บทที่ 14 ไม่ได้อยากกลับมา 13

กลับมาจากกินข้าวเย็นกับเพื่อนบ้านงานดี สิ่งแรกที่ติงเหยียนทำคือรีบเข้าไปในมิติเพื่อจัดการงานที่ทำค้างเอาไว้ วันนี้เขาไปเล่นกับเสี่ยวจื้อหมิงและ อยู่ช่วยเพื่อนบ้านทั้งวัน ทำให้ไม่ได้กลับเข้ามาทำงานของตัวเองเลย เวลานี้จึงต้องรีบเข้ามาจัดการต่อ ถึงจะเสียเวลาไปบ้างแต่ถือว่าคุ้มค่า สิ่งที่รู้จากการสังเกตในวันนี้มีไม่น้อยเลย ที่แน่ ๆ คือเขามั่นใจในระดับหนึ่งแล้วด้วยว่าจินโม่ฝางจะต้องรู้เรื่อง  วันสิ้นโลกที่กำลังจะเกิดขึ้นแน่นอน ไม่รู้หรอกว่าอีกฝ่ายรู้มาจากไหน อาจจะได้ข่าวเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัสมาอย่างลับ ๆ หรือเปล่าเขาไม่สามารถยืนยันได้ รอจนมั่นใจในตัวอีกคนมากขึ้นเมื่อไหร่ ต่อไปเขาก็สามารถแลกเปลี่ยนข่าวสารกับจินโม่ฝางได้แล้ว

เหลือเวลาอีกแค่สองสัปดาห์นิด ๆ ก่อนจะเกิดวันสิ้นโลก ตอนนี้เริ่ม มีข่าวเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมและสภาพอากาศแปรปรวนบ่อยขึ้น เรียกได้ว่าเกิด   ภัยธรรมชาติและภัยพิบัติต่าง ๆ แทบไม่เว้นแต่ละวันเลยทีเดียว ทั้งน้ำท่วม แผ่นดินไหว ดินทรุด ไม่ใช่แค่ประเทศนี้เท่านั้น ทั่วโลกเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้พร้อมกัน ทำให้นักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่ระดับสูงต้องเปิดประชุมวิเคราะห์หาสาเหตุและวิธีการป้องกันกันยกใหญ่

ปัญหาอีกหลายอย่างตามมาเป็นพรวนไม่จบสิ้นเหมือนลูกโซ่ เรื่องใหญ่อีกอย่างคือผู้คนเริ่มกักตุนอาหารและข้าวของกันมากขึ้น ส่งผลให้ช่วงนี้ราคาของทุกอย่างโดยเฉพาะเครื่องอุปโภคบริโภคพุ่งขึ้นสูงมากจนน่าตกใจ ตอนนี้ไม่ว่าอะไรก็แพง แถมบางอย่างของยังมาขาดตลาดอีกด้วย เรียกว่าเข้าสู่ช่วงข้าวยากหมากแพงอย่างแท้จริง

เรื่องนี้สำหรับติงเหยียนคิดว่ามันมีข้อดีอยู่เหมือนกัน อย่างเช่นวันสิ้นโลกมาถึงผู้คนจะมีอาหารไว้ในบ้านไม่ต้องออกมาเผชิญกับความน่ากลัวเร็วเกินไปนัก กรณีที่รอดจากการกลายพันธุ์เป็นซอมบี้ได้นะ

เวลานี้ติงเหยียนเป็นหนึ่งในคนที่มากักตุนสินค้าทั้งที่ความจริงเขาเตรียมพร้อมไว้แล้ว ตอนแรกคิดว่าจะนอนตีพุ่งอยู่บ้านสบาย ๆ ไม่ออกมาเบียดเสียดแย่งชิงกับใคร แต่ดันถูกจินโม่ฝางลากมาซื้อของเพื่อกักตุนไว้ในบ้านเหมือนคนอื่น

ใช่ ไม่ผิดหรอก จินโม่ฝางเป็นคนพาเขาออกมา ทั้ง ๆ ที่เขาบอกว่าไม่จำเป็น ไม่รู้เพราะอีกฝ่ายเป็นห่วงเขากลัวว่าพอถึงวันสิ้นโลกแล้วจะไม่มีอะไรกินหรืออีกฝ่ายกำลังจะบอกเขาแบบอ้อม ๆ กันแน่ว่ามันจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นถึงต้องซื้อของเยอะขนาดนี้

ระยะหลังมานี้ความสัมพันธ์ของทั้งสองบ้านดีขึ้นมาก สนิทสนมกันมากขึ้น ตัวเขาเองเข้านอกออกในบ้าจินโม่ฝางแทบทุกวัน ความสัมพันธ์แบบนี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่นะ อ้อใช่หลังจากวันที่กินอาหารค่ำวันนั้นเห็นจะใช่ พวกเขาสองคนไม่ได้มัวเกรงใจกันเหมือนช่วงแรก เป็นความรู้สึกเหมือนจะได้พันธมิตรเพิ่มมาเลย 

“คุณเอาไส้กรอกอีกหรือเปล่า” ในซูเปอร์มาร์เก็ต จินโม่ฝางส่งเสียงถามมาจากอีกฟากของตู้แช่แข็ง

“ไม่เอาแล้วครับ ผมว่าเราไปดูอย่างอื่นกันบ้างเถอะ” ติงเหยียนส่ายหน้าเอ่ยตอบพลางอุ้มเสี่ยวจื้อหมิงไปแผนกขายเนื้อสด

“คุณจะเอาเนื้อหมูกี่กิโลครับ” ติงเหยียนหันมาถามจินโม่ฝางที่เดินเข็นรถเข็นอยู่ข้าง ๆ 

“เอาสัก 20 กิโลก็พอ ผมจะเอาไปทำเนื้อแดดเดียว คุณก็ควรที่จะต้องซื้อของไปตุนไว้บ้างนะ ตอนนี้ของทุกอย่างขาดตลาดจนแพงขึ้นทุกวัน ๆ ถ้าหาซื้อได้ต้องรีบซื้อไว้ให้มาก” ชายหนุ่มหน้านิ่งเอ่ยประโยคยาว ๆ อย่างที่นานทีจะเกิดขึ้น

“ผมเคยไปซื้อที่โรงฆ่าสัตว์แล้วไงครับ ยังกินไม่หมดเลย วันที่ไปเจอกับคุณนั่นแหละ ราคาถูกกว่านี้เยอะ” ติงเหยียนอธิบาย เขาใช่จะไว้ใจอีกฝ่ายจนเป็นฝ่ายเปิดเผยทุกอย่างก่อน ข้อมูลบางส่วนก็กั๊กเอาไว้ ตอบอ้อมไป บางทีเปลี่ยนเรื่องไปเฉย ๆ ก็เคยทำ

“อืม รอซื้อของที่นี่ให้เสร็จก่อน แล้วขับรถวนไปที่อื่นเผื่อต้องการซื้อของเพิ่ม คุณดูของที่คุณต้องการเถอะ”

“ผมว่าผมซื้อพอแล้วล่ะครับ ช่วงนี้เราออกมาซื้อของกันทุกวันเลย จะมีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่าครับ” ติงเหยียนลองถามหยั่งเชิงเผื่อจะได้คำตอบ

จินโม่ฝางชะงักไปนิดแล้วตอบกลับด้วยประโยคที่ค่อนข้างจะคลุมเครือ

“ตอนนี้ต้องรีบซื้อ ซื้อไว้มากเท่าไหร่ก็ดีกับเรามากเท่านั้น” แค่นั้นแล้วก็ไม่พูดอะไรออกมาอีกเลย

“เอาอาหารแห้งพวกแป้งกับข้าวสารไปเพิ่มอีกรึเปล่า” จินโม่ฝางถามเพื่อนบ้านที่ยืนทำหน้างอง้ำกับคำตอบเมื่อสักครู่ของเขา

“ผมไม่เอาแล้ว คุณจะเอาก็ซื้อเถอะ” ติงเหยียนสะบัดเสียงตอบ ฮึ่ม ไม่พอใจ รู้ไหมเนี่ยว่าเขาไม่พอใจ

“หึ ๆ อย่าเพิ่งงอน มาช่วยผมหยิบข้าวสารกับพวกน้ำมันพืช แล้วก็เครื่องปรุงพวกนี้หน่อย” จินโม่ฝางหัวเราะในลำคอเล็กน้อย ไม่เอ่ยง้อแต่พูดขอความช่วยเหลือจากอีกคนแทน ตัวเขารู้ดีว่าจะยังไม่พร้อมบอกเรื่องที่จะเกิดขึ้นในเวลาอันใกล้นี้กับติงเหยียน คงได้แต่เตือนอีกฝ่ายแบบอ้อม ๆ  

“คุณก็อย่าตอบเหมือนไม่ได้ตอบสิ” ติงเหยียนส่งค้อนขวับพูดเสียงเหวี่ยง ๆ ใส่คนที่มักทำหน้าไร้อารมณ์

จินโม่ฝางถอนหายใจยาวเหยียด สีหน้าจนปัญญา “เฮ้อ ! เอาไว้กลับถึงบ้านผมจะเล่าให้ฟัง”

ได้ยินแบบนั้นติงเหยียนพลันกลับมายิ้มร่าอุ้มเสี่ยวจื้อหมิงไปช่วย จินโม่ฝางหยิบของในชั้นเหมือนเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

จินโม่ฝางมองอีกคนที่ยิ้มร่าเริง ติงเหยียนจับมือน้อย ๆ ของลูกชายเขาขึ้นมา พูดหยอกล้อชวนเสี่ยวจื้อหมิงเล่นหยิบจับสินค้าในชั้นจนเจ้าตัวกลมหัวเราะคิกคัก เป็นไปได้เขาไม่อยากจะให้เกิดเหตุการณ์วันสิ้นโลกขึ้นเลย เขายังอยากเห็นรอยยิ้มมีความสุขของทั้ง 2 คนอยู่ ไม่ได้อยากมาคอยหวาดระแวงกับอันตรายและสภาพเลวร้ายที่มาพร้อมกับวันสิ้นโลก

แม้ว่าเขาจะได้รู้จักกับติงเหยียนไม่นาน ช่วงเวลาที่ผ่านมาเขารู้สึกว่าเชื่อใจติงเหยียนได้ เชื่อว่าอีกคนจะไม่ทำร้ายเขาและลูก แต่ประสบการณ์ที่เขาเจอมันเลวร้ายเกินไป มันฝังลึกจนน่ากลัว ผู้หญิงคนนั้นทำให้เขาไม่กล้าเชื่อใครจนหมดใจ

หากติงเหยียนไม่มีพิษภัยไว้ใจได้จริงให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์เถอะ ตอนนี้สิ่งที่เขาต้องใส่ใจคือความอยู่รอดและความปลอดภัยของครอบครัวก่อน เขายังไม่กล้าเปิดเผยความรู้สึกกับความคิดของตัวเองให้ติงเหยียนมากเกินไปนัก กลัวจะต้องเป็นฝ่ายเจ็บอีก แต่หากวันสิ้นโลกมาถึงแล้วติงเหยียนเดือดร้อนเขาพร้อมจะช่วยเท่าที่พอช่วยได้ก่อน ได้เพื่อนรู้ใจเพิ่มในวันสิ้นโลกถือเป็นเรื่องดี 

เขาเชื่อว่าตัวเองเป็นคนมองคนออก ติงเหยียนก็มีเรื่องปิดบังไว้และไม่ใช่คนเปิดเผยหรือปากมาก เท่าที่เขาสังเกตดู ติงเหยียนก็น่าจะชอบครอบครัวเขาเหมือนกัน คิดได้แบบนี้แล้วจินโม่ฝางก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาอย่างประหลาด เขาเดินเข้าไปหาติงเหยียนกับลูกชาย ช่วยกันเลือกของเงียบ ๆ ไม่มีใครคุยอะไรกันแต่ในใจกลับสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและความสบายใจไร้ที่มา

ใช้เวลาเดินเลือกซื้อของด้วยกันตลอดทั้งเช้า ตอนนี้ติงเหยียนกำลังช่วยจินโม่ฝางหมักหมูแดดเดียวอยู่ในครัว ทั้งสองคนเร่งมือทำให้ทันแดดตอนบ่าย สรุปจากที่จะซื้อหมูแค่ 20 กิโล จินโม่ฝางตัดสินใจซื้อเพิ่ม ทั้งหมดนี้จะเอาแบ่งมาทำหมูแดดเดียวและเอามาทำเป็นหมูหวานหมูแผ่นด้วย จินโม่ฝางตัดสินใจทำเผื่อติงเหยียนไปด้วยเลย ดังนั้นตอนนี้พวกเขายุ่งมาก ยังไม่มีเวลามาเค้นอีกฝ่ายว่าสรุปแล้วอีกคนรู้เรื่องวันสิ้นโลกจริง ๆ หรือไม่

“ผมหมักหมูเสร็จแล้วนะครับ เดี๋ยวเอาใส่ตระแกรงไปตากได้เลย     อีกส่วนก็เอาเข้าตู้อบเลยนะจะได้ทุ่นแรง” ติงเหยียนส่งเสียงบอกจินโม่ฝางที่กำลังกวนน้ำเชื่อมสำหรับทำหมูหวานในกระทะ

“อืม ทำตรงนั้นเสร็จคุณไปพักก่อนก็ได้ เดี๋ยวที่เหลือผมทำต่อเอง”

“ไม่เป็นไรครับ เหลืออีกไม่มากแล้ว ช่วยกันจะได้เสร็จเร็ว ๆ” พูดไปมือก็เรียงหมูใส่ถาดกับตะแกรงไปด้วย จากนั้นเดินถือออกไปตากบริเวณแดดส่องหน้าบ้าน เนื้อที่อยู่ในถาดก็เอาเข้าเตาอบ เท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย

“ของคุณเหลือทำอะไรครับ” ติงเหยียนกลับเข้ามาในครัว ชะโงกหน้าดูสิ่งที่จินโม่ฝางทำพลางเอ่ยถาม

“ตั้งซอสทิ้งไว้ให้เย็น แล้วเอาหมูลงไปคลุกหลังจากนั้นหมักเนื้อหมูสไลด์กับซอสที่เย็นแล้วประมาณ 1-2 ชั่วโมงหรือข้ามคืน ค่อยเอาลงไปทอดให้สุก”

“โอเค งั้นเดี๋ยวผมหยิบหมูให้” ระหว่างนั้นจินโม่ฝางปิดแก๊ส ยกหม้อซอสหวานมาวางบนโต๊ะในครัว พักซอสทิ้งไว้ตามที่บอก

“เนื้อหมูยังเหลืออีกเยอะเลย จะทำอะไรเพิ่มอีกไหมครับ” ติงเหยียนที่ไปหยิบหมูออกมาจากตู้เย็นเอ่ยถาม

“ทำหมูตุ๋นไหม เอาเนื้อหมูมาเคี่ยวตุ๋นจนเปื่อย แล้วเก็บใส่ตู้เย็น เวลาจะทำกับข้าวจะได้เร็วขึ้น เดี๋ยวเอามาหมักทำแฮมด้วย ผมมีวิธีทำแฮมแบบมณฑลยู”

“คุณนี่ทำอาหารเก่งจังนะครับ แฮมก็ทำเป็น” ติงเหยียนตาเป็นประกาย ชื่นชมจินโม่ฝางจนปิดไม่มิด

“คุณล่ะครับ ชอบทำอะไร” จินโม่ฝางเอ่ยถามเรื่องของคนตัวเล็กกว่ากลับไปบ้าง

“ผมชอบกินกับนอนครับ กับข้าวพอทำได้นิดหน่อยตามที่คุณเห็น แต่ว่ารสชาติอร่อยไหมนั่นเป็นอีกเรื่อง”

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมทำให้คุณกินเอง” จินโม่ฝางเอ่ยประโยคนี้ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติไม่มีท่าทางตะขิดตะขวงใจเลยแม้แต่น้อย ทำเอาคนฟังอย่างติงเหยียนหน้าขึ้นสีระเรื่อ จนต้องกระแอมในลำคอหันหน้าหนี เปลี่ยนชวนคุยถึงเรื่องอื่นแทน

“อะ เอ่อ ผมว่าเรามาทำหมูตุ๋นกันให้เสร็จเถอะ” พูดไปพลางก้มหลบตาจินโม่ฝางไปด้วย เวลานี้ติงเหยียนรู้สึกเขินมากจริง ๆ 

ติงเหยียนรู้สึกได้ว่าเขากับจินโม่ฝางสนิทกันมากขึ้น แบบนี้ดีจริง ๆ เลย ทั้งการกระทำและคำพูดที่ไม่เย็นชาเหมือนเมื่อก่อน ไม่รู้คิดไปเองไหม เขารู้สึกว่าบางครั้งเหมือนอีกฝ่ายตั้งใจทำให้เขาเขิน แถมเขากับจินโม่ฝางยังเจอกันทุกวัน ตัวเขาแทบจะมาอาศัยอยู่ที่บ้านของอีกฝ่ายแทนบ้านตัวเองแล้วด้วยซ้ำ 

เฮ้อ ความสนิท ความชอบไม่เข้าใครออกใคร นึกจะมาก็มาไม่ให้ตั้งตัวกันเลยทีเดียว คงต้องคอยดูนิสัยของอีกคนไปก่อน เวลาจะดูคนต้องดูช่วงเวลาที่เรายากลำบากถึงจะรู้นิสัยที่แท้จริง เขาต้องสร้างมิตรภาพนี้ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นไปอีก

บทก่อนหน้า
บทถัดไป