บทที่ 8 ตอนที่ 7 หึงหวงจนทนดูไม่ได้เหรอ
ตอนที่ 7 หึงหวงจนทนดูไม่ได้เหรอ
บทสรุปของสองน้ำที่ถกเถียงกันจบด้วยการที่แม่บ้านพ่อบ้านมาทำความสะอาดก่อนเข้าอยู่อีกครั้ง ด้วยที่เกรงใจมากเธอเลยต่อรองกับอสูรว่าค่อยกลับไปทำที่บ้านหรือไม่ก็คอนโดเขาแทน เพราะที่นี่มีคนอื่นอยู่ด้วย..เธอกลัว เขาเลยยอมคืนอิสระให้ แต่ก็ไม่วายคลอเคลียไปล้างเนื้อล้างตัวด้วยกันในห้องน้ำ
กระทั่ง..
“สวัสดีค่ะคุณอสูร”
เป็นเสียงที่แว่วเข้ามาในห้องตอนอสูรเปิดประตู เธอเลยเร่งสปีดใส่เสื้อผ้า ทำผมให้กลับมาดังเดิมเพื่อที่จะได้ตามออกไปดูเสียงเล็กเสียงน้อยนั่น แล้วก็ต้องแปลกใจที่เห็นแขนอสูรวางพาดอยู่บนบ่าของผู้หญิงคนนั้น..
“นั่นพี่ตะวัน สวัสดีด้วย” อสูรพูดกับหญิงสาวข้างกาย จนเธอพยักหน้ายิ้มหันไปพนมมือไหว้พี่ตะวันแล้วก็หันมาสบตาเขาต่อ
“อือ..” ตะวันพยักหน้ารับมองคนสองคนที่ดูสนิทสนมกันด้วยรอยยิ้มเจือจาง หางตาเหลือบไปเห็นกุญแจรถวางอยู่ เธอเลยเดินไปคว้ากุญแจรถมาถือไว้ เดินเนียน ๆ ผ่านคนสองคนออกไปนอกตัวบ้านไปนั่งในรถ แทนการอยู่เป็นก้างขวางคอเผื่อว่าอสูรจะมีเรื่องสำคัญต้องคุยกับผู้หญิงคนนั้น
ความรู้สึกแวบแรกที่เห็นอสูรสนิทสนมกับผู้หญิงคนอื่นทำใจสั่นไหวทันทีที่ได้รู้ว่าเธอไม่ใช่ผู้หญิงคนเดียวที่อสูรสนิทด้วย และหลังจากนี้ก็คงจะมีอีกหลายคน ที่ต้องพบเจอ เพราะเราสองคนคงไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยขึ้น วิธีเดียวที่จะทำให้เธอไม่ต้องรับรู้มองเห็นคืออยู่ในพื้นที่ของตัวเอง ไม่ต้องไปหา ไม่ต้องไปค้าง ไม่ต้องไปไหนด้วยกัน คงพอทำให้ตัวเธอสบายใจมากขึ้น
ตะวันนั่งคิดทบทวนอยู่นานเกินครึ่งชั่วโมง ซึ่งไม่มีวี่แววว่าอสูรจะออกมาตามหา เธอเลยดับเครื่องยนต์คว้ากระเป๋าสะพายข้างมาสะพายแล้ววางกุญแจรถไว้ให้ที่หลังคารถ มือก็ล้วงหาโทรศัพท์มือถือมากดถ่ายภาพกุญแจเอาไว้..ก่อนจะเดินออกจากรั้วบ้านเงียบ ๆ ลงมาถึงป้อมยาม จึงได้ส่งรูปภาพไปให้อสูรพร้อมกับบอกว่าวางกุญแจไว้ให้ตรงนี้
“จะไปไหนครับ ให้ออกไปส่งที่ถนนใหญ่ไหมครับ” รปภ.ถามสีหน้ายิ้มแย้ม หญิงสาวเลยพยักหน้าเอ่ยขอบคุณ
ขณะที่กำลังจะลงจากรถ รถหรูของใครบางคนก็ขับมาจอดจ่ออยู่ด้านหลัง
“ขอบคุณอีกครั้งนะคะ”
“ด้วยความยินดีครับ”
“^_^” ตะวันยิ้มตอบ เดินเลี่ยงไปอีกทางเหมือนว่ามองไม่เห็นรถของเจ้าของบ้านสวรรค์ ทำให้คนภายในรถบีบแตรเสียงดัง ซึ่งก็ไม่สามารถเรียกความสนใจจากเธอได้ หญิงสาวยังคงเดินต่อไปเรื่อย ๆ จนมีแท็กซี่มาจอดเทียบลดกระจก เธอเลยเปิดประตูรถเข้าไปนั่งอย่างไม่ลังเล
“ไปที่ไหนครับ”
“ไร่ตะวันค่ะ”
“ห้าร้อยครับ”
“ค่ะ” จะห้าร้อยหรือหนึ่งพันตอนนี้ก็ไปทั้งนั้น ขอแค่ไปส่ง ขอแค่ได้ไปจากที่นี่ก็พอ ตลอดทางโทรศัพท์สั่นครืดเหมือนเจ้าเข้า จนต้องกดปิดเสียงปิดสั่นไม่ให้รบกวนตัวเธอและคนขับแท็กซี่ที่นั่งดูจีพีเอสตลอดทาง ไม่นานนักเธอก็ถึงจุดหมายปลายทาง สิ่งที่ทำให้เธอไม่ลังเลชั่งใจเลยคือการไปนอนคอนโด ที่อยู่ห่างจากไร่ตะวัน..
ขณะที่ร่างเล็กกำลังเปิดไฟเลี้ยวเตรียมจะเลี้ยว รถหรูคันนั้นก็ขับผ่านหน้าไป ตามด้วยเสียงถอนหายใจโล่งใจ..โดยที่ไม่รู้เลยว่ารถคันนั้นขับผ่านไป แล้วก็วนกลับมาต่อท้ายรถอีกสองคันที่จอดรอเลี้ยวด้านหลังเธอ
ความไม่รู้ทำให้ตะวันเปิดเพลงคลอระหว่างที่เดินทางแม้จะรู้สึกหน่วง ๆ ใจแต่ก็พยายามไม่นึกถึงไม่คิดถึง..จนเมื่อเลี้ยวเข้าซอยคอนโด เธอก็เห็นรถหรูแวบ ๆ เหมือนว่าตามหลังมา ยังไม่ทันจะได้สังเกตก็มีแท็กซี่ขับปาดเข้ามาเสียก่อน เลยหลุดออกจากภวังค์
คอนโดBee
ตะวันลดกระจกลงเอื้อมมือออกไปแตะคีย์การ์ด จังหวะที่แตะมีมือใครคนหนึ่งจับเข้าที่ข้อมือเรียวเล็ก ทำเธอตกใจรีบสะบัดออกชักมือกลับเข้ามาในรถทันที ก่อนจะได้เห็นว่าเป็นพี่ธัน..
ก๊อก ก๊อก
“บังเอิญจังครับ พี่แวะมาเอาเอกสารพอดี”
“ค่ะ..” ลดกระจกลงเล็กน้อยตอบพี่ธัน
“ไปจอดรถก่อนไหมครับ” ชี้ไปยังลานจอดรถ คนในรถจึงพยักหน้าเหยียบคันเร่งไปด้านหน้าโดยมีเขาเดินตามไม่ห่าง แล้วก็ต้องรู้สึกหงุดหงิดอีกครั้งเมื่อใครบางคนโทรเข้ามา จำต้องเลี่ยงไปรับสายและขอตัวไปทำงานต่อก่อน ทำให้ไม่มีเวลาได้พูดคุยหรือกอดว่าที่เจ้าสาวให้หายคิดถึง
ในใจลึก ๆ กังวลว่าตะวันจะสงสัยไหม ทำไมเขาถึงไม่มีเวลาให้เลย แต่พอเห็นสีหน้าท่าทางยิ้มแย้มก็ค่อนข้างวางใจ ยิ่งประโยคที่เอ่ยก็ยิ่งทำให้เขาไม่ลังเลที่จะไป ‘ไปทำงานก่อนเถอะค่ะ ไว้รอฮันนีมูนกันทีเดียว’
ร่างเล็กที่เพิ่งจอดดับเครื่องสนิทถอนหายใจโล่งใจที่อยู่ ๆ ก็มีสายเรียกเข้ามาทำให้พี่ธันต้องรีบออกไป ไม่อย่างนั้นเธอคงต้องแถจนสีข้างถลอกแน่ ๆ ทั้งรอยที่คอ ที่อก แก้ม เต็มไปหมด..
สิบนาทีต่อมา..
ตะวันยืนรอลิฟต์อยู่ครู่หนึ่งจนเมื่อลิฟต์เปิดออก คนด้านหลังก็ชนไหล่เธออย่างแรงเพื่อแซงเข้าไปในลิฟต์ ทำเธอหลับตาลงนับหนึ่งถึงสิบในใจบอกให้ตัวเองใจเย็น ๆ แล้วก้าวขาเข้าไปในลิฟต์
“เป็นอะไร”
เสียงคุ้น ๆ คุ้นเสียจน..แยกไม่ออกว่าใช่เขาคนนั้นหรือเปล่า..
“หนีเก่งนักนะ หึงหวงจนทนดูไม่ได้เหรอ”
ติ้ง..
โชคเข้าข้างอีกครั้ง เพราะเสียงลิฟต์ที่ดังเตือนว่าถึงชั้นที่กดแล้ว..
“จะให้ผมตามเข้าไปถึงในห้องนอนเลยใช่ไหม?”
“พี่ไม่ได้ขอ” หันไปต่อบทสนทนาที่พูดมาหลายประโยคสีหน้าเรียบเฉย
“แล้วเป็นอะไร ตอนไป ไปด้วยกัน ทำไมตอนกลับ กลับเอง?”
“พี่เห็นว่านายยุ่งเลยไม่อยากกวน”
“โทรหาทำไมไม่รับ”
“โทรศัพท์อยู่ในกระเป๋า”
“ผมบีบแตรพี่ก็คงไม่ได้ยิน”
“ไม่รู้ แตรไม่ได้เรียกชื่อ”
“สรุปคือโกรธ?”
“อย่าพูดไร้สาระ” ตอบอสูรราวกับว่าไม่สะทกสะท้าน ทำชายหนุ่มที่ยืนมองถึงกับขมวดคิ้ว ถอนหายใจ..
“กลับไปได้แล้ว วันนี้คงพอใจแล้ว”
“ไม่พอ”
“พี่เหนื่อยแล้ว”
“นั่นมันเรื่องของพี่ แต่ผมไม่พอ”
“งั้นก็ไปคอนโดนายกันเถอะ ทำให้พอใจพี่จะได้กลับมานอน” เธอพูดเหมือนปลงโดยการเดินกลับไปที่ลิฟต์ กดที่ลูกศรลง ทำให้อสูรเดินมารั้งแขนดันไปด้านข้างลิฟต์
“เอาคีย์การ์ดมา”
“ไม่ ไปห้องของนาย”
“ทำไม?”
“ไม่ทำไม ก็แค่ไปห้องนายคงสะดวกกว่า”
“ในห้องมีอะไร?” ถามพี่ตะวันที่บ่ายเบี่ยงจะไปห้องเขาลูกเดียว ทั้งที่อีกไม่กี่ก้าวก็จะถึงห้องเธอแล้ว ทำให้เขาคิดสงสัยว่าในห้องมันมีอะไร ทำไมถึงไม่อยากให้เข้าไป หรือกลัวจะไปทับที่ว่าที่เจ้าบ่าว? และความสงสัยจะไม่สูญเปล่าถ้าเขาได้คีย์การ์ดมาอยู่ในมือ
ซึ่งก็ไม่เกินความสามารถคนอย่างอสูร..แน่นอนว่าเขาได้เข้ามาในห้องเธอแล้ว เข้ามาแล้วก็ต้องข่มตาข่มใจเดินสำรวจให้ทั่วทั้งห้อง ถ้าให้เดาที่นี่คงเป็นรังรักของพี่ตะวันกับว่าที่เจ้าบ่าว มีทั้งรูปพรีเวดดิ้งติดผนัง ใส่กรอบ วางเรียงรายแทบเต็มห้อง ถ้าเธอบอกว่าห้องนี้จะเป็นเรือนหอ เขาก็คงจะเชื่อ..
จากที่คิดว่าจะมาอธิบายก็กลายเป็นช่างแม่งช่างมัน ขี้เกียจพูดแล้ว พูดไปก็ค่าเท่าเดิม ไม่พูดคงจะดีกว่า
“ผมไม่อยากทำแล้ว นอนพักเถอะ” อสูรเดินมาหยุดตรงหน้าเจ้าของห้องเอ่ยเสียงราบเรียบนัยน์ตาไร้ซึ่งความรู้สึก ก่อนจะเดินเลี่ยงไปยังประตูห้อง ไร้ซึ่งคำรั้ง..หรือประโยคร้องขอให้อยู่ โดยปกติแล้วก็คงจะไม่รู้สึกอะไรเพราะเป็นเรื่องปกติของพี่ตะวัน แต่พอวันนี้เขากลับรู้สึก รู้สึกมากกว่าเดิม เหมือนว่ามันไม่ใช่แค่รักแค่ชอบอีกแล้ว..
“ช่างมันเถอะ ช่างมันบ่อย ๆ เดี๋ยวก็ชิน..” พูดปลอบใจตัวเองที่ไม่รู้ว่าจะพยายามแบบไม่มีจุดหมายปลายทางแบบนี้ไปได้นานเท่าไหร่ อาจจะอีกสักปี..สองปี ก็ไม่แน่ใจ ที่แน่ ๆ สิบปีก็รอมาแล้ว..
ทางด้านร่างเล็กที่มองตามหลังตาละห้อยถอนหายใจออกมาเสียงดัง เดินไปคว่ำรูปภาพทีละรูปในห้องจนเหลือแค่รูปที่แขวนอยู่บนผนัง
“ไม่ขอโทษนะ” เธอพูดกับภาพพรีเวดดิ้งสีหน้าไม่สบอารมณ์ ก่อนจะเดินไปกระชากจนภาพหล่นมากองแทบเท้า แล้วจึงก้าวเท้าไปเหยียบใบหน้าคนที่เคยมีความรู้สึกดี ๆ ให้ซ้ำ ๆ ด้วยความเกลียดชัง
สองชั่วโมงต่อมา..
อาการปวดท้องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งเวลาใกล้รอบเดือนก็เกิดขึ้นจริงอย่างที่ไม่ได้เสแสร้งเหมือนวันก่อน ทำให้เรี่ยวแรงเมื่อกลางวันและอารมณ์ที่ไม่คงดีพานเปลี่ยนเป็นน้อยใจจนนอนร้องไห้อ่อนแรงอยู่บนเตียง ไม่รู้เลยว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ มารู้สึกตัวอีกครั้งก็เช้าวันใหม่ที่ที่นอนและช่วงล่างของเธอโชกไปด้วยเลือดเหมือนเกิดเหตุฆาตกรรม ทั้งที่เป็นแค่วันแดงเดือด..
“โอโห..ซักอีกแล้ว T-T” พึมพำออกมาเสียงสิ้นหวัง ไม่รู้ต้องเริ่มจากตัวเองก่อนหรือเริ่มจากผ้าปูที่นอน ผ้าห่มหรือหมอนข้างก่อนดี เล่นเลอะ..เหมือนใครมาทำน้ำแดงหกเลย นอกจากชีวิตจะน่าสมเพชแล้วก็ยังน่าเวทนาอีก
“ตะวันเอ๊ยตะวัน..” บ่นไปแทบจะทึ้งหัวตัวเองไป ไม่รู้เคราะห์ซ้ำกรรมซัดอะไรนักหนา
จนเมื่อตั้งสติได้แล้วหญิงสาวก็ตัดสินใจจัดการตัวเองก่อน ก่อนจะไปดึงผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม ปลอกหมอนข้างลากเข้าไปในห้องน้ำ โยนเข้าไปในอ่างอาบน้ำ..เพื่อทำการซักทำความสะอาดไม่ให้เหลือร่องรอยของวันแดงเดือด
อีกด้านของคนที่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
แม้จะรู้สึกโกรธไม่พอใจมากแต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้จนต้องกดโทรหาย้ำ ๆ ซ้ำ ๆ นับร้อยสายตั้งแต่เมื่อวานจนกระทั่งวันนี้ ซึ่งมันก็ผิดสังเกตไปมาก เพราะปกติแล้วพี่ตะวันไม่เคยไม่รับสายไม่ตอบข้อความหรือเงียบหายไปขนาดนี้ หรือถ้าโกรธกันจริง ๆ เธอคงบล็อก ติดต่อไม่ได้ ไม่ใช่ไม่รับ..ไม่ตอบกลับ
เลยเป็นเหตุทำให้เขาต้องรีบมายังคอนโดBeeพร้อมกับขอคีย์การ์ดสำรองจากนิติคอนโด เขาไม่เข้าใจว่าตัวเองหน้าตาไม่ดีหรือไม่น่าเชื่อถือ นิติถึงได้ขอถ่ายบัตรประชาชนและวิดีโอไว้ในขณะที่ขึ้นมาเปิดประตูห้องพี่ตะวัน
ทันทีที่แตะคีย์การ์ดกลอนประตูก็ปลดล็อกอัตโนมัติ ความเย็นภายในห้องก็บ่งบอกว่าเจ้าตัวอยู่ด้านใน เขาเลยหันไปยื่นเงินให้นิติเป็นการขอบคุณพร้อมกับปิดประตู เดินไปหาเจ้าของห้อง ทว่าภายในห้องกลับว่างเปล่าและสภาพห้องก็ดู..ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่
อสูรจึงหยุดอยู่นิ่งฟังเสียงที่ดังมาจากในห้องน้ำ ก่อนจะค่อย ๆ ย่องเบาไปแนบหูฟัง แล้วแง้มประตูห้องน้ำเพื่อสอดส่อง..
“โทรไม่รับ ติดต่อไม่ได้!” เสียงเข้มเอ่ยเหมือนไม่พอใจดังขึ้นทำเจ้าของห้องสะดุ้งทิ้งแปรงในมือล้มก้นจ้ำเบ้า
“ตกใจอะไรขนาดนั้น” ถามพี่ตะวันที่แสดงสีหน้าไม่สบอารมณ์มองเขาอยู่ตอนนี้ จนได้เห็นปลอกหมอนข้างเปื้อนเลือดในอ่างอาบน้ำ เลยพอจะเข้าใจได้ว่ารุ่นพี่สาวสวยคงเป็นวันนั้นของเดือน และมันก็เลอะเปรอะเปื้อนจนต้อง..มานั่งซักทำความสะอาดแบบนี้
“เข้ามาได้ยังไง?” เป็นคำถามที่ติดอยู่ในหัวหลังจากที่เห็นอสูร เธอจำได้ว่าคีย์การ์ดห้องนี้มีแค่สองใบ แล้วทั้งสองใบก็อยู่ที่เธอไม่ได้แบ่งให้ใคร ทำไม..
“พังประตูเข้ามา”
“จ..จะบ้าเหรอ” ตอบเสียงดัง รีบลุกขึ้นปัดก้นวิ่งไปดูประตูห้องทันที ก่อนจะถอนหายใจโล่งใจที่อสูรไม่ได้ทำอย่างที่พูด..
“สติยังดีอยู่ไหม ใครจะพังประตูเข้ามา พี่บ้าหรือเปล่า”
“ใครจะไปรู้ล่ะ นายอาจจะทำจริงก็ได้”
“พูดเหมือนเป็นละครเลยนะ ที่ใช้ไหล่กระแทก ตีนถีบแล้วประตูจะพัง”
“ไม่รู้”
“โทรศัพท์อยู่ไหน?” อสูรยืนกอดอกถามเจ้าของห้อง ท่าทางงุนงงของเจ้าของห้องพอจะเป็นคำตอบให้ได้บ้างไม่มากก็น้อย ทำให้ต้องเดินกลับเข้าไปในห้องนอนมองหากระเป๋าสะพายข้าง เขาไม่ลังเลที่จะหยิบกระเป๋าขึ้นมาเปิดรื้อค้นจนเห็นตัวการที่ทำให้เป็นห่วงจนต้องวิ่งแจ้นมาที่นี่อีกครั้ง
เมื่อหยิบขึ้นมามีข้อความและสายเรียกเข้านับร้อย กระทั่งหันดูด้านข้าง ปุ่มแดง ๆ ส้ม ๆ ก็โชว์เด่นบอกให้รู้ว่าพี่ตะวันนั้นตั้งใจปิดเสียงปิดสั่นเอาไว้
“มีอะไรหรือเปล่า?”
“ปิดเสียงปิดสั่น ติดต่อไม่ได้ คนเป็นห่วงนะเว้ย รู้บ้างไหม” เขาพูดอย่างคนหมดแรง เดินไปนั่งที่หน้ากระจกมองเจ้าของมือถือที่คล้ายว่างุนงงอยู่
“เอ่อ..” ตะวันยิ้มแห้งทันทีที่ปลดล็อกแล้วเห็นข้อความสายเรียกของอสูร พลางคิดว่าเขาคงจะเป็นห่วงกันมากจริง ๆ เพราะสายเรียกเข้า ข้อความ แจ้งเตือนทุก ๆ ห้านาที สิบนาที จนถึง..ตอนนี้
ร่างเล็กวางโทรศัพท์ลงสาวเท้าไปหยุดยืนตรงหน้าอสูรที่มองอยู่ตาไม่กะพริบ..
“พี่เผลอหลับ ขอโทษ..นะ”
“พี่หลับหรืออะไรกันแน่!” เขาในตอนนี้อยากจะอาละวาดโวยวายมากแต่ก็ทำได้แค่ใจเย็นรอฟังเธออธิบาย จนได้ยินว่าปวดท้องมากเลยผล็อยหลับไป อารมณ์คุกรุ่นก็เริ่มเบาลง เปลี่ยนเป็นตวัดแขนโอบรอบเอวซบใบหน้าไปที่ใต้ราวนมของเธอแทน
“ขอโทษ ~ พี่ไม่คิดว่านายจะเป็นห่วงมากขนาดนี้ เมื่อวานพี่ก็อารมณ์แปรปรวนเลย..บ้า ๆ บอ ๆ หน่อย ขอโทษนะ”
“อย่าทำแบบนี้อีกนะ”
“…”
“ผมแทบจะเป็นบ้าตายอยู่แล้ว พี่รู้บ้างไหม!” เขาพูดน้ำเสียงห่วงใยเสียงดังให้พี่ตะวันรู้ว่าเป็นห่วง เป็นห่วงมากเวลาที่หายไปจากการมองเห็น ท่าทางเป็นห่วงเป็นใยทำหญิงสาวเจ้าของห้องเผยรอยยิ้ม โอบกอดรุ่นน้องกลับ..
“ขอโทษ พี่ไม่ได้ตั้งใจ”
“…”
“นายกินข้าวมาหรือยัง นอนบ้างหรือยัง นอนพักเอาแรงสักงีบไหม เดี๋ยวพี่ปูผ้าปูที่นอนให้”
“อืม” อืมที่หมายความว่าต้องนอนพัก เพราะมันเป็นแทบทั้งคืนที่หลับตาไม่ลง ใจจดใจจ่ออยู่กับหน้าจอโทรศัพท์ย้ำ ๆ ซ้ำ ๆ ภาวนาให้รับสักสาย บอกกันสักคำว่าทำอะไรอยู่ หรืออยู่กับใคร สุดท้ายก็เปล่า..เปล่าเลย นอนหลับเพราะปวดท้อง เช้ามาก็อย่างที่เห็น ไปนั่งซักผ้าเปื้อนประจำเดือนอยู่ เหอะ!
นี่ถ้าบอกว่าเผลอหลับเฉย ๆ มีเคืองนะ แต่พอได้ยินว่าปวดท้องเลยหยวน ๆ กันไป
สิบนาทีต่อมา
ตะวันที่กำลังใส่ปลอกหมอนข้างเอ่ยขึ้นเสียงราบเรียบ..
“ผู้หญิงคนเมื่อวานเป็นเด็กของนายเหรอ”
“ที่บ้านสวรรค์เหรอ”
“อือ เด็กผู้หญิงคนนั้น..” ที่เขาแสดงท่าทีเอ็นดู
“ลูกแม่บ้านน่ะ ทำงานบ้านเก่งนะ เห็นตั้งแต่อายุยังไม่ถึงสิบแปด ตอนนี้สิบแปดแล้ว”
“คุกนะ..” พึมพำบอกเสียงแผ่วเบา ทว่าคนหูดีกลับได้ยิน เดินคิ้วขมวดมานั่งตรงหน้า
“คุกอะไร?”
“น้องยังเด็ก..”
“บ้าไปแล้ว ผมไม่ใช่คนแบบนั้นสักหน่อย”
“ไม่รู้”
“อย่าบอกนะว่าเมื่อวานที่หนีกลับก่อนเพราะคิดว่าผมกับน้อง..”
“เด็กคนนั้นชอบนาย พี่ดูออก” เล่นส่งสายตาให้อสูรขนาดนั้น มองไม่ออกก็บ้าแล้ว
“น้องยังเด็กมาก ไม่มีทางเลยไม่มีทาง”
“ก็ไม่แน่..” เบ้ปากตอบ วางหมอนข้างลงเหมือนใส่อารมณ์ แล้วสาวเท้าเข้าไปรับกรรมที่ชดใช้ค้างเอาไว้ต่อในห้องน้ำเงียบ ๆ ต่างจากอสูรที่นั่งแค่นหัวเราะอยู่บนเตียงคนเดียวเหมือนคนบ้า
