บทที่ 12 ไม่ได้อยากกลับมา 11
เช้าวันต่อมาติงเหยียนเดินเล่นออกกำลังกายที่สวนหลังบ้าน ถือโอกาสดูแลต้นไม้พืชผักตามริมกำแพงเหมือนกับที่ผ่าน ๆ มา ต้นไม้ของเขาเจริญเติบโตได้ดี ผักแตกยอดอ่อนเขียวขจี อีกหน่อยผักชุดแรกพวกนี้ก็จะสามารถเก็บได้ เขาตั้งใจจะเอาไปใส่ถุงพลาสติกแล้วแช่เย็นไว้ในมิติ ถ้ามีมากเกินไปจะเอาไปทำผักตากแห้ง ไม่ก็เอาไปทำกับข้าวเก็บไว้ ทำใส่ในถุงหรือกล่องใส่อาหารแยกเป็นส่วน ๆ พอวันสิ้นโลกมาถึงก็หยิบออกมากินได้เลย แถมเวลาออกไปข้างนอกยังเอาใส่กระเป๋าไปได้ด้วย
“แอ้ แอ้”
เสียงอ้อแอ้ดังลอดเข้ามาจากฝั่งตรงข้ามบริเวณริมกำแพง ติงเหยียนชะงักเท้าเปลี่ยนจากเดินช้า ๆ เป็นเดินเร็ว ๆ ปีนขึ้นบันไดอเนกประสงค์ที่พิงไว้ตรงมุมกำแพง เขาวางบันไดไว้ตรงนี้เพื่อใช้ตรวจสอบมุมของกล้องวงจรปิดหน้าบ้าน
เสียงเล็ก ๆ ของเพื่อนบ้านตัวน้อยดังข้ามฝั่งมาให้ได้ยิน คิดว่าคนพ่อที่จนป่านนี้เขาก็ยังไม่รู้จักชื่อคงพาเจ้าหนูออกมาเดินเล่นรับแสงแดดอยู่หน้าบ้าน เรื่องนั้นช่างมันเถอะเขาไม่อยากให้ความสนใจอีกคนมากนัก กลัวโดนสายตาพิฆาตของอีกฝ่ายฟาดใส่อีกรอบ สิ่งที่เขาให้ความสนใจคือเจ้าของเสียงอืออาอ้อแอ้ฟังไม่ได้ศัพท์ต่างหาก อยากมีบ้างแต่เผอิญแต้มบุญไม่พอเลยไม่มีลูกเป็นของตัวเอง
ว่าไปนั่น ติงเหยียนสะบัดศีรษะไล่ความคิดทะเล้นออกไปจากหัว ปีนถึงระดับศีรษะยื่นพ้นขอบกำแพง กะจะส่องแค่พอให้ได้ยลความน่ารักน่าชังของเพื่อนตัวจิ๋วสร้างความกระชุ่มกระชวยให้หัวใจเหี่ยว ๆ แต่เจ้าตัวน้อยดูเหมือนจะไม่ให้ความร่วมมือเท่าไหร่ เอ๊ะ หรือจะเรียกว่าให้ความร่วมมือมากไปหน่อยดี เพราะเพียงแค่เขาหันไปมองก็สบกับดวงตากลมโตที่แหงนหน้าขึ้นมาอย่างเหมาะเจาะ
เห็นติงเหยียนไม่ทักทายตนเองเหมือนเมื่อวาน เจ้าตัวน้อยก็ทำการขย่มตัวแรง ๆ ส่งเสียงอ้อแอ้พร้อมยืดแขนมาทางติงเหยียนไม่หยุดอยู่ในอ้อมแขนของคนเป็นพ่อ เหมือนจะบอกว่าพาหนูไปหาคนนั้นหน่อยเร็วเข้า ท่าทางนั้นทำเอาคนพ่อถึงกับรีบพาเดินมาหาติงเหยียนที่หัวโผล่พ้นกำแพงขึ้นมา กลัวลูกตัวเองจะตกจากอ้อมแขนไปซะก่อน ไม่รู้ติดใจอะไรนักหนาทั้งที่เพิ่งจะเจอหน้ากันเมื่อวานแท้ ๆ
“ ไงครับหนูน้อย ชื่ออะไรเอ่ย” ปากพูดถามเด็กน้อยแต่สายตาเหลือบมองพ่อเด็กที่ยืนหน้ามึนตึงไม่รับแขกอยู่
“จินจื้อหมิง” เสียงราบเรียบตอบออกมาอย่างเสียไม่ได้
“สวัสดีครับเสี่ยวจื้อหมิง พี่ชื่อติงเหยียนนะ ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ติงเหยียนทำเสียงเล็กเสียงน้อยพูดทักทายเจ้าหนูตัวกลม
แอ้ อื้อ ๆ แอ้
เสียงน้อยตอบกลับมาไม่เป็นคำ แต่ติงเหยียนคิดว่าเด็กน้อยต้องกำลังตอบรับตัวเองอยู่แน่นอนจึงฉีกยิ้มกว้างส่งให้ เป็นเด็กที่น่ารักจริง ๆ ไม่เหมือนคนพ่อสักนิด
“หนูอารมณ์ดีจังเลย” ติงเหยียนวางสองแขนเท้าบนกำแพงก่อนวางคางเทินลงไปบนแขนอีกที
“ผมว่าคุณควรลงมาจากบันได ถ้าไม่อยากตกลงไปแข้งขาหัก ” ขณะที่ติงเหยียนกำลังสนทนาพาทีทำความรู้จักกับเจ้าหนู คนหน้าตายกลับพูดแทรกขัดจังหวะ เมื่อเห็นอีกคนยืนชะโงกศีรษะจนเกินครึ่งตัวพาดอยู่บนกำแพงมาเล่นกับลูกเขา
“ถ้าอย่างนั้นผมขอไปเล่นกับเสี่ยวจื้อหมิงได้ไหมครับ” ติงเหยียนได้ยินดังนั้นทำใจกล้าพูดถามออกไป ก่อนรีบขยับลงจากบันไดพาดกับกำแพงบ้านไว้เมื่อได้ยินคำตอบ
“...ตามใจ” เงียบไปชั่วอึดใจก่อนตอบแค่นั้นแล้วก็หันกลับไปเปิดประตูรั้วบ้านให้กับเพื่อนบ้านคนแปลก ในสายตาของเขาเพื่อนบ้านที่บอกว่าชื่อติงเหยียนดูไม่ค่อยน่าไว้ใจเลยสักนิด
เหมือนจะล้น ๆ นี่คือทัศนคติแรกที่ชายหนุ่มมีต่ออีกฝ่าย
“ขอบคุณมากครับที่ให้มาเล่นกับเสี่ยวจื้อหมิง” ติงเหยียนเดินเข้ามาด้านในแล้วเอ่ยขอบคุณทันที
“อืม นั่งนี่ก่อน” เจ้าของบ้านพูดจบก็เดินหันหลังเข้าไปในบ้าน ทิ้งให้ติงเหยียนนั่งอยู่ตรงโต๊ะหินอ่อนใต้ร่มไม้คนเดียว
“น้ำ”
นั่งรอได้สักพักติงเหยียนถึงได้รู้ว่าเจ้าของบ้านหายไปเอาน้ำดื่มมาให้แขกอย่างเขา
“ขอบคุณครับ”
“แอ้ แอ้ อื้อ อื้อ ” เสี่ยวจื้อหมิงเห็นติงเหยียนนั่งอยู่ใกล้ ๆ เอี้ยวลำตัวจ้ำม่ำจะลงจากแขนของคนพ่อไปหา จนต้องยื่นส่งให้เพราะกลัวลูกจะเจ็บตัว
ติงเหยียนเห็นหนูน้อยเอนตัวมาหารีบผวาเข้าไปรับ ทั้งกลัวเด็กน้อยจะตก ทั้งอยากอุ้มมาฟัดมาหอม ฝ่ายเสี่ยวจื้อหมิงพอเห็นพี่ชายใจดีอุ้มตัวเองไว้แล้วก็อารมณ์ดียิ้มหวานให้จนเห็นเหงือกสีชมพูไร้ฟันสักซี่ แถมส่งเสียงอื้ออ้า พร้อมทั้งเอื้อมมือมากอดคอ เอาหน้าเอียงซุกซอกคอไว้ แก้มย้วยกองรวมกันเป็นก้อน อ้อนจนคนอุ้มใจละลายกับความน่ารักน่าชัง อดใจไม่ไหวต้องหอมแก้มเด็กน้อยไปหนึ่งฟอดใหญ่ หอมกลิ่นแป้งกับกลิ่นนมจริง ๆ เลย เฮ้อ มีความสุข
“ไหน ๆ ดูสิใครชื่อเสี่ยวจื้อหมิงนะ ให้พี่ดูหน่อยสิ อ้อ ๆ หนูนี่เอง” ติงเหยียนอุ้มเด็กน้อยไว้ในอ้อมแขน หยอกล้อหัวเราะคิกคักกันอยู่สองคน ลืมคุณพ่อจอมหวงไปซะสนิทเลย
“แอ้ คิก ๆ อื้อ”
“เด็กน้อยตัวหอม ๆ น่ารักจังน้า” จับมือเด็กน้อยโบกไปมาเบา ๆ จนเจ้าก้อนอารมณ์ดีหัวเราะร่า
ติ๊งหน่อง ๆ
เสียงกริ่งประตูรั้วดังขึ้นบ่งบอกว่ามีใครบางคนมารออยู่หน้าบ้านทำให้สองผู้ใหญ่กับหนึ่งเด็กน้อยชะงักไป ทั้งสามคนหันหน้าไปดูว่าใครมากดกริ่งอย่างพร้อมเพรียง
คุณเจ้าของบ้านลุกไปดูหน้าประตู ไม่วายหันมามองลูกชายกับคนแปลกหน้าอย่างไม่วางใจอีกรอบ จากที่ติงเหยียนเห็นแวบ ๆ น่าจะเป็นคนมาส่งพัสดุ แล้วก็เป็นจริงตามนั้นเมื่อเจ้าของบ้านหนุ่มเดินกลับเข้ามาพร้อมกับพัสดุกล่องใหญ่ ไม่สิ กล่องใหญ่มาก แถมหน้าบ้านยังมีอีกหลายกล่องวางทิ้งเอาไว้เนื่องจากยังไม่สามารถขนมาในบ้านได้ เห็นดังนั้นติงเหยียนเลยคิดว่าน่าจะต้องทำตัวเป็นเพื่อนบ้านที่ดีโดยการช่วยขนของ
“ผมช่วยไหมคุณ น่าจะหนักนะครับ กล่องใหญ่เชียว”
“ไม่ต้อง ผม...ฝากจื้อหมิงเดี๋ยวเดียว” จินโม่ฝางลังเลไม่ไว้ใจส่วนหนึ่ง อีกส่วนคือเกรงใจ
“อ้อ โอเคครับ” ในเมื่อเจ้าของบ้านว่ามาแบบนั้น ติงเหยียนยักไหล่หันกลับมาเล่นหยอกล้อกับเด็กน้อยตัวนุ่มในอ้อมแขนตนเองต่อ
เล่นไปได้สักพักเด็กน้อยก็ออกอาการงอแงถูหน้าไปมากับอกของติงเหยียน เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าตอนนี้เจ้าตัวเล็กหิวนมและง่วงนอนแล้วนั่นเอง
“คุณ ๆ ผมว่าน้องน่าจะหิวนมแล้วง่วงด้วยครับ” ติงเหยียนส่งเสียงเรียกพ่อของหนูน้อย
คนโดนเรียกรีบขนลังพัสดุไปวางในบ้าน เดินไปล้างมือในครัวและกลับออกมาพร้อมกับขวดนมยื่นให้เสี่ยวจื้อหมิงพลางกางแขนออกทำท่าจะรับลูกน้อยไปอุ้มกล่อมนอน แต่ติงเหยียนที่ช่วยหนูน้อยจับขวดนมอยู่เบี่ยงตัวหลบไปอีกทางไม่ยอมให้คนเป็นพ่อเข้ามาอุ้มเด็กน้อย
“คุณไปอาบน้ำหรือไม่ก็เช็ดเนื้อเช็ดตัวสักนิดดีกว่านะครับ ตัวมีแต่เหงื่อกับฝุ่น”
ได้ยินแบบนั้นเจ้าของบ้านดึงมือตัวเองกลับไปเสยผมที่ปรกหน้าตาขึ้น ถ้าอีกคนไม่ทักเขาก็ลืมไปว่าเพิ่งจะขนของมา จับตัวลูกตอนนี้อาจจะทำให้ลูกคันตามเนื้อตัวจากฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกได้
“จริงด้วยสิ ขอบคุณที่เตือน อย่างนั้นรบกวนคุณอุ้มลูกผมเข้าไปนอนในบ้านให้หน่อย ตามมาสิ” เอ่ยจบแล้วไม่รอให้อีกคนตอบรับ เขาหมุนตัวเดินหันหลังนำเข้าบ้าน
ติงเหยียนเห็นดังนั้นก็ได้แต่รีบลุกขึ้น พาหนูน้อยในอ้อมแขนที่กำลังกินนมเดินตามคนพ่อไป โครงสร้างต่าง ๆ ของบ้านรวมถึงการจัดวางไม่ได้ต่างอะไรกับบ้านของเขามากนัก ตามรายทางและพื้นบ้านยังมีกล่องลังต่างขนาด วางไว้อย่างไม่ค่อยจะเป็นระเบียบเรียบร้อยเท่าไร บ่งบอกให้รู้ว่าเจ้าของบ้านยังจัดของไม่เสร็จ แต่ถึงอย่างนั้นในบ้านรักษาความสะอาดเป็นอย่างดี ไม่มีฝุ่นผงอะไรต้องกังวลว่าจะทำให้หนูน้อยในอ้อมกอดของเขาเกิดอาการแพ้
ที่สังเกตได้อีกอย่างคือในบ้านไม่มีกลิ่นอายของการอยู่อาศัยร่วมกับผู้เป็นแม่ของเสี่ยวจื้อหมิงเลย
แปลกจัง หรือจะเป็นหม้าย
เขาเดินตามเจ้าของบ้านขึ้นชั้น 2 ก็เห็นห้องนอนที่มีเตียงเด็กวางอยู่กลางห้อง ติงเหยียนรีบหยุดฝีเท้าลงไม่เดินตามเข้าไปในห้องด้วยกลัวว่าจะเป็นการเสียมารยาทและรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวของคนอื่น
คนเดินนำเห็นเพื่อนบ้านหยุดอยู่หน้าห้องกวักมือเรียก ออกปากอนุญาตให้อีกคนนำลูกของเขามาวางลงในเปล
“เดินเข้ามาสิ ไม่เป็นอะไรหรอก เอาจื้อหมิงวางลงในเปลได้เลย”
“ถ้าอย่างนั้นขออนุญาตเข้าห้องนะครับ ”
หลังจากวางเสี่ยวจื้อหมิงลงในเปลแล้ว ติงเหยียนจัดผ้าห่มมาคลุมอกของเด็กน้อย ตลอดเวลานั้นเขารู้สึกถึงการจ้องมองจากเพื่อนบ้านงานดีตลอดเวลา ไม่รู้ว่ากลัวเขาจะแอบหยิกลูกตัวเอง หรือว่ากลัวเขาดูแลเด็กน้อยไม่ได้กันแน่ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยระหว่างแขกและเจ้าบ้านเกิดความเงียบล้อมรอบ ในระหว่างนั้นไม่มีใครพูดอะไรออกมา ติงเหยียนก็ไม่รู้ต้องพูดอะไรหรือจะขอตัวเดินออกไปเลยดีไหม อีกฝ่ายก็เอาแต่เงียบจนเขาเกร็งไปหมด
“เอ่อ...”
“ออกไปกันเถอะ ขอบคุณสำหรับวันนี้” ฝ่ายเจ้าของบ้านพูดด้วยเสียงราบเรียบตามปกติ
“ครับ!” ติงเหยียนส่งเสียงตอบรับ
ตลอดทางเดินระยะสั้น ๆ จากชั้นบนลงมาถึงชั้นล่างไม่ได้ไกล ทว่าในความรู้สึกของติงเหยียนแล้วเหมือนเป็นระยะทางที่ไกลมากกว่าจะถึงชั้นล่างได้เล่นเอาเกร็งจนเหงื่อเปียกชื้นเต็มแผ่นหลังไปหมด
“เอ่อ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวกลับบ้านก่อนนะครับ วันนี้รบกวนคุณนานแล้ว” พอเท้าแตะพื้นชั้นล่างติงเหยียนรีบหาทางพาตัวเองออกจากสถานการณ์เงียบงันแสนน่าอึดอัดนี้ทันที
“อืม” อีกฝ่ายตอบรับแค่นั้น
“เอ่อ เอ่อ คือ...” ติงเหยียนอ้ำอึ้ง
“มีอะไร”
“เอ่อ คือ ไม่ทราบว่าคุณชื่ออะไรเหรอครับ” กลั้นใจถามสิ่งที่อยากรู้ออกไปจนได้
“จินโม่ฝาง”
“ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการอีกครั้งครับคุณจินโม่ฝาง” ติงเหยียนไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะตอบกลับพูดออกไปอย่างยินดี
“อือ”
“ถ้ามีอะไรให้ผมช่วยบอกได้เลยนะครับ ยังไงเราก็เป็นเพื่อนบ้านกัน” ติงเหยียนชวนคุยผูกมิตร ตอนนี้เขาไม่คิดจะบอกอีกฝ่ายเรื่องวันสิ้นโลกที่กำลังจะเกิดขึ้น เขาไม่ได้รู้จักอีกฝ่ายดีขนาดนั้น แถมบอกไปจะหาว่าเขาเป็นบ้าเข้าอีก ถ้าเกิดเรื่องขึ้นจริงและอีกฝ่ายมีชีวิตรอดไม่กลายเป็นซอมบี้ค่อยว่ากันอีกทีก็ไม่สาย แต่ตอนนี้คงต้องเริ่มผูกมิตรเอาไว้ก่อน เขาคิดว่าเพื่อนบ้านคนนี้จะต้องพึ่งพาได้อย่างแน่นอน
“อือ”
“ผมไปก่อนนะครับ แล้วเจอกันครับ” ติงเหยียนโบกมือลา เดินกลับไปบ้านตัวเอง
