บทที่ 2 ความหลัง

บทที่2

ความหลัง

ห้องอัคคีภัสร์

ร่างสูงโปร่งของประธานหนุ่มเดินเข้ามาในห้องนอนของตนก่อนที่จะเดินตรงไปยังโต๊ะทำงาน ตอนนี้อัคคีภัสร์ได้แต่มองจ้องไปยังนอกหน้าพลางคิดอะไรบางอย่าง

”เธอจะกลับมาทำไมนะ” อัคคีภัสร์กำมือแน่นหวนนึกถึงอดีต

12ปีที่แล้ว

อัคคีภัสร์ในวัย17 เดินเข้ามาภายในบ้านหลังใหญ่พร้อมเสื้อผ้าชุดนักเรียนที่ไม่เรียบร้อยไหล่ซ้ายมีกีตาร์ไฟฟ้าที่สะพายติดตัว เรียวขายาวเดินผ่านห้องนักเล่นก่อนที่เสียงที่คุ้นหูจะดังขึ้น

”ไปเล่นดนตรีมาอีกแล้วหรือเจ้าเพลิง” เสียงของผู้เป็นพ่อเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยพอใจนัก

“ครับ ที่โรงเรียนมีจัดงานประกวดวงดนตรีผมเลยไปซ้อมกับเพื่อนๆมา” อัคคีภัสร์แล้วเดินเข้าไปหาผู้เป็นพ่อทันที

”เลิกเล่นดนตรีซะ” เจ้าสัวชูชัยมองหน้าลูกด้วยความเคร่งเคลียด

”ทำไมละครับ”

”แกมอห้าแล้วนะเจ้าเพลิงหัดทำตัวเป็นผู้ใหญ่ได้แล้ว แกเป็นลูกชายคนโตของกิตติวรนันท์แกต้องเป็นผู้สืบทอดธุรกิจของฉัน ถ้าแกยังทำตัวเป็นเด็กแบบนี้ฉันจะฝากบริษัทที่ฉันตั้งใจสร้างไว้กับแกได้ยังไง เลิกทำตัวไร้สาระได้แล้วดนตรีบ้าบออะไรของแกน่ะมันไม่ทำให้แกมีเงินได้หรอกนะ”

“แต่พ่อก็รู้นิครับว่าผมชอบเล่นดนตรี”

”ถ้าแกเล่นดนตรีแล้วเรียนดีเหมือนหนูลิตาฉันจะไม่ว่าแกสักคำเลย นี่อะไรเกรดของแกต่ำลงทุกวันเพราะไอ้ดนตรีบ้าบออะไรเนี่ย”

”ถ้าผมเรียนได้เกรดดีพ่อจะให้ผมเล่นดนตรีได้ใช่มั้ยครับ”

”ไม่ว่าแกจะเรียนได้เกรดไหนฉันก็ไม่อนุญาตให้เล่น กลับไปตั้งใจเรียนซะถ้าแกเก่งได้ครึ่งหนึ่งของหนูลิตาก็คงดีฉันจะได้ตายตาหลับ”

”คำก็ลิตาสองคำก็ลิตาผมถามจริงๆเถอะผมยังเป็นลูกพ่ออยู่มั้ย”

เพียะ!!

เสียงตบดังลั่นใบหน้าของอัคคีภัสร์มีรอยแดงรูปฝ่ามือจากความโมโหของเจ้าสัวชูชัย น้ำตาของชายหนุ่มไหลออกมาช้าๆก่อนที่อัคคีภัสร์จะเช็ดมันออก

”กลับไปตั้งใจเรียนซะแล้วทำหน้าที่ทายาทของกิตติวรนันท์ของแกให้ดี” เจ้าสัวชูชัยพูดออกมาก่อนจะเดินลุกออกไปปล่อยให้อัคคีภัสร์ที่ยืนน้ำตาคลอได้แต่เจ็บใจกับการกระทำของผู้เป็นพ่อ

อัคคีภัสร์เช็ดคราบน้ำตาก่อนจะหยิบกีตาร์ตัวโปรดเดินออกไปจากบ้านทันที ลลิตาที่เห็นเหตุการณ์นั้นจึงรีบตามอัคคีภัสร์ออกไปเพราะไม่อยากทั้งคู่ผิดใจกับเพราะเธอ

อัคคีภัสร์เดินมาเรื่อยๆจนถึงสวนสาธารณะก่อนวางกีตาร์ตัวโปรดไว้ข้างๆถังขยะในเก่า

”ฉันกับแกคงจะจบกันแค่นี้สินะ” อัคคีภัสร์มองกีตาร์ของตนก่อนที่จะเดินออกไปโดยที่ไม่หันกลับมามอง ลลิตาเห็นแบบนั้นจึงรีบไปหยิบกีต้าร์แล้วเดินตามอีกฝ่ายไป

ไม่นานนักลลิตาก็เดินมาถึงมุมอับสายตาของสวน ภาพที่เห็นคืออัคคีภัสร์ที่นั่งเหม่ออยู่ที่ม้านั่งภายในสวนสาธารณะ ตอนนี้เป็นเวลาห้าโมงเย็นที่นี่ค่อนข้างเงียบสงบ ทว่าบรรยากาศแบบนี้กลับมาเสียงสะอื้นของเด็กชายวัย17ที่ก้มหน้าร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด

ลลิตาเดินเข้าไปนั่งข้างๆอัคคีภัสร์ช้าพลางยื่นผ้าเช็ดหน้าผื่นเล็กให้

”ไม่สมกับเป็นนายเลยนะ”

”จะมาซ้ำเติมฉันหรือ” อัคคีภัสร์หยิบผ้าเช็ดหน้าของลลิตาขึ้นมาเช็ดน้ำตาของตน

”เปล่าแค่ผ่านมาน่ะ”

”ทำแบบนี้อยากให้ฉันใจอ่อนหรือ ฉันเกลียดเธอจำไว้นะลิตาว่าฉันเกลียดเธอ ฉันไม่มีวันยอมรับเธอ”

”รู้แล้วน่ะว่าเกลียด ฉันก็ไม่ได้ชอบนายสักเท่าไหร่หรอกแต่การที่โดนบังคับในสิ่งที่ชอบฉันก็ไม่เห็นด้วยหรอกนะ”

”เธอจะไปเข้าใจอะไรพ่อฉันน่ะชอบเธอจะตาย” อัคคีภัสร์มองลลิตาด้วยแววตาที่แดงก่ำ

”พ่อนายเขาแค่อยากให้นายเก่งขึ้นเพื่อมาดูแลบริษัทตั้งหาก พ่อแม่นายตั้งใจสร้างบริษัทนี้ขึ้นมาเขาก็แค่อยากให้นายดูแลต่อเท่านั้น”

”แต่ฉันไม่ได้อยากทำมันนิ ฉันอยากเป็นศิลปินฉันอยากเล่นดนตรี ฉันไม่ได้อยากเป็นคนบ้างานเหมือนพ่อ แต่เธอคงไม่เข้าใจหรอกเพราะเธอกับแม่ของเธอก็เข้าหาพ่อฉันเพราะหวังเงินใช่มั้ยล่ะ”

”จะให้พูดกี่ครั้งว่าฉันไม่ได้หวังอะไรจากพ่อของนายเลย แต่ให้พูดยังไงนายก็คงไม่เชื่อหรอกเพราะนายเชื่อแบบนั้นไปแล้ว ฉันรู้ว่านายไม่ชอบฉันถึงฉันจะไม่ชอบนายแต่ตอนนี้เห็นนายเศร้าฉันก็รู้สึกแปลกๆ ขอสงบศึกชั่วคราวละกัน”

”คืออะไรสงบศึกชั่วคราว” อัคคีภัสร์มองหน้าลลิตาทว่าในจังหวะนั้นลลิตากลับโผล่เข้ากอดอีกฝ่ายทันที

”ท…ทำอะไรของเธอ”

”ปล่อยออกมาสิ สิ่งที่นายเก็บไว้ในใจน่ะบอกฉันได้นะฉันจะรับฟังมันเอง” ลลิตาพูดออกมาพลางลูบหนังอีกฝ่ายเบาๆ

อัคคีภัสร์ชะงักเล็กน้อยก่อนสวมกอดอีกฝ่ายช้าๆ ความรู้สึกอบอุ่นและมีคนคอยรับฟังหายไปตั้งแต่ที่แม่ของเขาเสีย ทว่าในตอนนี้ลลิตากลับทำให้เขามีความรู้สึกแบบนั้นอีกครั้ง น้ำตาลูกผู้ชายไหลออกมาอาบสองแก้มเสียงสะอื้นดังขึ้นเป็นจังหวะอัคคีภัสร์เริ่มพูดระบายด้วยน้ำเสียงสั่นเคลือ

”ฉันน่ะอยากเก่งให้ได้เหมือนเธอ ฉันอยากทำได้เหมือนเธออยากให้พ่อชมฉันเหมือนที่ชมเธอฉันอยากให้พ่อรักฉันบ้าง”

ลลิตาไม่ได้พูดตอบเธอเพียงแค่กระชับกอดแน่นขึ้นและลูบไปที่หัวของอัคคีภัสร์เบาๆ

”ฉันไม่อยากอ่อนแอ ฉันจะเป็นเพลิงคนใหม่คนที่พากิตติวรนันท์ไปสู่จุดสูงสุดฉันจะต้องเป็นที่ยอมรับให้ได้เลย เธอคอยดูนะลิตาฉันจะไม่มีวันแพ้เธอ” ถึงอัคคีภัสร์จะบอกว่าเกลียดลลิตาเพียงใดแต่เขาก็ไม่อยากปล่อยอ้อมกอดของเธอ คนที่เกลียดกลับเป็นคนที่ปลอบเขาน่าตลกสิ้นดี

”ถ้านายตั้งใจก็ทำให้ได้สิ ฉันก็จะแข่งกับนายฉันไม่ยอมแพ้นายหรอกนะ” ลลิตาผละอัคคีภัสร์ออกพร้อมรอยยิ้มจางๆ

”ตั้งแต่วันนี้เธอจะเป็นคู่แข่งและคนที่ฉันเกลียดตลอดไปลลิตา”

”เอาชนะฉันได้ให้ได้แล้วกันนะ ส่วนเจ้านี้ฉันขอ” ลลิตายิ้มเบาๆก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินไปหยิบกระเป๋ากีต้าร์ของอัคคีภัสร์แล้วเดินจากไป

หลังจากวันนั้นอัคคีภัสร์ก็เริ่มเปลื่ยนไป จากเด็กดนตรีเกเรก็กลายมาเป็นคนที่ตั้งใจเรียนและพยายามทำคะแนนแข่งกับลิตา แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามกี่ครั้งก็ยังคงสู้ลลิตาไม่ได้เลยสักครั้งจนกระทั่ง…

“วันนี้วันเกิดพี่เพลิงเราออกไปกินข้าวนอกบ้านกันดีมั้ย เหมือนทุกปีที่เราไป” วารินทร์เอ่ยถามพี่ชายทั้งสาม

”ได้สิ เดี๋ยวพี่บอกพ่อให้” อัคคีภัสร์ยิ้มตอบน้องสาวของตนก่อนที่จะเดินตรงไปยังห้องทำงานของผู้เป็นพ่อที่อยู่อีกฝั่ง

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

”เชิญ”

”พ่อครับวันเกิดผมปีนี้เราไปกินข้าวที่ไหนดีครับ”

”ไร้สาระน่ะเพลิง แกโตแล้วนะยังจะฉลองวันเกิดเป็นเด็กอยู่หรือ แต่ก็เอาเถอะแกจะไปก็ไปบอกคนขับรถให้พาไป ฉันจะต้องไปส่งหนูลิตาขึ้นเครื่องไม่มีเวลาไปฉลองกับแกหรอก” พูดจบเจ้าสัวชูชัยก็เดินออกไปทันที อัคคีภัสร์กำมือแน่นก่อนจะทุบลงบนโต๊ะตัวใหญ่ด้วยความแค้น ทุกปีในวันสำคัญของเขาพ่อจะอยู่ฉลองให้เขาพร้อมน้องๆ 

แต่ปีนี้ที่มีลลิตาเข้ามาทุกอย่างจึงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป อัคคีภัสร์ย้ำกับตัวเองเสมอว่าลลิตาเป็นคนที่เข้ามาแย่งทุกอย่างของเขาไปและเขาจะไม่มีวันยอมให้ลลิตาแย่งทุกอย่างไปจากเขาได้อีก

หลังจากวันนั้นเพลิงก็ได้รู้ข่าวว่าลิตาย้ายไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ทว่าการไปของลลิตากลับทำให้เจ้าสัวชูชัยหันกลับมามองลูกชายของตนที่เรียนดีขึ้นจนติดอันดับของโรงเรียนและสอบเข้ามหาลัยดังได้ ทำให้เจ้าสัวชูชัยพอใจเป็นอย่างมาก

ผ่านมาหลายปีอัคคีภัสร์ก็ได้ขึ้นเป็นประธานบริษัทกิตติวรนันท์และเขาพาบริษัทเติบโตได้ดีจนเข้าตลาดหลักทรัพย์และชื่อของอัคคีภัสร์ก็โลดแล่นในวงการตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

“ไหนๆเธอก็กลับมาแล้ว ฉันก็จะทำตามคำขอของพ่อให้แล้วกัน” พูดจบอัคคีภัสร์ก็หยิบโทรศัพท์หรูโทรไปหาคนสนิททันที

(“ฮัลโหลเจต ฉันขอข้อมูลของลิตาอย่างละเอียดตอนนี้ แล้วก็พรุ่งนี้นายช่วยจัดการอะไรบางอย่างให้ฉันหน่อยเดี๋ยวฉันส่งรายละเอียดให้”)

พูดจบสายก็ถูกตัดไปทันที รอยยิ้มที่มุมปากถูกเผยออกมาบนใบหน้าของชายหนุ่มที่คิดแผนการร้าย

ไม่นานนักเสียงอีเมลก็เด้งเข้ามาในมือถือของชายหนุ่ม อัคคีภัสร์รีบกดเข้าดูเมลนั้นทันที ไฟล์ประวัติของลลิตาถูกเผยขึ้นบนหน้าจอ เธอได้รับรางวัลเลขาดีเด่นสามปีซ้อนไม่เคยขาดงานไม่เคยมาสาย มีผลงานดิลธุรกิจพันล้านให้กับบริษัทที่ลอนดอน

”ไม่เคยขาดงานไม่เคยมาสายหึ ลิตาฉันจะทำให้เธอรู้ว่าการเป็นเลขาของฉันมันต้องอดทน” เมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้เขาก็จะสนองผู้เป็นพ่อด้วยการใช้งานลูกเลี้ยงคนโปรดของพ่อให้หนัก

สายตาเจ้าเล่ห์เหลือบไปเห็นแก้วนมร้อนที่วางอยู่บนหัวเตียงก่อนจะนึกแผนร้ายบางอย่าง

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

”ค่ะ” ลลิตาเปิดประตูห้องนอนของตนออกมาทว่าคนตรงหน้ากลับเป็นอัคคีภัสร์ที่ยืนถือนมร้อนมารอที่หน้าห้อง

”คุณเพลิงมีอะไรหรือเปล่าคะ”

”พ่อให้ฉันเอานมร้อนมาให้ อยู่บ้านต้องแต่งตัวยั่วผู้ชายด้วยหรือไม่อายบ้างหรือไง” อัคคีภัสร์มองหญิงสาวตรงหน้าที่ใส่ชุดนอนตัวบางออกมาเปิดประตู

”นี่คุณเป็นโรคจิตหรือไงชอบมามองชุดนอนคนอื่นเขาเนี่ย” ลลิตารีบดึงผ้าคลุมมาปิดทันทีเมื่อถูกอีกฝ่ายแทะโลมทางสายตา

”ปิดทำไมกลัวฉันเห็นหรือ”

”เอานมมาให้แค่นี้ใช่มั้ย ถ้าหมดธุระแล้วก็เชิญกลับไปเถอะค่ะ ฉันจะนอน” ลลิตารีบหยิบแก้วนมจากอีกฝ่ายก่อนที่จะดันประตูปิด ทว่าในจังหวะนั้นร่างของชายหนุ่มก็แทรกตัวเข้าไปในห้องของเธอทันที

”คุณเพลิง ออกมานะ” ลลิตารีบปิดประตูห้องแล้วเดินตามชายหนุ่มที่บุกรุกเข้ามาไปติดๆ ทว่าขณะนั้นชายหนุ่มก็เดินไปจนถึงเตียงนอนของเธอเสียแล้ว

”ห้องเธอก็สวยเหมือนกันนะเนี่ย” อัคคีภัสร์พูดพลางทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนอนของหญิงสาว

”ลุกขึ้นมาเลยนะคุณเพลิง คุณง่วงก็ไปนอนห้องคุณสิคะ เข้ามาในห้องฉันทำไมออกไปเลยนะ”

”เจ้านายจะเข้าห้องลูกน้องหน่อยไม่ได้เลยหรือไง” อัคคีภัสร์ดีดตัวขึ้นจากเตียงก่อนจะพูดออกมาพลางค้อนสายตามองหญิงสาวที่ยืนอยู่

พูดออกมาได้ไม่อายปากฉันเป็นเลขานะไม่ใช่เมียที่คุณจะมาเข้าออกห้องได้ตามอำเภอใจ ลลิตาได้แค่คิดในใจพร้อมถอนหายใจเบาๆ

”คุณมีอะไรก็พูดมาตรงๆเถอะค่ะ อย่ามาเล่นลิ้น”

”ฉันจะให้โอกาสเธอในการเป็นเลขาของฉัน ถ้าเธอผ่านโปรฉันจะเพิ่มเงินเดือนให้แต่ถ้าไม่ผ่านก็ไปลาออกแล้วบอกพ่อฉันว่าเธอไม่เหมาะกับงานนี้”

”ทำไมฉันต้องทำ ในเมื่อยังไงซะฉันก็ได้เป็นเลขาของคุณอยู่ดี” ลลิตาเข้าใจความหมายของชายหนุ่มดี แต่เรื่องอะไรที่เธอจะให้เขาถือไพ่เหนือกว่า

”แสดงว่าที่เธอเข้ามาได้ก็เพราะว่าเส้นสายสินะ เธอคงไม่อยากให้คนเขาตราหน้าว่าเธอเป็นพวกสวยใสไร้สมองหรอก ใช่มั้ย”

“นี่ตั้งใจว่าฉันโง่หรือ ผู้ชายอะไรปากจัดชะมัด” ลลิตาบ่นพรึมพรำออกมาเบาๆ

“เฮ้อ ที่ฉันให้เธอทำงานให้ผ่านโปรเพราะจะได้รู้ไงว่าเธอเก่งจริงหรือเก่งเพราะเป็นเด็กฝากกันแน่ แต่ก็เอาเถอะเธอจะไม่ทำก็ได้เพราะคนแบบเธอได้ทุกอย่างมาง่ายๆอยู่แล้วนิ” คำพูดเชิงดูถูกของอัคคีภัสร์ทำเอาลลิตากำมือแน่น

”ที่ได้มาง่ายเพราะฉันเก่งกว่าคุณตั้งหาก ได้ค่ะฉันจะทำตามที่คุณเสนอมาถ้าฉันไม่ผ่านโปรฉันจะยอมลาออก แต่ถ้าผลงานของฉันออกมาดีคุณต้องนั่งคุกเข่าแล้วขอโทษฉัน แล้วเห่าเหมือนหมาสักสองรอบเป็นไงคะ”

”ได้สิ เรื่องง่ายๆแค่นี้คนอย่างอัคคีภัสร์ทำได้อยู่แล้ว” เพราะคิดว่าตนเก่งพอที่จะแกล้งอีกฝ่ายให้ทนไม่ไหวแล้วยอมลาออกไปเอง อัคคีภัสร์จึงตกปากรับคำท้าโดยที่ไม่สนใจข้อเสนอ

”งั้นก็เตรียมตัวคุกเข่าเห่าเป็นหมาขอโทษฉันได้เลยค่ะคุณอัคคีภัสร์ แต่ตอนนี้เชิญกลับห้องของคุณไปค่ะ” ลลิตากัดฟันยิ้มออกมาก่อนที่จะผายมือออก เมื่อเห็นแบบนั้นอัคคีภัสร์ที่กำลังได้ใจก็ลุกออกจากเตียงไปทันทีโดยที่ไม่พูดอะไรต่อ

ลลิตาถอนหายใจออกมาหลังจากแผ่นหลังของชายหนุ่มลับตาไป เธอไม่ใช่คนที่จะให้ใครมาเอาเปรียบได้ง่ายๆและยิ่งนิสัยอยากเอาชนะของอัคคีภัสร์ที่คอยตามจิกกัดเธอไม่เลิกตั้งแต่เด็กยันโต มันก็ยิ่งทำให้เธออยากจะเอาความสำเร็จของเธอฟาดหน้าเขาอีกสักครั้ง

”แล้วเราจะได้เห็นดีกัน หึคิดว่าฉันจะหลงกลหรือไอ้คนเจ้าเล่ห์เอ้ย” ลลิตาพูดเบาๆพลางหยิบแก้วนมร้อนที่อีกฝ่ายขึ้นมาแล้วเดินไปยังห้องน้ำภายในห้อง มือเรียวยกแก้วนมร้อนขึ้นมาก่อนจะเทลงใส่ชักโครกในห้องน้ำ แผนการตื้นๆของอัคคีภัสร์ใช้ไม่ได้ผลกับผู้หญิงอย่างเธอ คิดจะทำให้เธอไปทำงานสายตั้งแต่วันแรกสินะไม่มีทาง

ลลิตาแสร้งว่าดื่มนมหมดแก้ว ก่อนที่จะนำแก้วนมที่หมดแล้วมาวางไว้ที่โต๊ะวางของหน้าห้อง เป็นจังหวะเดียวกันที่แม่บ้านขึ้นมาเก็บแก้วนมของคนในบ้าน ทั้งคู่พูดคุยกันเล็กน้อยก่อนที่ลลิตาจะขอตัวเข้าห้องเพราะเริ่มรู้สึกง่วง

อัคคีภัสร์ที่แอบดูอยู่ก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายดื่มนมที่ตนใส่ยานอนหลับเอาไว้จนหมดและดูเหมือนว่าตอนนี้ยาที่ใส่ลงไปน่าจะกำลังออกฤทธิ์

”พรุ่งนี้ฉันจะเล่นงานเธอให้หนักเลยคอยดู” รอยยิ้มร้ายเผยออกมาจากในหน้าของประธานหนุ่มทันที อัคคีภัสร์ตั้งปณิธานกับตัวเองว่าครั้งนี้เขาจะต้องเอาชนะลลิตาและกระชากหน้ากากลูกเลี้ยงที่แสนดีของเธอเพื่อให้พ่อของเขาได้เห็นธาตุแท้ของผู้หญิงที่ชื่อลลิตา

บทก่อนหน้า
บทถัดไป