บทที่ 1 ในวันฝนตก
เสียงฝนที่ตกราวกับฟ้ารั่วกลบทุกสรรพเสียง พิมพ์ขวัญเร่งฝีเท้าเดินเร็ว แต่จังหวะที่เหยียบลงบนแอ่งน้ำขัง ความเปียกที่เย็นเฉียบก็แทรกซึมผ่านรองเท้าเข้ามาถึงข้อเท้าเธอทันที หญิงสาวสะบัดผมไล่หยดน้ำเบา ๆ พร้อมพ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิด ในมือกอดแฟ้มงานประชุมสำคัญไว้แน่น วันนี้เธอมีนัดพรีเซนต์โปรเจกต์ยักษ์ต่อหน้าบริษัทต่างชาติ ซึ่งอาจเป็นตัวตัดสินอนาคตการทำงานของเธอได้เลย
หญิงสาวก้มมองนาฬิกาข้อมือสลับกับหน้าจอโทรศัพท์ที่โชว์โลโก้แอปวาโล แอปพริเคชั่นเรียกรถที่แจ้งเตือนว่า คนขับของคุณกำลังเดินทางมาถึง
“อย่าบอกนะว่าฉันต้องมานั่งรอรถ ในวันที่ฝนตกหนักแบบนี้น่ะ! สายแน่เลยฉัน” เธอสบถพึมพำในลำคอ
เธอไม่ต้องทนหงุดหงิดนายหลังสบถจบ รถเอสยูวีสีดำเงาวับก็แล่นมาจอดเทียบตรงหน้า เสียงเครื่องยนต์เดินเรียบนิ่งแต่สัมผัสได้ถึงพละกำลัง กระจกฝั่งคนขับเลื่อนลงช้า ๆ เผยให้เห็นชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตขาวพับแขนลวก ๆ และเปิดกระดุมเม็ดบนทิ้งไว้ ริมฝีปากหยักลึกและดวงตาคู่นั้นแฝงความหมายบางอย่างที่ทำให้คนมองต้องชะงัก พิมพ์ขวัญถึงกับเผลอกะพริบตาซ้ำเมื่อเขาถอดแว่นกันแดดออก ใบหน้าคมสันราวกับนายแบบและผิวสีแทนสุขภาพดีที่เห็นทำให้เธออดไม่ได้ที่จะเผลอจ้องมองอย่างลืมตัว
“คุณพิมพ์ขวัญใช่ไหมครับ” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามสุภาพ
“ใช่ค่ะ” เธอตอบสั้น ๆ พลางเปิดประตูขึ้นรถทันที
ผู้ชายหน้าตาดีที่แต่งตัวภูมิฐานตรงหน้า ทำให้เธอรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในฉากภาพยนตร์สักเรื่อง หากสถานการณ์ขณะนี้ไม่ใช่ช่วงเวลาที่เธอกำลังเร่งรีบจนหัวหมุน ท่ามกลางเสียงฝนที่ยังคงสาดซัดอยู่รอบกาย เธอจึงไม่มีเวลาใส่ใจความดูดีที่ 'เกินเบอร์' ของเขากับอาชีพคนขับรถรับส่งผู้โดยสารผ่านแอปพลิเคชันน้องใหม่นี้มากนัก รถเคลื่อนตัวออกไปอย่างนุ่มนวลสวนทางกับความกระวนกระวายของพิมพ์ขวัญที่คอยชำเลืองมองเส้นทางในโทรศัพท์สลับกับถนนเบื้องหน้า ก่อนจะโพล่งขึ้น
“รถติดมากใช่ไหมคะ”
“ครับ” เขาตอบสั้น ๆ พลางเปลี่ยนเกียร์เพื่อเคลื่อนรถอีกครั้งหลังสัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว “ขอโทษด้วยนะครับที่ทำให้คุณต้องรอ” น้ำเสียงเรียบนิ่งนั้นฟังดูสุภาพ ทว่ามันกลับทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังฟังข้อแก้ตัวที่ไร้ความจริงใจ
“ก็ยังดีค่ะที่คุณมาทัน ไม่อย่างนั้นฉันคงต้องลุยฝนไปเอง” เธอเอ่ยประชดประชัน ทว่าสีหน้ายังคงนิ่งเฉยและใช้น้ำเสียงราบเรียบไม่แสดงอารมณ์
ชายหนุ่มเพียงแค่ยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนมีเงื่อนงำบางอย่างแฝงอยู่
“บางที...ความช้าก็อาจช่วยให้เราเจออะไรดี ๆ ระหว่างทางได้นะครับ”
พิมพ์ขวัญหันขวับมามองเขาผ่านกระจกมองหลัง ดวงตาเธอเต็มไปด้วยความสงสัย “คุณมาขับ Volo นี่เพราะเหตุผลอะไรเหรอคะ คงไม่ใช่เพราะอยากหาเพื่อนคุยปรัชญาระหว่างทางหรอกใช่ไหม”
เขาหลุดหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงคลุมเครือโดยไม่มองเธอ
“บางทีผมอาจแค่อยากเรียนรู้บางอย่างจากผู้คน”
แม้จะสะดุดหูกับคำตอบนั้นแต่เธอก็เลือกที่จะทำแค่มองราวจะค้อนโชเฟอร์หนุ่มและเลิกสนใจเขาเพราะร้อนใจกับสถานการณ์ที่อาจทำให้เธอสาย ยิ่งเสียงฝนที่ตกกระหน่ำอย่างไม่มีทีท่าจะหยุด ยิ่งทำให้พิมพ์ขวัญกระสับกระส่ายด้วยความกังวล เธอเปิดหน้าจอโทรศัพท์ดูเส้นทางอย่างมีความหวังว่าอาจมีทางลัดที่จะช่วยให้ถึงจุดหมายเร็วขึ้น เมื่อเส้นทางตรงหน้ารถยังติดเป็นแพกลางแยก เธอเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ เข็มสั้นชี้ไปที่เลขห้าและกำลังจะเลื่อนเข้าสู่ห้าโมงครึ่ง เธอพึมพำ ก่อนจะหันไปพูดกับคนขับ
“ฉันคิดว่าถ้าเรายังอยู่ตรงนี้ ฉันอาจจะสายและไปไม่ทันเวลาแน่!...คุณช่วยเลี้ยวเข้าเส้นทางลัดได้ไหมคะ ฉันเห็นในแผนที่ว่าซอยข้างหน้าลัดออกถนนใหญ่ได้และใช้เวลาน้อยกว่ามากทีเดียว”
พฤกษ์เหลือบมองเธอผ่านกระจกมองหลังก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อย “แต่ซอยมันค่อนข้างเปลี่ยวและถนนไม่ค่อยดีนะครับ”
พิมพ์ขวัญมีสีหน้าเครียดขึ้นเล็กน้อย “แต่ถ้าฉันไปไม่ทันเวลา ฉันต้องแย่แน่ ๆ เลยค่ะ”
“ก็ได้ครับ ถ้าคุณยืนยัน”
พฤกษ์ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนพยักหน้าช้า ๆ ดวงตาสบเข้ากับเธอในกระจกมองหลังและเลี้ยวรถเข้าสู่ซอยที่พิมพ์ขวัญชี้นำมา ถนนตรงหน้าแคบและเปลี่ยวกว่าที่เขาคิดไว้ สภาพซอยที่แคบจนแทบสวนกันไม่ได้มีน้ำขังเป็นแอ่งกระจายตัวอยู่ทุกที่
พิมพ์ขวัญนั่งกระวนกระวายใจอยู่เบาะหลัง เธอพยายามที่จะไม่มองออกไปนอกหน้าต่าง เพราะเม็ดฝนที่ตกหนักบดบังทัศนียภาพยิ่งทำให้เธอร้อนใจ เสียงล้อบดกับถนนดังครืด ๆ เป็นจังหวะยาว ตัวรถโยกไปมาเล็กน้อยเมื่อเจอหลุมถนนที่มองไม่เห็นในสายฝน
“แย่จัง! ซอยนี้มันขรุขระกว่าที่ฉันคิดนะคะ!” พิมพ์ขวัญถามพลางจับพนักเบาะแน่น รู้สึกได้ว่ารถเอียงไปทางซ้ายอย่างแรงหลังผ่านหลุมใหญ่
เขาเหลือบมองเธอผ่านกระจกอีกครั้ง รอยยิ้มจาง ๆ แต้มที่มุมปาก “ผมเตือนแล้วนะครับ”
“ฉันไม่มีทางเลือกจริง ๆ ค่ะ”
เธอถอนหายใจและหันกลับไปมองนอกหน้าต่าง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะก้มดูเวลาอีกครั้ง 17:45 น. ไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นพลางเอ่ยอย่างเกรงใจ
“แต่คุณจะช่วยขับให้เร็วขึ้นอีกนิดได้ไหมคะ ฉันเกรงจะไปไม่ทันเวลา”
“ครับ แต่ถนนแบบนี้คงขับไวกว่านี้ไม่ได้” พฤกษ์ตอบเรียบ ๆ พลางลดความเร็วรถ เขาเหลือบมองเธอผ่านกระจกมองหลังด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
ตัวรถกระแทกกับหลุมลึกทำพิมพ์ขวัญที่กำลังเช็กโทรศัพท์ในมือสะดุ้ง แฟ้มที่วางอยู่บนตักเกือบหล่นจนเธอเผลอตวัดสายตาขึ้นมองคนขับอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย “คุณไม่คิดจะหลบหลุมบ้างเหรอคะ”
พฤกษ์เหลือบมองเธอผ่านกระจกมองหลัง สีหน้าราบเรียบไม่บ่งบอกอารมณ์ “คุณต้องการถึงที่หมายให้เร็วที่สุดไม่ใช่เหรอครับ”
พิมพ์ขวัญเม้มปากพร้อมกับถอนหายใจแรง “ก็ใช่ค่ะ ฉันอยากจะไปถึงที่หมายเร็ว ๆ แต่ก็ไม่ได้อยากรู้สึกเหมือนนั่งเรือโจรสลัดอยู่อย่างนี้นะคะ”
เขาเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะในลำคอ “เดี๋ยวผมพยายามระวังให้มากขึ้นนะครับ”
เสียงล้อบดถนนที่เต็มไปด้วยน้ำและหลุมบ่อยังคงดังเป็นจังหวะ เมื่อรถเคลื่อนผ่านอีกหลุมใหญ่ที่ทำให้ตัวรถเอียงอย่างแรง พิมพ์ขวัญหลุดปากออกมาอย่างหัวเสีย “นี่มันทางลัดหรือสนามฝึกออฟโรดกันแน่คะเนี่ย”
พฤกษ์เลิกคิ้วเล็กน้อย แต่ไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขาตั้งสมาธิกับการขับรถผ่านถนนที่เริ่มยากขึ้น ฝนที่ตกหนักทำให้เขาต้องเปิดไฟหน้าสูงสุด แต่ก็ยังมองไม่ชัด จังหวะที่รถขยับตัวผ่านแอ่งน้ำขนาดใหญ่ เสียง “ปัง!” ดังสนั่นทำให้ พิมพ์ขวัญสะดุ้งสุดตัว ตัวรถกระตุกแรงจนเธอเกือบหลุดออกจากที่นั่ง
พิมพ์ขวัญหันไปมองรอบตัวอย่างตกใจ “นี่มันอะไรอีกคะ!”
