บทที่ 13 ไม่ได้อยากกลับมา 12
หลังรู้จักกันมาหลายวัน ติงเหยียนรู้สึกว่าเพื่อนบ้านอย่างจินโม่ฝางมีอะไรบางอย่างแปลก ๆ เขาสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายจะสั่งซื้อทั้งของกินของใช้เข้าบ้านเยอะมาก... มากจนเกินไป เหมือนกำลังกักตุนให้ได้มากที่สุด ไม่เหมือนการซื้อของมาใช้ในชีวิตประจำวันตามปกติ
ทำไมเขาคิดแบบนั้นเหรอ ก็เพราะพฤติกรรมของจินโม่ฝางเหมือนกับที่เขากำลังทำอยู่นี่ยังไงล่ะ คนอื่นอาจจะไม่สังเกตเพราะจินโม่ฝางระมัดระวังตัวเองสูงมาก ถึงเขาจะสั่งของมาทีละเยอะ ๆ แต่จะรีบขนเข้าบ้านอย่างรวดเร็ว ของจะมาส่งในช่วงไม่มีคนอย่างเช่นตอนกลางวันซึ่งคนส่วนใหญ่ออกไปทำงาน หรือกลางดึกที่ทุกคนเข้านอนพักผ่อนกันแล้ว บางทีติงเหยียนยังได้ยินเสียงเหมือนการเจาะ ตอก ขุดต่อเติมบ้านด้วย คิดว่าอีกคนคงมีวิธีการซับเสียงเพื่อไม่ให้มันดังมากจนรบกวนคนอื่น หากแต่บ้านของพวกเขารั้วติดกัน อีกทั้งตัว ติงเหยียนก็เป็นพวกทำงานกลางคืนทำให้ได้ยินเสียงแว่วมาเป็นระยะ
เป็นไปได้ไหมว่าจินโม่ฝางจะไปรับรู้หรือได้ข่าวอะไรบางอย่างเกี่ยวกับวันสิ้นโลกมา หรืออีกประเด็นหนึ่งคือจินโม่ฝางอาจย้อนเวลากลับมาด้วยเหมือนเขา คิดมาถึงตรงนี้ติงเหยียนใจเต้นตึกตัก ๆ ตื่นเต้นไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไรแต่ถ้าจินโม่ฝางรับรู้ถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในเวลาอันใกล้นี้ถือเป็นเรื่องดีต่อทางฝ่ายเขา ถึงจะยังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายไว้ใจได้มากแค่ไหนแต่ยังดีกว่าต้องเผชิญหน้ากับวันสิ้นโลกตามลำพัง
ติงเหยียนกดกริ่งหน้าประตูบ้านจินโม่ฝาง รออีกฝ่ายมาเปิดประตูรั้วบ้านให้อย่างคุ้นเคย ตอนนี้เหลือเวลาอีกสองอาทิตย์ก็จะถึงวันสิ้นโลก ของที่ต้องเตรียมส่วนใหญ่เขาจัดการหมดแล้ว ช่วงนี้ถ้ามีเวลาว่างหรือต้องการพักจากการทำงานในมิติเขาจะแวะเวียนมาเล่นกับเสี่ยวจื้อหมิงเป็นประจำ
อย่าหาว่าเข้าข้างตัวเองเกินไปเลยถ้าจะบอกว่าเจ้าก้อนซาลาเปาคนนี้ก็ติดเขามากเหมือนกัน อยู่ด้วยกันทีไรลืมคุณพ่อมาดนิ่งทุกครั้ง ตอนนอนยังให้เขาป้อนนมด้วย ไม่อย่างนั้นเจ้าตัวเล็กจะออกอาการงอแงไม่ยอมนอน
จินโม่ฝางคนพ่อไม่ได้ว่าอะไรแถมพวกเขาสองคนดูจะสนิทกันขึ้นนิดหน่อยด้วย อีกฝ่ายไม่ได้เงียบเหมือนเดิมแล้ว ยังมีพูดคุยโต้ตอบกับเขาบ้าง แถมเวลาที่เขามาเล่นกับเสี่ยวจื้อหมิงยังทำอาหารอร่อย ๆ ให้เขากินทุกครั้งด้วย
ต้องยอมรับว่าจินโม่ฝางทำอาหารอร่อยมาก ทำงานบ้านก็เก่ง เรียกได้ว่าเป็นพ่อบ้านพ่อเรือนในฝันของเขาเลย
“อรุณสวัสดิ์ครับคุณจิน”
“อืม อรุณสวัสดิ์”
“เสี่ยวจื้อหมิงล่ะครับ น้องนอนหลับเหรอครับ” ติงเหยียนไม่เห็นเด็กน้อยในอ้อมแขนของคนเป็นพ่อเหมือนอย่างเคย ถามขึ้นด้วยความแปลกใจ
“นอนเล่นอยู่ในบ้าน เข้ามาก่อนสิ”
“คุณจินยุ่งอยู่รึเปล่าครับ”
“ยุ่งนิดหน่อย”
“ผมช่วยดูน้องให้นะครับ” ติงเหยียนเสนอตัวเองด้วยความเต็มใจอย่างยิ่ง ถ้าเขาอยู่ในบ้านของอีกฝ่ายอาจจะได้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพฤติกรรมการกักตุนสิ่งของของจินโม่ฝางมากขึ้น หาทางสืบได้แบบเนียน ๆ
“อืม” ติงเหยียนยิ้มกว้างจนตาหยีโค้งทันทีที่ได้ยินคำตอบ นี่แสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายต้องเริ่มไว้ใจเขาบ้างแล้วเหมือนกัน
“เอ่อ คือช่วงนี้ผมเห็นคุณซื้อของเข้าบ้านเยอะเลย ถ้ามีอะไรให้ผมช่วยก็บอกนะครับ” ติงเหยียนเอ่ยออกมาเสียงเบาด้วยกลัวจินโม่ฝางจะไม่พอใจที่เขา ก้าวก่ายเรื่องในบ้านมากเกินไป แหมจะว่าเขาเสือกก็ได้ แต่คนมันอยากรู้
“อืม” สั้น ๆ ตามสไตล์
ไอ้คำตอบแค่นี้จะรู้ไหมว่าได้หรือไม่ได้ พ่อคุณจะตอบให้ยาวอีกนิดทองจะร่วงจากปากหรือยังไงนะ
“แอ้ ฮือ แอ้” เดินเข้ามาถึงบริเวณคอกกั้นที่ทำไว้เป็นที่นอนเล่นของเสี่ยวจื้อหมิงก็มีเสียงเล็ก ๆ ส่งมาทักทายอย่างอารมณ์ดี
“ไงครับเด็กดี พี่ก็คิดถึงหนูเหมือนกันเลย” ติงเหยียนรีบเดินเข้าไปนั่ง ในคอกเพื่อเล่นกับเด็กน้อยอย่างคุ้นเคย
จินโม่ฝางมองติงเหยียนเล่นกับลูกชายอยู่เงียบ ๆ สักพักค่อยเดินออกไปเพื่อจัดการงานที่ทำค้างไว้ต่อ ตอนนี้เหลือเวลาไม่มากแล้ว มัวแต่เสียเวลาจัดการกับเรื่องของผู้หญิงคนนั้นไปหลายวัน ทำให้ตอนนี้ต้องรีบเตรียมการเรื่องสำคัญทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนที่เวลานั้นจะมาถึง เขาจะไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์แบบในอดีตขึ้นกับลูกและตัวเองอีก
จินโม่ฝางขนข้าวของใส่ลังอย่างเป็นระบบระเบียบ ที่หน้าลังและกล่องใส่ของจะมีป้ายสติกเกอร์ติดไว้เพื่อบ่งบอกว่าเป็นสินค้าชนิดไหน หลังจากแยกประเภทสิ่งของได้แล้วจะยกไปไว้ในห้องชั้นบนสุดที่เต็มไปด้วยข้าวของไม่เว้นแม้ตามทางเดิน ในห้องน้ำเขานำถังน้ำขนาดใหญ่มารองน้ำใส่ไว้จนเต็มทุกถัง ด้านซ้ายของห้องเป็นของแห้งและอาหารกระป๋องที่เก็บรักษาได้นาน รวมถึงพวกข้าวสาร แป้ง และอุปกรณ์ทำอาหาร เครื่องปรุงรส ด้านขวาเป็นส่วนของลังนมผงและข้าวของของเสี่ยวจื้อหมิง เขาเตรียมของเหล่านี้ไว้เผื่อจนลูกชายอายุ 10 ขวบ เตรียมเสื้อผ้าเด็กผู้ชายไว้หลายขนาดและหลากหลายแบบ ด้านติดกันเขาใช้สำหรับจัดเก็บยารักษาโรค ทั้งยาสามัญประจำบ้าน ยาแก้แพ้ แก้อักเสบ ยาฆ่าเชื้อ อุปกรณ์ทำแผล เม็ดยาฆ่าเชื้อแบบเอาไว้ใส่ในน้ำดื่ม รวมถึงยาทุกอย่างที่สามารถหาได้และคิดว่าจำเป็นที่จะต้องใช้
ส่วนที่เหลือคือเกลือ ทั้งเกลือป่น เกลือเม็ด เขากักตุนเอาไว้เท่าที่พื้นที่จัดเก็บจะอำนวย จัดการห่ออย่างแน่นหนา เขามั่นใจว่าถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดและใช้ชีวิตอย่างประหยัด เขากับลูกจะสามารถใช้ชีวิตในโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งเลวร้ายได้อย่างไม่ลำบากมากนักเป็นเวลาหลายปี
ตอนนี้ของที่เตรียมเอาไว้เกือบครบแล้ว เครื่องกรองน้ำดื่มน้ำใช้จัดการติดตั้งและซื้ออุปกรณ์มาสำรองไว้แล้ว ติดอยู่อย่างเดียวคือเขาไม่สามารถทำอาหารสำเร็จรูปเก็บเอาไว้มาก ๆ ได้ ตู้แช่แข็งและตู้แช่เย็นรวมถึงพื้นที่วางของเหล่านี้มีจำกัด เขาได้แต่ทำของตากแห้งเอาไว้มากหน่อย
จินโม่ฝางเดินขึ้น ๆ ลง ๆ จัดข้าวของไม่หยุดพักจนลืมดูเวลา รู้ตัวอีกทีก็เป็นตอนได้กลิ่นหอมของอาหารปรุงสุกลอยมาจากในครัวส่งผลให้ท้องของเขาร้องประท้วงออกมาเสียงดังถึงได้รู้ตัวว่าควรจะต้องหยุดพักหาอะไรใส่ท้องได้แล้ว
ชายหนุ่มรีบเดินลงไปด้านล่างเมื่อนึกได้ว่าลูกน้อยของเขาก็ยังไม่ได้กินอะไรเลยเหมือนกัน แถมยังมีเพื่อนบ้านตัวน้อยที่กำลังเล่นกับลูกของเขาอีก ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายทำอะไรกิน
ลงมาถึงชั้นล่างจินโม่ฝางเดินไปดูลูกชายเป็นอันดับแรก ภาพที่เห็นคือลูกชายของเขากำลังนอนตะแคงหน้าหลับสนิทโดยในปากยังคาบขวดนมที่ยังดูดไม่หมดเอาไว้ไม่ยอมปล่อย เห็นดังนั้นจินโม่ฝางจึงเดินไปห้องครัวเพื่อดูแขกตัวน้อยว่ากำลังทำอะไรอยู่ ถึงห้องครัวเขาได้เห็นติงเหยียนใส่ผ้ากันเปื้อน ยืนทำอาหารอยู่หน้าเตา อีกฝ่ายกำลังคนอะไรสักอย่างอยู่ในหม้อ ดมจากกลิ่นน่าจะเป็นต้มจืด
“อะ ลงมาแล้วเหรอครับ” ติงเหยียนหันกลับมาเห็นจินโม่ฝางทักขึ้น
“อืม”
“ขอโทษที่ใช้ครัวโดยไม่ขอก่อนนะครับ ผมเห็นคุณกำลังยุ่งอยู่เลยไม่กล้าเรียก แล้วก็ไม่กล้าขึ้นไปด้านบนด้วย”
“อืม ไม่เป็นไร”
“คุณคงหิวแล้ว มากินข้าวกันครับ ผมทำต้มจืดเต้าหู้กับไข่เจียวหมูสับ” ติงเหยียนยิ้มกว้างจนตาปิดส่งให้กับอีกคนพร้อมเรียกกินข้าว
“ไปนั่งเถอะที่เหลือผมทำเอง” จินโม่ฝางบอกพลางใช้มือดันหลังของติงเหยียนให้ไปนั่งที่โต๊ะ เมื่อเจ้าตัวกำลังหยิบจานและช้อนส้อม
“ผมตักข้าวให้ดีกว่า” ติงเหยียนลุกขึ้นเปิดฝาหม้อข้าว แต่ก็โดนเจ้าของบ้านจับมือไว้
“ผมบอกให้นั่งเฉย ๆ รอกินข้าวไงครับ” เสียงดุเอ่ยขึ้น
“ผมเกรงใจ” ติงเหยียนตอบกลับ
“คุณทำอาหารแล้วนี่ครับ นั่งเถอะ” จินโม่ฝางตักข้าวสวยร้อน ๆ ลงในจานสองจาน จากนั้นถือมาวางตรงหน้าติงเหยียนและตัวเองอย่างละจาน
“กินเถอะ”
ติงเหยียนเห็นอีกคนตักข้าวเข้าปากแล้วจึงเริ่มลงมือกินของตัวเองบ้าง ถึงแม้กับข้าวที่เขาทำจะไม่ได้อร่อยเท่าที่จินโม่ฝางทำ แต่การได้กินข้าวร้อน ๆ กับน้ำซุปต้มจืดก็ไม่เลวเลยทีเดียว
ติงเหยียนกินไปสังเกตคนนั่งตรงข้ามไปด้วย อีกฝ่ายมีท่าทางการกินเรียบร้อยมาก
“ผมถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ” ติงเหยียนเอ่ยกับจินโม่ฝางที่กำลังยกน้ำขึ้นมาดื่ม
“อืม”
“คือคุณชอบซื้อของทีละเยอะ ๆ เหรอครับ” ตอนแรกติงเหยียนตั้งใจจะถามว่าอีกคนตุนสิ่งของเอาไว้ทำไมแต่ก็เปลี่ยนใจถามไปแบบนั้นแทน จะได้ดูไม่ละลาบละล้วงเกินไปนัก
“อืม” จินโม่ฝางตอบไปแค่นั้น ให้อีกคนเข้าใจไปแบบนั้นน่าจะดีกว่า ทั้งที่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นกับโลกนี้บ้าง แต่เขายังไม่สามารถบอกอีกคนได้
“อ้อครับ” ติงเหยียนตอบออกมาแค่นั้นเพราะไม่รู้จะถามอะไรต่อดี
“ช่วงนี้ผมจะยุ่งมากหน่อย ถ้าไม่เป็นการรบกวนจนเกินไป ตอนที่คุณมีเวลาว่างคุณช่วยมาเล่นกับจื้อหมิงได้ไหม”
“ได้ ได้สิครับ ไม่รบกวนเลย” หายากมากที่คนแบบจินโม่ฝางจะขอร้องให้ช่วย ติงเหยียนตอบตกลงทันที
“ขอบคุณครับ”
“บ่ายนี้คุณจะทำอะไรเหรอครับ ให้ผมช่วยอะไรไหม” ติงเหยียนเอ่ยถามชวนคุยเรื่อยเปื่อย
ฟังคำถามแล้วจินโม่ฝางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยตอบ “ผมจะทำชั้นปลูกผักแนวตั้งกับผักไฮโดรโปนิกส์”
เขาโรงเรือนขนาดเล็กไม่สะดุดตาไว้หลังบ้าน ตัวเรือนสร้างอย่างเรียบง่ายใช้เป็นโครงเหล็กคลุมพลาสติก หลังคาเป็นแบบใสให้แสงส่องผ่านได้และป้องกันผักไม่โดนฝนจนเน่า
“เดี๋ยวผมช่วยนะ ที่บ้านผมก็ทำไว้เหมือนกัน รับรองว่าไม่เป็นภาระของคุณแน่นอนครับ” ฟังเขาพูดแล้วติงเหยียนเอ่ยเสนอตัว
“อืม”
อืม อืม อืม อืมอีกแล้ว ถ้าไม่ติดว่าเสียมารยาทและยังไม่สนิทกันมากพอ ติงเหยียนอยากจะขอซื้อคำนี้ไปทิ้งจริง ๆ พูดยาวกว่านี้สักหน่อยก็ได้พ่อคุณ
สรุปว่าบ่ายนั้นทั้งคู่ช่วยกันทำชั้นปลูกผักแนวตั้งและชั้นปลูกผักไฮโดรโปนิกส์กันตลอดทั้งบ่าย กว่าจะเสร็จสิ้นก็ถึงเวลาเย็นย่ำแล้ว
ติงเหยียนเห็นงานเสร็จแล้วขอตัวกลับบ้านตัวเองไปเตรียมอาหารเย็นบ้าง แต่จินโม่ฝางบอกให้เขาไปอาบน้ำและกลับมากินข้าวที่นี่
“ได้ครับ วันนี้รบกวนด้วยนะครับ” เพื่อกระชับความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันติงเหยียนไม่มีทางปฏิเสธคำชวนนี้แน่นอน
