นให้ไข่หินของเขาฟักตัวเร็วขึ้น ขณะที่เขาถูกนางผนึกไว้ จึงได้ถือกำเนิดเป็นชายหนุ่มรูปงาม วัยราวยี่สิบปีเช่นมนุษย์ในชั่วพริบตา

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ฉางซีก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะในใจ ชะตาฟ้าช่างย้อนแย้งนัก นางพยายามฆ่าจอมมาร แต่กลับเป็นผู้ผลักดันให้เขาได้ถือกำเนิดเสียเอง

ชายป่าในดินแดนมนุษย์เงียบเชียบยิ่งนัก มีเพียงเสียงจักจั่นแว่วดังสม่ำเสมอ ความเย็นสบายจากไอป่าและดินชื้นอบอวลอยู่รอบกาย เป็นความรู้สึกที่หุบเหวนรกไม่อาจมอบให้ได้

เยี่ยเสวียนรู้สึกปลอดโปร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาหลับตา สูดลมหายใจลึก รับเอาบรรยากาศรอบกายไว้เต็มปอด พร้อมรอยยิ้มบางที่ปรากฏขึ้นโดยไม่รู้ตัว

“ที่นี่มีกลิ่นแปลกมาก…” เขาเอ่ยทั้งที่ยังไม่ลืมตา “หอม”

ฉางซีกอดอก หันมองสีหน้าของเขาเงียบ ๆ

“กลิ่นดิน กลิ่นป่าไม้” นางกล่าวเสียงเรียบ “โลกมนุษย์แตกต่างจากที่อื่น อยู่กึ่งกลางระหว่างเผ่าเทพกับเผ่ามาร ที่นี่เจ้าอาจมองว่าดีแล้ว แต่หากได้ขึ้นไปบนสวรรค์ชั้นฟ้า เจ้าจะรู้ว่ากลิ่นหอมที่แท้จริงเป็นเช่นไร”

นางเว้นจังหวะ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงคล้ายเย้ยเล็กน้อย

“แต่ก็อย่างว่า เจ้าอยู่หุบเหวนรกมาตั้งแต่กลายร่าง วัน ๆ สูดแต่กลิ่นสาบ กลิ่นคาวเลือด ที่นี่จึงย่อมถูกเจ้ามองว่าเป็นสถานที่ที่ดีที่สุด”

ฉางซีปรายตามองชุดของเขา แล้วกล่าวต่อ

“เอาล่ะ อยู่บนโลกมนุษย์ เราจะสวมชุดเช่นนี้ไม่ได้ เจ้าจงช่วยข้าเปลี่ยนเป็นชุดชาวบ้านทั่วไป”

เยี่ยเสวียนพยักหน้า ก่อนจะยกมือขึ้น วาดพลังเปลี่ยนชุดให้นางในพริบตา

ฉางซีก้มมองตัวเอง มือหนึ่งยกจับศีรษะที่มีหมวกสีดำสวมอยู่ ชุดที่สวมก็ขาดวิ่นแหว่งเป็นริ้ว สีดำสนิทตั้งแต่หัวจรดเท้า

“นี่มันชุดทาสเผ่ามาร” นางกล่าว ก่อนถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยหน่าย “ต้องเปลี่ยนเป็นชุดของเผ่ามนุษย์สิ”

“เป็นชุดเช่นไร” เยี่ยเสวียนขมวดคิ้ว ในความคิดของเขามีเพียงภาพชุดของเผ่ามารเท่านั้น เขาเป็นเพียงไข่หินของเผ่ามาร ไม่เคยออกไปที่อื่น จึงไม่เคยเห็นการแต่งกายของเผ่าอื่น

แต่… ในความทรงจำอันเลือนรางนั้น กลับมีภาพของชุดที่แตกต่างจากชุดเหล่านี้อยู่บ้าง

บางที… ชุดนั้นอาจเป็นชุดเผ่ามนุษย์กระมัง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป