บทที่ 11 เมียแต่ง 3

ร่างอ่อนแรงทรุดตัวลงนั่งปลายเตียง สองมือกำแน่นข้างแน่น อยากแจ้งความจับนายใจแทบขาด เลื่อนหาเบอร์โทรศัพท์ มาหยุดที่เบอร์พ่อ หญิงสาวชั่งใจอยู่สักครู่ จะโทรรบกวนพ่อดีหรือไม่ดี เธอกลัวคำตอบอาจจะทำให้ตัวเองช้ำใจหนักยิ่งขึ้น  

“ว่าไงตา มีอะไรหรือเปล่าลูก” เสียงพิวัฒน์เอ่ยถามลูกสาว

“เอ่อ คือ...พ่อ” มันตาพูดไม่ออก อึดอัดใจไปหมด

“ไงน่ะเรา หายไปนานเลยนะ สบายดีไหม ไปเยี่ยมแม่บ้างหรือเปล่า”

พ่อถามเหมือนไม่รู้ว่าเธอออกจากบ้านแม่ มาอาศัยอยู่ห้องเช่าราคาถูกๆ อย่างนั้นแหละ

“พ่อคะ พอจะ...คือหนู” ระหว่างเธอกับพ่อกลายเป็นคนห่างไกลกัน ราวกับไม่ใช่พ่อลูก จะพูดรบกวนอะไรทีกลับเกรงใจไม่กล้าเอ่ยออกมา

“คุณคะ คุยโทรศัพท์กับใคร ไหนดูซิ” วลีแย่งโทรศัพท์ไปจากมือสามีอย่างไร้มารยาท ไม่รู้สิเธอเชื่อว่าระหว่างสามีกับเธอไม่มีคำว่าเสียมารยาท เรื่องของสามีก็คือเรื่องของเธอ “ว่าไงหนูตา” พอเห็นว่าลูกเลี้ยงโทรมา แม่เลี้ยงอย่างเธอจึงปั้นเสียงขรึมทักทายลูกสามี  

“ไม่ ไม่มีอะไรค่ะ หนูแค่โทรมาคุยกับพ่อ ไม่ได้โทรหานาน คิดถึงค่ะ” นานมากน่าจะร่วมปีสองปี ที่พ่อมีครอบครัวใหม่ แล้วแม่เห็นว่าพ่อมีใหม่ได้ จึงประชดด้วยการมีใหม่บ้าง หัวเน่าจึงกลายเป็นเธอ ไม่มีใครเอา ต้องหาเลี้ยงตัวเองปากกัดตีนถีบ พ่อแม่ไม่เคยรับรู้ว่าเธอเหนื่อยแสนสาหัส เวลาเหนื่อยสิ่งที่คนเป็นลูกต้องการคืออ้อมกอด และกำลังใจจากพ่อแม่ แต่เธอไม่เคยได้

“ไม่จำเป็นอย่ารบกวนพ่อเลยนะหนูตา พ่อเขาทำงานเหนื่อย อยากพักผ่อน” อีลูกเลี้ยงใจแตก มันจะมีอะไรเวลาโทรหาพ่อ ก็คงเรื่องเงินเท่านั้นแหละ แต่งตัวเก่ง ใช้ของดีราคาแพง หนีไม่พ้นขอเงินไปซื้อของดีๆ ใช้ ทำตัวเกินตัวเกินฐานะ ถ้าปล่อยให้มีโอกาสคุยกับพ่อ มีหวังเขาคงให้เงินอีลูกใจแตกคนนี้ไปถลุงเล่น

“ค่ะ” พูดซะกูไม่กล้าโทรมาอีกเลยตลอดชีวิต สาวน้อยนึกอยู่ในใจ นี่ละเป็นเหตุที่ผลเธอไม่อยากโทรหาพ่อ มีตัวสกัดดาวรุ่งอย่างวลีแม่เลี้ยง ผู้หญิงคนที่ขโมยพ่อไปแย่งทุกอย่างไปจากเธอแม้แต่ความรักของพ่อ  

“งั้นแค่นี้นะคะอาวลี” ป่วยการจะคุยต่อ โอกาสยืมเงินพ่อคงดับแสง ต้องหาหนทางหาเงินเอาเองด้วยวิธีอื่น  

“จ้ะ” วลีรีบตัดบท ตัดสายยื่นโทรศัพท์คืนให้สามี

“ตาว่ายังไงมั่ง” ภรรยาใหม่เป็นคนพูดจาหวาน เอาใจเก่ง ต่างจากภรรยาเก่า พูดจาแต่ละคำไม่หวานหู ไม่ชวนให้ฟัง เอาใจก็ไม่เก่ง เหตุนี้เขาจึงติดบ่วงความหวานของวลี จนทิ้งทุกสิ่งที่สร้างกับชวนชม มาเริ่มต้นใหม่กับวลี

บางทีรู้สึกผิดที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง สำนึกตอนนี้คงสายไป ในเมื่อเขาทำกับครอบครัวไว้เยอะ จนต้องรับบาปรับกรรม ต่อการผิดบาปของตัวเองอยู่อย่างนี้

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แค่โทรมาคุย ไม่มีสาระอะไร” แม้จะมีสาระเธอสามารถทำให้ไม่มีได้ โธ่...อีเด็กใจแตก แต่งตัวส่อสกุลอย่างนี้ ไม่มีวันที่เธอจะเอามาร่วมวงศ์สาคณาญาติ เสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูลเปล่าๆ

ปกติมันตาไม่เคยโทรหาพ่อ ถ้าโทรมาแบบนี้อาจจะมีเรื่องเดือดร้อน พิวัฒน์ได้แต่คิด แต่กลับไม่กล้าหือกับภรรยาใหม่ เธอกุมอำนาจทุกอย่าง รู้สึกตัวเองเป็นแค่ผู้อาศัยในบ้าน เหมือนไม่ใช่สามี ผิดแผกแตกต่างกว่าตอนอยู่กับชวนชม เมียคนนี้ตามใจเขาทุกอย่าง เป็นเมียที่อยู่ในโอวาทของสามี ส่วนวลีไม่เคยให้เขาได้แสดงความคิดเห็น เธอคิดให้อย่างเสร็จสรรพทุกประการ

พอมีปากเสียงกัน วลีเอาแต่ทวงบุญคุณ ถ้าไม่มีเธอป่านนี้ตำแหน่งเขาจะใหญ่โตไหม พึงสังวรไว้บ้าง คำนี้แรงมาก เขาไม่น่าหลงเสน่ห์เธอเลย ไม่น่าทำบาปกรรมกับลูกเมีย คิดได้ก็สายเสียแล้ว จนตอนนี้เกือบสองปีที่เขาอยู่ร่วมกับวลี แทบไม่ได้แสดงความคิดใดๆ นอกจากน้อมรับคำสั่งเท่านั้น

หลายเดือนก่อนสาวใช้เผลอหลุดปากพูดว่า “ได้เจอกับลูกสาวหรือยังคะคุณผู้ชาย”

“ลูกสาว ?” ไม่เห็นรู้ว่ามันตามาหาพ่อถึงบ้านนี้ วลีเองไม่เคยบอกเขาสักคำ

พอดีวลีเดินมา นวลหันไปเห็นคุณผู้หญิง จึงหุบปากฉับเดินหนีไป เขาทำงานจนลืมถาม จึงปล่อยเลยตามเลย

“ฉันสั่งแล้วใช่ไหมนวล ไม่ให้เอาเรื่องไม่เป็นเรื่องเล่าให้คุณผู้ชายฟัง รบกวนเขาเปล่าๆ ช่วงนี้เขารับตำแหน่งใหม่ ยุ่งๆ ไม่มีเวลาฟังเรื่องไร้สาระหรอก” นวลนึกถึงคำคุณผู้หญิง จึงไม่กล้าบอกแก่คุณผู้ชาย เข้าใจว่าคุณผู้หญิงจะบอกเอง

“ค่ะๆ นวลจะจำไว้” ก้มหน้ารับคำสั่ง รู้สึกสงสารเด็ก มาหาพ่อหวังพึ่งพาอาศัย หากว่าแม่เลี้ยงไม่เอา ไม่ยอมให้เข้าบ้าน

“ดีมาก แล้วถ้าอีเด็กใจแตกนั่นมาอีก แกไล่ไปเลยนะ ไม่ต้องให้เข้าบ้าน”

“ค่ะ คุณผู้หญิง” นวลรับคำเพราะเธอรับเงินเดือนวลี เขาสั่งอย่างไรต้องตามนั้นถ้าไม่อยากตกงาน เดี๋ยวนี้งานหายาก แม้วลีร้ายกับลูกเลี้ยง ไม่ได้หมายความจะร้ายกับตน เงินเดือนก็จ่ายแพงทั้งที่งานในบ้านไม่มาก ทั้งสองไม่มีลูกด้วยกันนวลจึงสบาย ไม่ต้องทำหน้าที่พี่เลี้ยงอีกหนึ่งตำแหน่ง

มือที่ถือโทรศัพท์สั่นแทบจะบีบมันแตก ความหวังเดียวของเธอกลับไม่สามารถพึ่งได้ อยากย้ายที่พัก ติดตรงที่ไม่มีเงินสักบาท ไอ้ชั่วนั่นมันเอาไปหมด หญิงสาวน้ำตาร่วงไปพร้อมกับเก็บของที่ถูกรื้อกระจัดกระจาย คืนนี้อาจจะต้องรับหน้าที่เอนฯ ลูกค้าโดยไม่ต้องหยิ่ง ไม่ต้องเลือกขอแค่มีแขกเรียกไปนั่งเป็นเพื่อนถือว่าดีเยี่ยม

หลังจากเก็บของทุกอย่างเข้าที่จนอยู่ในสภาพเดิม แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือจิตใจอันห่อเหี่ยว เกินกว่าจะเยียวยา อาบน้ำออกมาแต่งตัวเพื่อไปทำงาน งานที่ไม่ใช่ว่าอยากทำ จำใจต้องทำ เพื่อปากท้อง และความมีค่าในตัวเธอ ผู้หญิงมีค่าอย่างเธอ ต้องอดทนไปถึงเมื่อไหร่ สิ้นเดือนที ค่าห้อง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าผ่อนสินค้า ทยอยส่งบิลมาเก็บ

“หรือจะขายสักใบสองใบ” ของแบรนด์พวกนี้ ไม่ว่ากระเป๋า รองเท้า นาฬิกา ต่างซื้อมาด้วยเงินผ่อน ถ้าขายสักหน่อย น่าจะพอมีเงินมาจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้บ้าง

ว่าแล้วมันตา จับกระเป๋า รองเท้า เสื้อ กางเกง มาวางเรียงถ่ายรูป โพสต์ลงอินสตาร์แกรม และเฟซบุ๊กของเธอ เปิดเป็นสาธารณะ โพสต์ทิ้งไว้แล้วเข้าไปอาบน้ำ ออกมาแต่งตัวเพื่อไปทำงาน ขณะนั่งแต่งตัวแต่งหน้า พบว่ามีข้อความเด้งเข้ามาไม่หยุด

พอเปิดอ่านความเศร้าเมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้ว แปรเปลี่ยนเป็นความหวัง ว่าจะได้เงินจากคนที่เอฟมาซื้อของ เธอตอบรัวๆ พร้อมกับนัดเจอกันเพื่อส่งของ บางรายอยู่ต่างจังหวัด ส่งทางไปรษณีย์ กระเป๋าเกือบสิบใบ ถูกจองและโอนจนหมด ตามด้วยของอื่นๆ ที่เธอโพสต์ขายยอมรับว่าเสียดาย แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อเข้าตาจนเสียอย่างนี้

มันตาเดินเข้ามาในห้องแต่งตัว ภายในเปรี้ยวซ่าเพื่อเปลี่ยนชุดทำงาน

“ไหนว่าเป็นดาว ทุกวันนี้ตกอับถึงขนาดขายของเก่า” มันนี่พูดจาแดกดัน เน้นคำว่าของเก่า แล้วมองลงต่ำ ส่อถึงเรื่องอย่างว่าด้วยความจงใจ

“แหมๆ คนเรามันจะสดใหม่ อยู่ตลอดได้ไงวะ ไอ้ที่ว่าไม่ขาย ไม่ขาย ไม่ขายในนี้ แอบไปขายที่อื่นนะสิ”

สามสาวเปรี้ยวซ่า แม่ค้าของเก่า หัวเราะกันสนุกสนาน เที่ยวลากคนมาตบนี่สนุกเลยละ

“ดีไม่ดีนะ คลิปขาย อาจจะไปโผล่ที่ห้องลับ ห้องใด ห้องหนึ่งใครจะไปรู้”

“แหม ต่อให้มีคลิปมีห้องลับ พวกเราก็ไม่รู้หรอกว่ะ เพราะเดี๋ยวนี้พวกใส่ชุดนักศึกษาหากิน เขานิยมใช้แมสปิด”

มันตานั่งฟังอยู่นิ่งๆ ไม่ตอบโต้ พวกปากคันคะเยอ สู้เอาเวลาไปทำงานยังจะดีเสียกว่า เธอเจอปัญหามาหนักแล้ว กับพวกคันปาก อยากแส่สอดกับเรื่องคนอื่น ปล่อยได้ปล่อยไป

บทก่อนหน้า
บทถัดไป