บทที่ 15 ซ่อน 3
“ฉันไม่โทร.ไงเพียว ไม่โทรเข้าใจไหม” คนอย่างเธอทำงานที่ไหนได้ ถ้ามีคนรู้ว่าเธอทำงานบริการลูกค้า เอนเตอร์เทรนด์ลูกค้าที่ร้านเปรี้ยวซ่า คงไม่มีใครมองเธอในทางดี ในเมื่อที่นั่นเด็กขายกันทั้งนั้น
คว้ากระเป๋าได้มันตาลุกเดินหนีเพียวไปโดยไม่เอ่ยปากชวน ปล่อยให้เพียวมองตามตาปริบๆ หากว่าลับร่างเพื่อนไป เพียวแอบเบะปากมองบน “โถ...แกนึกว่าตัวเองวิเศษมาจากไหน” เพียวพูดกับตัวเองอย่างเหยียดมันตา “นายต้องเป็นของฉัน โน่นแกเหมาะกับพวกแก่ๆ ตัณหากลับ ใครจะเชื่อเด็กเสิร์ฟมีเงินมาซื้อของแพง นอกจากขายอย่างว่า” ถ้าไม่ขายมีอีกทางปล้นเท่านั้นแหละ
“ช่วงนี้ทำไมฟุ้งเฟ้อ มีเงินมาซื้อของกูวะนาย” ปกติจะติดจนน่ารำคาญ ติดจนไม่อยากปล่อยของให้ไอ้หมอนี่
“ทำงานหาเงินสิวะ” หาเงินในกระเป๋าผู้หญิง
“คนอย่างมึงนี่นะ ทำงานหาเงิน” ภูมิรู้จักคนอย่างนายดี ลูกคนรวยที่พ่อแม่ไม่เอา ไม่ต่างจากเขาสถานะเดียวกัน ประเภทคนพันธุ์เดียวกันย่อมเข้าใจกัน
“ไปหลอกผู้หญิงคนไหนให้เลี้ยงมากกว่ามั้ง” เชื่อว่าเป็นเช่นนั้น นายหน้าตาดี ลีลาคงเด็ดดวงด้วย สาวรุ่น สาวแก่ แม่หม้าย สาวรุ่นนักศึกษาหัวอ่อน หลงมันทั้งนั้น
“หน้าตาไอดอลอย่างกูนี่นะ ต้องหลอกด้วย มีแต่เต็มใจ อยากเปย์ให้กูทั้งนั้น ภูมิมึงอย่าเที่ยวพูดเรื่องไม่จริง”
“เออ มีหน้าตาหากินได้ ก็ดีแบบนี้ละวะ”
“ว่าแต่มารอบนี้มึงมีอะไรติดไม้ติดมือมาให้กูมั่งวะ ช่วงนี้กูไม่มีของใหม่ๆ ไปล่อลูกค้าแก่ๆ เลยว่ะ”
“มีสิวะ ระดับกูมามือเปล่า ก็ไม่ใช่กูสิ” นายปั้นหน้าเจ้าเล่ห์เหมือนว่ามีของดีมาส่งภูมิ
“จริงดิ” ภูมิพลอยตื่นเต้นไปด้วย ช่วงนี้ยิ่งของขาด ถ้าได้มาสักหน่อย ลูกค้าคงเข้ามาหาถือว่าเงินทั้งนั้น
“ว่าแต่ผู้ชายมึงแสดงเองหรือเปล่าวะ”
“เออ มึงต้องเบลอหน้ากูด้วย แต่ไม่เป็นไรกูเบลอเองแล้วว่ะ”
“ว้า เสียดาย ไม่น่าเบลอเลย มึงจะได้ดังในวงการ”
“ไม่เอากูยังต้องใช้หน้าตาหลอกแดกพวกผู้หญิงหน้าโง่อยู่”
“กูดูก่อนเด็ดไหม ถ้าเด็ดกูให้สามหมื่น”
“เด็ดสิวะ นักศึกษา”
“ไม่ใส่เสื้อผ้า รู้ได้ไงเป็นนักศึกษา”
“กูนี่แหละรู้ ถ่ายตั้งแต่ถอดกระดุมเม็ดแรก ไม่รู้ได้ไงวะ”
“เด็ดแน่นะเว้ย”
“ใครจะเอาของไม่ดีมาให้เพื่อนวะ กูกับมึงค้าขายกันมานาน ไม่ย้อมแมว ไม่ตัดต่อ ของจริงล้วนๆ” นายรับประกันสินค้า ทั้งภาพและเสียงกระตุ้นต่อมความอยากลูกค้าชัวร์
เจรจาเรื่องเงินเสร็จ นายจึงโหลดคลิปแอบถ่ายให้ภูมิ เพื่อนที่ร่วมธุรกิจชั่วๆ ด้วยกันมาสักระยะ เพื่อนำเงินไปเที่ยวเตร่ และซื้อยาเสพ นายไม่ใช่ลูกเด็กสลัม พ่อแม่มีชื่อเสียงระดับหนึ่ง นิสัยเกเรตั้งแต่วัยรุ่น ไม่ยอมเรียน เขาเชื่อว่าการศึกษา ไม่ได้ทำให้คนมีความคิดสูงส่ง ถ้าชั่วต่อให้เรียนสูงเท่าไร เปลืองเงินพ่อแม่แค่ไหน มันก็ยังชั่วอยู่ดี
อย่างเขาไม่ได้นิยามให้ตัวเองชั่ว แต่นิยามให้ตัวเอง รู้จักเอาตัวรอด และทำมาหากินเป็น แค่ทำมาหากินบนความรู้ไม่เท่าทันความฉลาดของนายเท่านั้น
เพียวซื้อของกินมารอนาย แกะกับข้าวใส่ถุง จัดโต๊ะอาหาร วางจานสองใบ มองไปยังนาฬิกาติดผนัง ถ้านายมาหาเธอก็จะมาราวๆ นี้ วันนี้จนป่านนี้แล้ว สี่ทุ่มกว่าๆ นายยังไม่โผล่มาสักที เพียวอยู่ไม่สุข ลุกนั่งมองไปยังประตูไม่ยอมหยุด
ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตู ทำให้คนรออย่างใจจดใจจ่อ มีความกระวนกระวายอยู่ตลอดเวลา พอเสียงเคาะดังเท่านั้น ถึงกลับตาตื่น ระบายยิ้มด้วยความดีใจ จัดเสื้อผ้าตัวเอง แล้วเดินไปเปิดประตู รีบร้อนจนลืมส่องตาแมว
“นาย !” เปิดประตูผลัวะ คนตรงหน้ากลับไม่ใช่คนที่อยากเจอ
“อ่า...ใช่ห้องนิดไหมครับ”
“มาผิดห้องค่ะ” ตอบไปอย่างอารมณ์เสีย ไม่แหกตาดูตัวเลขบนประตูหรือไง เพียวคิดอย่างเคืองขุ่น
“อ๋อ ขอโทษครับ” คนเคาะห้องผิดกล่าวขอโทษ หันไปมองเลขชั้นที่ติดผนัง “ผิดชั้นครับ” แล้วเขาก็จากไป
เพียวปิดประตูด้วยความผิดหวัง คว้าโทรศัพท์มาจิ้มโทรหานาย “ไปหายายตาแน่เลย” ใจเพียวร้อนรุ่ม “ไหนบอกว่าเลิกกัน ที่แท้ไม่ได้เลิก ได้นะถ้าอยากให้ฉันร้าย” เพียวไม่โทษตัวเอง กลับโยนความผิดให้เพื่อนที่เคยรักเสียอย่างนั้น
รอยยิ้มที่ผุดขึ้นบนดวงหน้า ช่างเป็นรอยยิ้มต้องการเอาชนะ แล้วสิ่งที่เห็นผ่านกระจกเงา คือเพื่อนที่ไม่รักเพื่อนแม้แต่น้อย “ฉันต้องได้” สิ่งที่เพียวคิดมีอยู่แค่นี้ ถ้าไม่ได้ ไม่ชนะ ก็ถือว่าอีกฝ่ายก็ไม่ต้องได้ “ช่วยไม่ได้แกทำให้ฉันเป็นแบบนี้เอง” การโยนความผิดให้คนอื่น โดยมองไม่เห็นความผิดตนเองเต็มไปด้วยความบาป
เพียงแค่มันตาเดินเข้ามาในมหาวิทยาลัย ในคาบเรียนสาย ซึ่งเป็นคาบของอาจารย์นารา ในไลน์กลุ่มอาจารย์เตือนมันตาเป็นครั้งที่เท่าไรไม่ได้นับ ห้ามขาดเรียนคาบอาจารย์นาราอีกเด็ดขาด เพราะจะหมดสิทธิ์สอบ
แปลกจริง วันนี้นักศึกษาจับกลุ่มคุยกัน ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เหมือนว่าจะมีหัวข้อใหญ่ในการสนทนา สีหน้าแต่ละคน ล้วนจ้องมองอยู่หน้าจอโทรศัพท์ หากเป็นทุกวันนับว่าปกติ ที่วัยรุ่นยุคโซเชียลมูฟเม้นจะก้มหน้าอยู่กับหน้าจอ วันนี้มีบางอย่างที่แปลกไปกว่าความเป็นปัจเจคปัจจุบัน
