บทที่ 3 คุณแม่ขอร้อง (2)

“ซุบซิบวางแผนอะไรกันครับ”

“อุ๊ย!”

ลีลาวดีสะดุ้งเฮือก เมื่อผ้าในมือของตนถูกกระชากออกไปอย่างแรง หันไปมองก็พบว่าภัทรพลมายืนอยู่ข้างหลังของหล่อนแล้ว คล้ายจะรู้ว่าผ้านี้ถูกเตรียมมาสำหรับเขาโดยเฉพาะ แทนที่ชายหนุ่มจะนำไปเช็ดหน้า เขากลับทำท่าพลิกผืนผ้าในมือไปมา ราวกับว่าพบความผิดปรกติในนั้น

“หนูลิลลี่แค่เตรียมผ้าไว้ให้ น้องมีน้ำใจก็น่าจะขอบคุณกันบ้างนะหมวด”

“เหรอ…”

ชายหนุ่มลากเสียงยาว พลางหรี่ตามองหญิงสาวเบื้องหน้าชั่วครู่พร้อมยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มคล้ายหยันในความรู้สึกคนมอง

“ลิลลี่เขาก็น่ารักดีนะครับ แต่เสียดายที่….”

“ที่อะไร”

ลีลาวดีแทรกขึ้นมาเมื่อเห็นสายตาชวนให้ตบไล่สำรวจมาทั่วร่างของตน ก่อนหยุดนิ่งยังอกอิ่มแล้วหัวเราะขบขันออกมา ในขณะที่หล่อนเริ่มนับหนึ่งถึงสิบอยู่ในใจอีกครั้ง

“เฮ้อ…ที่อะไรๆ ก็ไม่เตะตาเอาเสียเลย มันไม่เร้าใจน่ะครับคุณแม่ หากอยากให้ผมสนใจ คุณแม่คงต้องไปบำรุงมาให้บึ้มๆ กว่านี้นะครับ บังเอิญผมชอบแบบ…”

“ว๊าย! ตายแล้ว ตาเต้ พูดอะไรออกมา!”

“อย่ามามองฉันด้วยสายตาแบบนั้นนะ คุณจะชอบแบบไหนก็ชอบไป คุณแม่คะ ลิลลี่ไม่ไปทานข้าวแล้วนะคะ เบื่อคนขี้เก๊ก ปากมอม ลิลลี่จะกลับบ้าน”

เมื่อถูกสบประมาทกันอย่างซึ่งๆ หน้า หญิงสาวถึงกับฟิวส์ขาดต่อหน้าผู้ใหญ่ สะบัดหน้าพรืดเดินหนีทุกคนไปทันที ท่ามกลางการถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกของภัทรพล

“ลิลลี่ เดี๋ยวสิ”

“ช่างเขาเถอะครับ อยากกลับจะไปรั้งไว้ทำไม”

ชายหนุ่มรีบแทรกขึ้นเมื่อเห็นมารดาทำท่าละล้าละลัง จะวิ่งตามอีกฝ่ายไปก็เชิง ภาวิณีหันไปมองหน้าคนปากเสียด้วยสายตาขุ่นขวาง ก่อนเอ่ยออกมาด้วยความฉุนเฉียว

“รีบตามไปง้อเดี๋ยวนี้เลยนะ หากวันนี้พาลิลลี่กลับมาทานข้าวด้วยกันไม่ได้ ก็ไม่ต้องมาพูดกันอีก…เช๊อะ!”

ภาวิณีสะบัดก้นเดินหนีไปทันที ภัทรพลตะโกนไล่หลังไปด้วยไม่เข้าใจความคิดมารดา

“อ้าว ผมเป็นลูกคุณแม่นะครับ ทำไมไม่เข้าข้างกันเลย”

“ไม่สน ไม่รู้ไม่ชี้ รับผิดชอบคำพูดตัวเองด้วย”

“โอ๊ย! อะไรกันวะเนี่ย”

ชายหนุ่มสบถกับตัวเองอย่างอารมณ์เสีย ขณะมองตามร่างมารดาที่กำลังเดินลิ่วไปรอที่รถ ก่อนส่ายหัวออกมาด้วยความเซ็ง เลือกที่จะเดินตามลีลาวดีไป เนื่องจากความเกรงใจมารดามีมากกว่า รู้ดีว่าท่านโกรธแล้วง้อยากเพียงใด จึงจำต้องยอมไปง้อลีลาวดีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะไม่เต็มใจก็ตามที

จะตามมาทำไมกันนะ’

ลีลาวดีสาวเท้าให้เร็วขึ้น เพื่อที่จะไปยังรถของตนที่จอดอยู่ เพราะหันไปเห็นภัทรพลกำลังเร่งฝีเท้าตามมา ความที่หันรีหันขวางจึงไม่ระวังตัวจึงสะดุดขาตัวเองจนหน้าคะมำไปด้านหน้า อวดสายตาคนที่กำลังเข้ามาประชิดตัวเข้าเต็มสองตา แทนที่เขาจะรีบปราดเข้ามาประคองกลับเสียมารยาทปิดปากหัวเราะออกมาอย่างไม่เกรงใจ

“ทุเรศ ไร้มารยาท…อูย”

หญิงสาวค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นมา ก่อนที่ภัทรพลจะคว้าแขนหล่อนเอาไว้ ฉุดให้ลุกขึ้นมาพลางหัวเราะออกมาด้วยความขบขัน

“ขำพอหรือยัง”

หญิงสาวก้มลงปัดเศษขี้ฝุ่นที่บริเวณหัวเข่าพลางมองอีกฝ่ายตาเขียว เมื่อเสียงหัวเราะของเขานั้นช่างกวนอารมณ์ให้ขุ่นมัวได้ดียิ่งนัก การที่สองคนไม่ลงรอยกันทำให้มองไม่เห็นเค้าเลยสักนิดว่าหล่อนและเขาจะมาลงเอยกันได้อย่างไร เพราะเคมีไม่เข้ากันอย่างแรง

“เอาเถอะ เมื่อสักครู่ผมจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นก็แล้วกัน หุๆ เอาเป็นว่า เรามาเข้าประเด็นกันดีกว่า”

“อะไร”

“คุณก็รู้ว่าคุณแม่ของผมเป็นคนอย่างไร แล้วคุณเล่นเดินหนีผู้ใหญ่มาอย่างนี้ผมก็ซวยคนเดียวน่ะสิ เห็นไหม ผมต้องเดือดร้อนมาตามง้อคุณ มาตามให้คุณไปทานข้าว น่าเบื่อมากๆ เลยรู้ไหม”

“อ้าว อย่ามาโทษฉันนะ ก็เพราะคุณปากเสียเองนี่ มาว่าฉัน…”

หญิงสาวกระอึกกระอักเมื่อรู้สึกอับอายจนเกินจะเอ่ยออกมาได้ รีบหันหลังให้เขาแล้วเดินจ้ำอ้าวไปที่รถ หนีขึ้นไปนั่งด้านคนขับเพื่อเตรียมสตาร์ทรถขับออกไปจากตรงนี้

++++++

บทก่อนหน้า
บทถัดไป