บทที่ 17 ไม่ได้อยากกลับมา 16

“...........”

“.....ผมเคยผ่านเหตุการณ์วันสิ้นโลกมาแล้วครั้งหนึ่ง ผมแน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ฝัน แต่ผมตายและย้อนกลับมา”

จินโม่ฝางที่ได้ฟังตกใจกับคำว่า “ตาย” ของติงเหยียน เพราะเขาก็ผ่านเหตุการณ์นั้นมาแล้วเช่นกัน

หากแต่ยังนิ่งเงียบพยายามสงบใจ รอฟังอีกฝ่ายเล่าต่อ

ทว่าแทนที่ติงเหยียนจะเล่าต่อ เขากลับย้อนถาม “คุณเชื่อผมไหม” 

เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองจ้องจินโม่ฝางอย่างรอคอยในคำตอบโดยไม่รู้ตัว ทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะบอกไปว่าไม่ได้คาดหวังว่าอีกคนจะเชื่อแท้ ๆ

“อืม ผมเชื่อ...เพราะผมก็ผ่านมันมาแล้วเหมือนกัน” คำตอบนี้ของจินโม่ฝางช่วยยืนยันในสิ่งที่เขาคิด อีกฝ่ายก็ย้อนเวลากลับมาจริง ๆ

“คุณก็ย้อนกลับมาเหมือนกันใช่ไหมครับ” ติงเหยียนเอ่ยถามสิ่งที่สงสัยอยู่ในใจมานานแล้ว เป็นการย้ำว่าเขาคิดถูก

“อืม  ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงย้อนกลับมาช่วงเวลานี้ได้เหมือนกัน ”

“ของผมเพราะผมตายครับ ในชีวิตที่แล้วผมโง่ไปเชื่อใจคนเลวพวกนั้น จนถูกใช้เป็นเหยื่อล่อและถูกซอมบี้ฆ่าตาย” เล่ามาถึงตรงนี้ติงเหยียนตัวสั่นระริก  ยกมือขึ้นมากอดตัวเองเอาไว้ด้วยความหวาดกลัว

เขายังคงจำความเจ็บปวดใจจะขาดจากการโดนรุมกัดและฉีกทึ้ง  เลือดอุ่น ๆ กระเด็นมาโดนใบหน้า เสียงกรีดร้องของตัวเขาเองดังก้องในหู รวมถึงความแค้นใจที่โดนทรยศหักหลังในตอนนั้น เขายังจำได้ได้ดี เหมือนกับฝันร้ายที่คอยตามหลอกหลอนไม่จบสิ้น หลับตาลงนอนทีไรเป็นต้องได้เห็นภาพสุดท้ายของชีวิต

เห็นอีกฝ่ายเป็นแบบนั้นจินโม่ฝางอดไม่ได้ที่จะยื่นมือใหญ่ออกไปลูบหัวของคนเด็กกว่า ใครที่เจอเหตุการณ์เลวร้ายแบบนั้นแล้วยังยืนหยัดได้ขนาดนี้ต้องเป็นคนเข้มแข็งขนาดไหนกัน โดยไม่รู้ตัวชายหนุ่มได้สัญญากับตัวเองในใจว่าจะไม่ยอมให้คนตรงหน้าต้องเผชิญกับเหตุการณ์เลวระยำแบบนั้นอีก

ติงเหยียนร้องไห้ภายใต้การปลอบโยนของคนตัวใหญ่ ทำให้รู้สึกปลอดภัย  เขาลงเดิมพันแล้วถึงได้เลือกที่จะเล่าสิ่งน่าเหลือเชื่อที่เกิดขึ้นให้อีกคนได้ฟัง  ความรู้สึกของเขาบอกว่าอีกฝ่ายเชื่อถือได้และไม่น่าจะทรยศเขา

“แล้วของคุณล่ะครับ” ติงเหยียนถามด้วยน้ำเสียงอู้อี้ติดสะอื้น

“หึ ผมก็โดนทรยศเหมือนกัน แต่ไม่ใช่จากเพื่อนร่วมทีม คนที่ทำร้ายผมคืออดีตภรรยา” เมื่อคิดถึงตรงนี้จินโม่ฝางก็กัดฟันกรอดอย่างนึกแค้น

เขาหลับตาลงนึกย้อนความทรงจำกลับไปหาอดีตอันเจ็บปวด กัดฟันแน่นจนเส้นเลือดขึ้นที่ขมับก่อนเล่าออกมา

“ผมพาลูกกับผู้หญิงคนนั้นเดินทางไปยังค่ายของผู้มีพลังพิเศษที่จัดตั้งขึ้น ผมต้องออกไปทำงานแลกกับน้ำและอาหาร ให้ผู้หญิงคนนั้นอยู่ในที่พักคอยดูแลลูก ผมไม่มีพลังพิเศษอะไร เพราะงั้นน้ำและอาหารที่ได้ก็เลยน้อยกว่าพวกที่มีพลัง แล้วก็มักจะโดนเอาเปรียบตลอด พอได้อาหารมาผมจะยกให้เธอกินมากกว่าเพราะเธอต้องให้นมลูก ผมทำงานจนแทบไม่มีเวลาพัก คิดแค่ว่าถ้าผมทำงานได้อาหารเยอะขึ้นลูกเมียก็จะสบายมากขึ้น

ลูกก็โตขึ้นทุกวัน ๆ อีกหน่อยก็ต้องเตรียมความพร้อมหลายอย่างไว้ให้เขาด้วย  แต่ใครจะไปคิดว่าผู้หญิงคนนั้นใจร้ายยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน ไม่สิ สัตว์เดรัจฉานส่วนใหญ่มันยังไม่กินหรือทำร้ายลูกตัวเองเลย แต่ผู้หญิงคนนั้นกลับกล้าที่จะทิ้งลูกเล็กเพราะตัวเองหนีไปหาผู้ชายคนใหม่” เล่าถึงตรงนี้จินโม่ฝางก็หยุดชะงัก เพราะความทรงจำนั่นกลับมาทำร้ายเขาอีกแล้ว มันทำให้เขาสะดุ้งตื่นมาดูลูกตอนกลางดึก นั่งเฝ้าเปลน้อยที่แกว่งไปมาเผื่อตอกย้ำว่าจินจื้อหมิงของเขายังอยู่ ไม่ได้โดนเอาไปทิ้ง

“ถ้าไม่อยากเล่าก็พอแล้วครับ” ติงเหยียนเอ่ยห้าม ไม่อยากให้อีกฝ่ายนึกถึงความทรงจำเลวร้าย

“ไม่เป็นไร ผมอยากเล่าให้ฟัง” เสียงทุ้มกล่าวต่อ เหมือนสิ่งที่เล่าไม่ได้ส่งผลกระทบกับตัวเขาเลย  ทั้งที่ความเป็นจริงกว่าจะเค้นเสียงออกมาได้เขาแทบจะใช้แรงทั้งหมดที่มี

“มีวันหนึ่งผมออกไปทำงานตามปกติ ผู้หญิงคนนั้นก็จะออกไปข้างนอกด้วย โดยอ้างว่าจะช่วยผมทำงาน  งานส่วนนั้นให้เอาลูกไปเลี้ยงด้วยได้ ผมก็ไม่ได้สงสัยอะไรแค่คิดว่าเธอคงคิดได้แล้วและอยากจะช่วยลดภาระ ช่วยหาอาหาร ซึ่งมันก็ดีทั้งต่อทุกคน เธอจะได้มีอาหารเพิ่ม น้ำนมก็จะมีมากขึ้น ....แต่แล้วผู้หญิงใจดำก็ทำสิ่งที่ไม่น่าให้อภัย เธอเอาจื้อหมิงไปทิ้งไว้ในกองขยะ วันนั้นผมกลับบ้านเร็วกว่าปกติ ไม่รู้ว่าเพราะอะไรแต่ใจผมคิดถึงแต่ลูก พอผมกลับมาไม่เห็นลูกก็เลยคาดคั้นเอากับผู้หญิงเห็นแก่ตัวที่กำลังนั่งเก็บสัมภาระอันน้อยนิดของหล่อน  เค้นจนได้คำตอบว่าเธอเอาลูกไปทิ้งเพราะไม่อยากมีตัวภาระ ไม่อยากมีตัวถ่วง

ผมขาดสติจนเกือบจะฆ่าเธอให้ตายคามือ แต่ในหัวกลับได้ยินเสียงลูกร้องไห้ ผมรีบวิ่งตามหาลูก วิ่งวนหาอยู่นานกว่าจะหาเจอ กลัวเขาตกเป็นเหยื่อของคนอื่น กว่าจะเจอเสี่ยวจื้อหมิงก็ตัวเขียวเป็นจ้ำ เสียงร้องแหบแห้งแผ่วเบา ลมหายใจผะแผ่ว ตามเนื้อตัวของลูกโดนมดกับแมลงกัดจนเป็นแผลเต็มไปหมด  ผม...ผมช่วยลูกไว้ไม่ได้ ช่วยลูกเอาไว้ไม่ทัน” จินโม่ฝางเล่าน้ำเสียงขาดเป็นห้วง น้ำตาไหลออกมาช้า ๆ มีคำกล่าวว่าผู้ชายร้องไห้ยาก หากร้องออกมาแปลว่าสุดจะกลั้นแล้วจริง ๆ

แล้วผู้ชายคนนี้ล่ะต้องเจ็บปวดขนาดไหนที่ต้องเห็นลูกน้อยตายไปต่อหน้าต่อตาด้วยฝีมือของเมียตัวเอง

“พอแล้วครับ ไม่ต้องเล่าแล้ว พอแล้ว”  ติงเหยียนที่เป็นคนฟังก็ร้องไห้น้ำตาไหลกับเรื่องราวที่ได้ยิน  เขาสงสารจินโม่ฝาง ที่สำคัญคือเด็กน้อยผู้น่ารักที่โดนคนเป็นแม่กระทำแบบนั้น

“หึ  ชีวิตนี้ผมเลยขอหย่ากับเธอ เพราะผมจะไม่ทนกับนิสัยแย่ ๆ แบบนั้นของเธออีก ผมรวบรวมหลักฐานจนรู้ว่าเธอมีชู้มาตั้งนานแล้ว ชีวิตก่อนเพราะเห็นแก่ลูกผมถึงทนแต่ครั้งนี้ผมจะไม่ยอมให้เธอได้เข้าใกล้ลูกผมอีกเด็ดขาด”  จินโม่ฝางปาดน้ำตา เค้นยิ้มเยาะให้กับตัวเองแค้นใจที่ทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้

“ผมก็จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเสี่ยวจื้อหมิงเหมือนกัน” ติงเหยียนสัญญาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น  สำหรับใครที่ทำร้ายพวกเขาเอาไว้ในชีวิตก่อน ถ้ามีโอกาสเขาจะต้องทำให้พวกมันอยู่ไม่สุข ให้พวกมันอยู่ไม่สู้ตาย เขาสัญญาเลย

:

:

เมื่อช่วงเวลาเปิดใจผ่านไป ทั้งติงเหยียนและจินโม่ฝางรู้สึกโล่งใจและเบาใจกันทั้งคู่  อย่างน้อยตอนนี้ก็ไม่ต้องคอยเดาไปเองต่าง ๆ นานา  อีกอย่างคือการมีคนร่วมวางแผนหรือพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ทำให้พวกเขาได้รับรู้ถึงสถานการณ์รอบด้านจากประสบการณ์ของฝ่ายตรงข้าม

พวกเขานั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลในส่วนที่ตนเองได้เคยผ่านมาหรือรับรู้มา  วางแผนรับมือกับกับโรคระบาด รวมถึงรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ด้วย

“ในชีวิตก่อนผมต้องออกไปช่วยสร้างกำแพงเมือง ทำงานจำพวกเป็นกรรมกรก่อสร้างเพราะไม่มีพลังพิเศษ  ในค่ายที่ผมอยู่ก็มีคนมีพลังพิเศษไม่มาก ดังนั้นคนที่มีพลังพิเศษจะได้รับความสำคัญมากที่สุด โดยเฉพาะพลังพิเศษสายการต่อสู้หรือกายภาพ  รองลงมาจะเป็นพวกที่สามารถปลูกผักและดูแลพืชผลได้

จะเรียกว่ายกย่องคนมีพลังเป็นพระเจ้าเลยก็ได้ครับ ถ้าคนธรรมดาแบบพวกผมไปทำอะไรให้คนเหล่านั้นไม่พอใจ  พวกเขาสามารถที่จะฆ่าคุณให้ตายได้เลย  ที่นั่นไม่ต่างจากนรกบนดินเท่าไหร่ ทำงานก็ได้อาหารบ้างไม่ได้บ้าง ได้มาก็ไม่พอกิน ต้องแบ่งมาจ่ายเป็นค่าที่พักทุกวัน ใครไม่ยอมจ่ายไม่โดนซ้อมจนพิการก็ถูกตีจนตาย”

“ ...... ”

เล่ามาถึงจุดนี้ต่างคนต่างตกอยู่ในภวังค์ของอดีต  เชื่อเถอะไม่ว่าค่ายผู้รอดชีวิตไหน ๆ  ก็คงเป็นเหมือนกันหมด

“ .....คนแก่กับเด็กยิ่งแล้วใหญ่  พวกมันใช้พวกเขาเป็นเหยื่อล่อซอมบี้เวลาที่ออกไปเก็บของหรือหาอาหาร  บางครั้งพวกมันจะฆ่าคนแล้วก็แล่เนื้อหิ้วไปโปรยให้ซอมบี้กิน เพื่อเปิดทางให้พวกผู้มีพลังไปรวบรวมอาหาร  พวกมันปฏิบัติกับคนอื่นไม่ต่างจากสัตว์  ไม่มีการเห็นใจ  ไม่มีการช่วยเหลือ  มีแต่เอารัดเอาเปรียบ มีเรื่องเลวระยำเกิดขึ้นทั่วทุกพื้นที่ในค่าย ไม่สามารถไว้ใจใครได้ทั้งนั้น”

ตอนช่วงหลัง  ๆ  ก่อนที่ติงเหยียนจะโดนทรยศสถานการณ์ร้ายแรงมากขึ้นทุกวัน  ฝั่งของซอมบี้ก็เหมือนกัน แข็งแกร่งขึ้น มีความฉลาดเพิ่มมากขึ้น คนที่อยู่ในค่ายเล็ก ๆ  อย่างเราไม่ค่อยจะได้รับความช่วยเหลือจากทางฝั่งของรัฐบาลหรือทหารมากนัก  ในความเป็นจริงคือพวกผู้นำระดับสูงไม่ยอมเอาของที่ได้มาให้พวกชนชั้นกรรมกร นานวันเข้ากระทั่งจะหายใจยังลำบาก อาหารขาดแคลน พืชผักที่เคยปลูกได้ก็เหี่ยวเฉา ยืนต้นตาย ไม่ได้ผลผลิต  ถึงปลูกจนโตได้ก็กลายพันธุ์จนกินไม่ได้ซะเป็นส่วนใหญ่ น้ำกับอากาศก็ปนเปื้อนไปด้วยเชื้อโรคและพิษ

ประชาชนหลายร้อยคนเลือกที่จะยอมแพ้ต่อโชคชะตา ละทิ้งแล้วซึ่งทุกสิ่งอย่างในชีวิต ทำแค่นั่งรอความตายย่างกรายเข้ามาเคาะถึงหน้าประตู แต่ไม่ใช่กลับติงเหยียนที่อยู่อย่างมีความหวัง ต่อให้ริบหรี่แค่ไหนเขาก็ยังกัดฟันสู้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป