บทที่ 18 ไม่ได้อยากกลับมา 17
ทางฐานเริ่มกักตุนอาหารเอาไว้กินกันเองในกลุ่มคนระดับสูงและผู้มีพลัง ส่วนพวกเราประชาชนคนธรรมดาที่ไม่มีพลังแทบจะไม่ได้ส่วนแบ่งจากการทำงานเลย ดังนั้นเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่รอดต่อไปก็ต้องออกไปข้างนอก รวบรวมข้าวของด้วยเหมือนกัน
พวกเราจับกลุ่มกันไปหลาย ๆ คน อาวุธก็หาหยิบเอาตามมีตามเกิด ทั้งท่อนไม้ ท่อนเหล็กผุ ๆ พัง ๆ ลูกเล็กเด็กแดงก็ต้องเอาไปด้วยไม่งั้นก็ไม่รู้ใครจะมาเอาเด็กไปฆ่าไปแกงตรงไหน ระยะทางที่พวกเราออกเดินทางหาอาหารสะสมของใช้ไกลฐานที่มั่นมากขึ้นทุกที แต่ก็แปรผกผันกับจำนวนคนที่สามารถเอาชีวิตรอดกลับมาได้ ผู้รอดชีวิตกลับมาก็น้อยลงทุกทีเช่นกัน ตอนนั้นผมคิดว่ากลุ่มของผมดีมาก ๆ เลย ทุกคนคอยดูแลกันและกันเหมือนครอบครัว แต่สุดท้ายความจริงก็ตีแสกหน้า ความคิดของผมไร้เดียงสามากจริง ๆ ฮ่า ๆ”
ติงเหยียนเล่ามาถึงตรงนี้หัวเราะออกมาทั้งน้ำตา ชีวิตชาติก่อนเขาโง่บัดซบจริง ๆ ถึงจะโดนทุบตี เห็นการทรยศที่เกิดขึ้นจนชินตา แต่ก็ยังเชื่อใจเพื่อนจนเกินไป แถมยังเห็นกงจักรเป็นดอกบัว ทั้งที่เคยมีคนหวังดีมาเตือน เขากลับเอาแต่หลับหูหลับตาเชื่อว่าพวกที่จับกลุ่มไปด้วยกันเป็นคนไว้ใจได้ มารู้ตัวก็ตอนที่สายไปแล้ว
“คุณไม่เป็นไรนะ” จินโม่ฝางเอื้อมมือมาลูบหลังลูบไหล่ให้คลายสะอื้น
“อึก...ขะ...ขอบคุณครับ ผมไม่เป็นอะไรแล้ว”
“ไม่ต้องเล่าแล้ว อย่าไปนึกถึงเรื่องไม่ดีอีกเลย” จินโม่ฝางเอ่ย
“ครั้งนี้พอตื่นขึ้นมา ผมก็เหมือนคุณ เตรียมความพร้อมให้ตัวเองเพื่อเผชิญหน้ากับเหตุการณ์นั้นอีกครั้ง ผมจะไม่ยอมเอาชีวิตไปทิ้งอีก พวกเราต้องรอดครับ รอดไปด้วยกัน”
“อืม ต้องรอดซิ”
“แล้วทางฝั่งของค่ายคุณล่ะครับ เป็นยังไงบ้าง” ติงเหยียนถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับจินโม่ฝาง
“อย่างที่บอก ฐานที่มั่นที่ผมเข้าไปอยู่เป็นฐานของเอกชนเหมือนกัน แต่ว่าตอนเกิดเรื่องใหม่ ๆ ฐานนั้นมีการจัดการค่อนข้างดี อย่างน้อย ๆ ก็ยังดีกว่าที่คุณเล่ามา ทางฝั่งของผมต้องทำงานแลกอาหาร แลกแต้ม ช่วงแรกเป็นช่วงที่ ซอมบี้ยังช้าและไม่ได้มีพัฒนาการ เพราะอย่างนั้นทางฐานจึงอนุญาตให้ประชาชนทุกคนที่อยากไปหาอาหาร หรือหาข้าวของเครื่องใช้ข้างนอกสามารถออกไปได้”
“แต่ว่าถ้าไม่มีแต้มก็แลกของจากฐานไม่ได้เหมือนกัน ออกไปแล้วได้ของอะไรกลับมาก็ต้องจ่ายเป็นค่าเข้าฐาน มันเหมือนจะดีแต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่มีใครอยากแบ่งของที่หามาอย่างยากลำบากให้กับคนอื่นหรอกครับ”จินโม่ฝางเงียบไปสักพักก่อนที่จะเริ่มเล่าต่อ
“ต่อมาหลังจากซอมบี้มีวิวัฒนาการมากขึ้น ผู้รอดชีวิตก็ไม่ค่อยยินยอมที่จะออกจากฐานกันอีก อีกอย่างสถานการณ์ในฐานก็ไม่ค่อยจะดีนัก ผู้นำขัดแย้งแย่งชิงอำนาจระหว่างกัน ใช้ประชาชนที่อยู่ในฐานเป็นหมากบนกระดาน บรรยากาศในฐานเรียกได้ว่าแย่มาก เพราะไม่รู้ว่าวันไหนจะไปเดินสะดุดตอเข้า คนที่ถูกเลือกให้เป็นหมากทำตัวกร่างไม่เกรงกลัวใคร ผู้นำไม่สนใจที่จะพัฒนาความเป็นอยู่ เอาแต่แสวงหาอำนาจความสบายส่วนตัว พอมีคนรวมตัวประท้วงก็จะถูกฆ่าและโยนศพทิ้งเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู จนทำให้ไม่มีใครกล้าคัดค้านหรือจับกลุ่มประท้วงอีก”
ต่อมาในฐานก็ประสบกับการที่อยู่ ๆ ก็มีซอมบี้โผล่มากลางฐาน ไล่กัดคนที่อยู่ละแวกใกล้เคียงจนมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การติดเชื้อลุกลามใหญ่โตจนเกือบจะควบคุมไม่อยู่ ใครที่ถูกสงสัยว่าติดเชื้อถูกฆ่าทิ้งทันที หมอกับพยาบาลในฐานเกือบทั้งหมดถูกต้อนไปรวมกันที่ที่พักของพวกผู้นำ ไม่มีใคร อยู่รักษาหรือคอยพยาบาลคนเจ็บ คนป่วยต้องดิ้นรนมีชีวิตรอดกันเอาเอง น้ำในแม่น้ำกินไม่ได้ มีการปนเปื้อนเชื้อโรคโดยที่ไม่มีใครรู้ตัว สภาพอากาศที่แย่ลงทุกวัน ส่งผลให้ทุกคนไม่สามารถออกมาข้างนอกตอนกลางคืนได้ หน้ากากกันแก๊สพิษที่แจกให้ก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพอะไรมากนัก ใครที่ไม่ได้ออกไปทำงานก็ไม่แจกให้ ต้องใช้ชีวิตช่วงกลางคืนแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ ตอนนั้นในฐานถ้าไม่ตายเพราะติดเชื้อก็ตายเพราะสูดดมอากาศพิษเข้าร่างกายมากเกินไป”
ครั้งนี้เป็นติงเหยียนที่ให้กำลังใจอีกฝ่าย เขาเอื้อมมือไปจับมือจินโม่ฝางพร้อมทั้งบีบเบา ๆ
“ไม่ต้องเล่าต่อก็ได้นะครับ” ติงเหยียนบอก
“ไม่เป็นไร สบายมาก มันไม่ได้ส่งผลอะไรกับผมขนาดนั้นหรอกเพราะผมแค่ใช้ชีวิตของตัวเองกับดูแลครอบครัว ไม่ได้สนใจหรือไปยุ่งเกี่ยวกับการแย่งชิงอำนาจของใคร”
จินโม่ฝางเล่าต่อว่า “หลังการระบาดผ่านไปประมาณ 10-11 เดือน ตอนที่มีประกาศจากทางฐานหลักของรัฐบาลและทหารว่าเกลือละลายน้ำเข้มข้นสามารถยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อในคนที่เพิ่งถูกกัดได้...แต่ก็นั่นแหละครับขนาดเครื่องปรุงรสที่เคยมีติดห้องครัวไม่ขาด คนธรรมดา ๆ ยังแทบจะหาไม่ได้แล้วจะไปหาเกลือมาจากที่ไหน
ทางฐานว่าจ้างและรวบรวมคนที่มีพลังหรือคนธรรมดาที่ต้องการรับค่าจ้างตอบแทนจำนวนมากให้ออกไปรวบรวมเกลือกลับมา อ้างเหตุผลสวยหรูว่าจะได้ค่าตอบแทนอย่างงาม ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนที่ไปทำภารกิจต่างๆ นานา จนได้คนไปทำภารกิจนี้จำนวนมาก แต่ผลลัพธ์ก็ไม่ได้น่าพอใจนักหรอก คนที่ออกไปต้องสู้กับทั้งซอมบี้และคนจากฐานอื่นที่มารวบรวมเกลือกับอาหารด้วยเหมือนกัน
ผมก็ออกไปกับพวกเขา เรียกว่าแทบไม่หวังที่จะมีชีวิตกลับมาเลยด้วยซ้ำ ที่ผมทำทุกอย่างให้ได้กลับมาก็เพราะนึกถึงหน้าลูก ตอนนั้นผมคิดว่าอย่างน้อยก็ยังมีลูก กลับมาแล้วก็กลับไปทำงานในฐานตามเดิมเรื่องผลตอบแทนอะไรนั่นก็ไม่ได้ เกลือที่หามาได้ก็ถูกยึดไปหมด ผมอยู่ในค่ายนั้นจนเกิดเรื่องลูกขึ้นแล้วก็ย้อนกลับมา”
“ถ้าอิงจากเหตุการณ์ที่ผมเจอนั่นแสดงว่าน้ำและอาหารจะเริ่มขาดแคลนตอนเกิดการระบาดแล้วประมาณ 5-6 เดือน” ติงเหยียนสรุปข้อมูลสำคัญจากสิ่งที่ได้ฟัง
“อืม แล้วก็กว่าพวกนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์จะรู้ว่าเกลือสามารถยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโรคหลังโดนกัดได้ก็เกือบปีแล้ว” จินโม่ฝางเอ่ยเสริม
“คุณซื้อยาฆ่าเชื้อสำหรับใส่น้ำดื่มมาเตรียมไว้แล้วหรือยัง” ติงเหยียนถามออกไป
“ซื้อมาเก็บไว้แล้ว หน้ากากกันแก๊สพิษ หน้ากากอนามัยกันฝุ่นละอองขนาดเล็กก็เตรียมไว้พร้อมแล้ว คุณล่ะ” จินโม่ฝางถามกลับไปบ้าง
“เตรียมไว้หมดแล้วครับ อย่างน้อยเราก็ยังได้เปรียบในเรื่องของข้อมูลที่มีอยู่ในมือ เออ แล้วเกลือล่ะครับ”
“เตรียมไว้แล้วเหมือนกัน ถึงจะไม่หวังอยากใช้มัน แต่ถึงเวลานั้นมีไว้ไม่เสียหาย”
“ผมก็คิดแบบนั้น ยังสามารถเอาออกมาแลกเปลี่ยนทำกำไรกับพวกกองทัพได้อีกด้วย” ติงเหยียนฉีกยิ้มกว้าง ตาเขาแทบจะเปล่งแสงออกมาเป็นรูปเงิน เมื่อนึกถึงกำไรที่จะได้จากการขายของที่มีอยู่ให้กับคนอื่นในช่วงลำบาก เพื่อชีวิตที่สุขสบายของตัวเอง เขาทำได้ทุกอย่างแหละบอกเลย
“หึหึ แต่ก็อย่าลืมเรื่องความปลอดภัยนะ ต้องวางแผนให้รอบคอบไม่อย่างนั้นจะเป็นอันตราย” จินโม่ฝางเอ่ยเตือนคนที่ตาเป็นรูปสัญลักษณ์เงินดอลลาร์ไปแล้ว
“อืม ผมจะระวัง ”
นั่งเงียบกันสักพักจินโม่ฝางออกปากเตือนอีกว่า “ช่วงนี้เหตุการณ์ไม่ค่อยน่าไว้ใจแล้ว คุณอย่าออกไปไหนอีกจะดีกว่า เก็บตัวเงียบอยู่ในบ้านดีที่สุด ถ้ามีพัสดุมาก่อนยกเข้าบ้านก็พ่นแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อก่อน”
“ครับ ผมรู้แล้ว ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องออกไปไหนแล้ว ของก็ไม่ได้สั่งอะไรแล้วด้วย” ติงเหยียนรับคำ
“ดีแล้ว รอให้เหตุการณ์ที่มนุษย์เปลี่ยนเป็นซอมบี้มาถึง เราอาจจะต้องมาวางแผนกันอีกทีว่าจะเอายังไงต่อ จะไว้ใจใครไม่ได้ทั้งนั้น อย่าให้ใครเห็นของที่อยู่ในบ้านคุณด้วย”
“ผมเก็บซ่อนไว้แล้วครับ คุณไม่ต้องเป็นห่วง” ติงเหยียนยังไม่คิดที่จะบอกกับจินโม่ฝางเรื่องพลังมิติที่ตัวเองมี
“คุณเองนั่นแหละครับที่ต้องระวัง ไหนจะเสี่ยวจื้อหมิงอีก น้องยังเด็กมาก ภูมิคุ้มกันก็น้อยกว่าพวกเรา” ติงเหยียนบอกออกมาอย่างเป็นห่วง
เพียงแค่นึกถึงเจ้าเด็กตัวเล็กที่นอนอยู่บนบ้านทำให้ทั้งสองคนอดขมวดคิ้วด้วยความหนักใจและเป็นห่วงไม่ได้ เวลานี้เริ่มพบการติดเชื้อในเด็กเพิ่มมากขึ้นหลายเปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่เด็กเล็กจะติดเชื้อไวรัสมาจากผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิด โดยเฉพาะจากคนในครอบครัว
เด็กมีร่างกายอ่อนแอและมีภูมิคุ้มกันน้อยกว่าผู้ใหญ่ ทำให้เมื่อเจอกับปัจจัยหรือสิ่งเร้าภายนอกจึงก่อให้เกิดอาการแพ้และเป็นไข้หวัดได้ ขนาดตอนนี้ที่สภาพอากาศเพิ่งจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงยังไม่รุนแรงเท่ากับในอดีตที่ผ่านมา เสี่ยวจื้อหมิงและเด็กน้อยคนอื่น ๆ ทั่วโลกยังล้มป่วย จนบางครั้งก็ไม่สามารถที่จะรักษาได้ โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปี หรือเด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอด หรือภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ เพราะเด็กกลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะป่วยหนัก ปอดอักเสบ ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตเฉียบพลันได้
ยาที่ใช้ในการรักษาผู้ใหญ่ติดเชื้อไวรัสหรือมีอาการป่วยไม่สามารถใช้กับเด็กเล็กได้ เนื่องจากปริมาณและความแรงของยา ดังนั้นจึงมีการวิจัยยาที่ใช้รักษาการติดเชื้อในเด็กเล็กโดยเฉพาะ นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ แพทย์และพยาบาลจึงทำงานกันอย่างหนักเพื่อประคองอาการและลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นอย่างเต็มความสามารถ แต่ความรุนแรงของไวรัสก็ต้านฤทธิ์ยารักษาโรคทุกครั้งไป ทำให้ในวันสิ้นโลกมีซอมบี้เด็กทารกเกลื่อนโรงพยาบาล กลายเป็นภาพน่าเวทนาและน่าสังเวชใจสำหรับผู้พบเห็น
จินโม่ฝางเห็นติงเหยียนเอาแต่ก้มหน้าก้มตา นิ่งเงียบไม่พูดจาหลังจากพูดถึงลูกชายของเขา ชายหนุ่มมองใบหน้าอ่อนเยาว์ที่กำลังยับย่นด้วยความเคร่งเครียดก็อดใจไม่ได้ที่จะยื่นมือออกไปใช้นิ้วชี้ค่อย ๆ เกลี่ยและลูบบริเวณกลางหว่างคิ้วให้รอยย่นจากการขมวดคิ้วคลายออกจากกัน
จินโม่ฝางเข้าใจถึงความกังวลของคนตรงหน้า เขาก็กังวลไม่แพ้กัน แต่ก็ยังอดดีใจไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นห่วงลูกของเขามากขนาดนี้
“ดูคุณทำคิ้วขมวดเข้าสิ ไม่ต้องเครียดหรือกังวลล่วงหน้าหรอก ผมเชื่อว่าเจ้าตัวเล็กจะต้องผ่านมันไปได้อีกครั้งอย่างไม่มีปัญหาอะไรแน่ เชื่อสิ” รอยยิ้มเล็ก ๆ ผุดขึ้นที่มุมปากของจินโม่ฝาง
“อื้อ ! เสี่ยวจื้อหมิงของผมเก่งจะตายไป เขาต้องผ่านเหตุการณ์ร้าย ๆ พวกนี้และเติบโตอย่างแข็งแรงได้แน่ ๆ” ติงเหยียนพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย
ครั้งนี้พวกเขาต้องผ่านมันไปได้แน่นอน
