บทที่ 9 เลขา
บทที่9
เลขา
หลังจากการประชุมผ่านหลายชั่วโมง อัคคีภัสร์ยื่นเอกสารให้ลลิตาก่อนที่หญิงสาวจะเดินนำไปแจกให้แก่ผู้ร่วมประชุมแล้วเดินกลับมานั่งที่ของตน
“เอกสารที่พวกท่านได้รับเมื่อสักครู่คือโปรเจคใหม่ที่เราจะนำไปเสนอให้กับบริษัทของคุณยุพินครับ โปรเจคนี้ชื่อว่าไดม่อนบลูซึ่งเราจะดึงเอาเครื่องหอมของบริษัทคุณยุพินเข้ามาอยู่ในโรงแรมของเราครับ”
“แบบนี้มันจะโอเคแน่หรือคุณเพลิง บริษัทเครื่องสำอางแต่เราเอาน้ำหอมของเขาเนี่ยนะ” ผู้ถือหุ้นอาวุโสเอ่ยท้วง
“คือแบบนี้นะคะ โปรเจคนี้จะเป็นความร่วมมือในระยะยาวซึ่งถ้าเราได้ฐานลูกค้าจากบริษัทของคุณยุพินก็จะเป็นการโปรโมทโรงแรมของเรา อีกอย่างนะคะบริษัทของคุณยุพินไม่ได้มีแค่เครื่องสำอางค่ะ ในเคลือบริษัทยังมีรายการทีวีและงานแฟชั่นโชว์และอีเว้นท์มากมายค่ะ ถ้าเราได้คุณยุพินมาร่วมงานนี้จะเป็นการโปรโมทโรงแรมของเราโดยที่ไม่ต้องลงทุนเลยค่ะ เช่นงานแฟชั่นที่มีดาราศิลปินมาร่วมงานหรือแม้กระทั่งงานประมูลที่สามารถทำได้ค่ะ” ลลิตาเปิดสไลค์งานนำเสนอให้ผู้เข้าประชุมได้ดู
“ตามที่คุณลลิตาพูดมาผมคิดว่าก็น่าจะออกมาดีนะ”
“ผมก็เห็นด้วย แต่ว่าโปรเจคนี้มันใหญ่มากถ้าเราคุยงานเสร็จอาจจะต้องเลี้ยงฉลองหรือไม่ก็จัดงานเซ็นสัญญาให้ยิ่งใหญ่หน่อยจะได้เป็นการโปรโมทด้วย”
“เรื่องนั้นผมคิดไว้แล้วครับ ถ้าคุยงานสำเร็จเราจะจัดงานเซ็นสัญญาและนำเอาเครื่องสำอางของคุณยุพินมาจัดบูทและเชิญดาราอินฟลูแล้วก็แขกที่เคยร่วมงานของเรามาครับ ภายในงานจะมีการโปรโมทโปรเจคไดม่อนบลูและกระจายข่าวโปรเจคที่เรากำลังจะเปิดตัวในเดือนหน้า เรียกได้ว่าเป็นงานที่จัดแล้วก็โปรโมทได้ในตัวเลยครับ”
“โอเคงั้นโปรเจคนี้ผมอนุมัติ” ผู้ถือหุ้นเอ่ยออกมาด้วยความพอใจ
“ผมก็เอาด้วยครับ”
“หวังว่าเราจะได้ข่าวดีนะครับ” ผู้อาวุโสของบริษัททักท้วงขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่น่าพอใจ
“ทุกท่านไม่ต้องห่วงนะครับ งานนี้จะต้องไปได้ด้วยดีครับงั้นวันนี้ผมขอจบการประชุมเพียงเท่านี้ครับ”
หลังจากที่ทุกคนออกไปจากห้องอัคคีภัสร์ก็มองหญิงสาวที่กำลังเดินเก็บเอกสาร
“เลิกงานเสร็จแล้ววันนี้เธอจะไปไหนมั้ย” อัคคีภัสร์หันไปถามหญิงสาวที่ยืนอยู่
“น่าจะกลับบ้านเลยค่ะ ทำไมหรือคะ” ลลิตาตอบพลางเก็บเอกสารขึ้นมาหอบไว้ที่แขนข้างซ้าย
“งั้นก็กลับด้วยกันจะได้แวะกินข้าวด้วย”
“แล้วไม่กลับไปกินข้าวที่บ้านหรือคะ” ลลิตาเอ่ยถามก่อนจะเดินมาทางชายหนุ่ม
“ฉันไม่แน่ใจว่าแม่บ้านทำกับข้าวไว้หรือเปล่า เมื่อวานฉันกลับบ้านแล้วไม่มีข้าวกิน”
“อ่อ งั้นเรากินก่อนกลับก็ได้ค่ะ” ถึงแม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายโกหกแต่เธอก็ไม่ได้ขัดอะไรเพราะกว่าที่ทั้งสองจะกลับถึงบ้าน อาหารที่เตรียมไว้ก้คงจะจืดชืดพอดี
“โอเค งั้นเราไปกันเถอะฉันจองร้านไว้แล้ว”
“คะ” ลลิตาทำหน้าสงสัยทันทีเมื่ออีกฝ่ายพูดว่าตจองร้านอาหารไว้แล้ว นี่เขาเตรียมการมาแล้วสินะเจ้าเล่ห์จริงๆ
“ก็ไปกินข้าวไง รีบไปเก็บของได้แล้วยืนนิ่งทำไม” พูดจบอัคคีภัสร์ก็เดินออกไปจากห้องประชุมปล่อยให้ลลิตายืนงงกับการกระทำของคนตรงหน้า
“อะไรของเขาเนี่ย” ลลิตาทำได้แค่บ่นเบาๆ ก่อนจะหยิบเอกสารแล้วเดินตามออกไป
หลังจากที่ทั้งคู่ออกจากบริษัทมา อัคคีภัสร์ก็พาลลิตาตรงไปยังร้านอาหารหรูริมน้ำทันที
“แค่กินข้าวต้องมาที่นี่เลยหรือคะ” ลลิตามองดูทางเข้าร้านอาหารที่ดูเรีบบหรูตรงหน้า นี่พามากินข้าวต้องเข้าร้านหรูขนาดนี้เลยหรือยังไงกัน
“ลงเถอะอย่าถามมาก” พูดจบชายหนุ่มก็เดินลงจากรถไปทันทีส่วนลลิตาก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วเดินตามไปอย่างว่าง่าย
ไม่นานนักทั้งคู่ก็เดินมาถึงโต๊ะที่อัคคีภัสร์ได้จอง โซนนี้เป็นโซนมีวิวดีที่สุดเพราะมองจากตรงนี้จะเห็นวัดอรุณในยามค่ำคืนซึ่งเป็นวิวที่สวยและโรแมนติก
“รับอะไรดีคะลูกค้า” พนักงานสาวเอ่ยถามด้วยความสุภาพ
“เอาเป็นกุ้งเผาไซส์ใหญ่หนึ่งครับ แล้วก็ข้าวผัดปูหนึ่งครับ ห่อหมกมะพร้าวทะเลหนึ่ง คุณเอาอะไรเพิ่มมั้ย” อัคคีภัสร์ยื่นเมนูให้แก่หญิงสาว
“เอายำหมูยอใส่ปลาหมึกไม่เผ็ดหนึ่ง แล้วก็ปลาหมึกผัดไข่เค็มหนึ่งค่ะ แค่นี้ค่ะ” ลลิตาหันไปบอกพนักงานก่อนจะปิดเมนูอาหารเบาๆ
“เครื่องดื่มรับเป็นอะไรดีคะ”
“เอาเป็นน้ำเปล่าสองค่ะ”
“รออาหารสักครู่นะคะ” พูดจบพนักงานก็เดินออกไปทันที
“ทำไมสั่งน้อยจัง ไม่อยากกินอย่างอื่นหรือ” อัคคีภัสร์เอ่ยถามหญิงสาวตรงหน้าอีกครั้ง
“ก็คุณสั่งมาเยอะแล้ว ขืนฉันสั่งมาอีกเดี๋ยวก็กินไม่หมดกันพอดี” ลลิตาหยิบเมนูอาหารขึ้นมาดูอีกครั้ง
“นี่ ฉันขอโทษนะที่สั่งงานหนัก” จู่ๆอัคคีภัสร์ก็พูดขึ้นพลางมองหน้าหญิงสาวที่นั่งตรงข้าม
“เดี๋ยวนะ คุณขอโทษฉันหรือคะ ตัวก็ไม่ร้อนนิหรือว่าทำงานหนักไปจนเพ้อ” ลลิตาเอ่ยถามออกมาด้วยความตกใจ เธอไม่คิดว่าอัคคีภัสร์จะยอมพูดคำนี้ออกมา
“ตกใจอะไร ฉันก็คนนะทำไมจะขอโทษไม่ได้” มันน่าแปลกใจนักหรือที่เขาพูดว่าขอโทษ ทำไมหญิงสาวตรงหน้ากลับทำท่าเหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยินแบบนั้น
“ทำไมคะเห็นฉันโหมงานหนักเลยรู้สึกผิดหรือ” ลลิตายิ้มออกมาก่อนจะเอียงใบหน้าเล็กน้อยเพื่อมองชายหนุ่ม
“คงงั้น จริงๆ งานของเธอที่ทำวันแรกงานสรุปงบประมาณอะไรนั้นน่ะ ฉันแกล้งเธอเฉยๆ ที่จริงงานนั้นมันไม่มีอยู่ในแผนการทำงานด้วยซ้ำ แต่ฉันก็ไม่คิดว่าเธอจะทำเสร็จเร็วขนาดนั้น ฉันยอมรับว่าเธอเก่งและมีความสามารถแล้วก็ขอโทษด้วยที่เคยดูถูกเธอ ต่อจากนี้ฉันจะไม่แกล้งเธอและก็ต่อจากนี้เธอคือเลขาของฉัน”
“นี่คุณยอมรับฉันแล้วหรือคะ” ลลิตาตื่นเต้นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อรู้ว่าตนชนะอีกฝ่ายได้แล้ว
“ใช่ ข้าวมื้อนี้ถือว่าฉันเลี้ยงเพื่อเป็นการขอโทษแล้วกันนะ”
“ฉันยกโทษให้ก็ได้ค่ะ ไหนๆ คุณก็ยอมรับฉันเป็นเลขาแล้ว ฉันก็มีอะไรจะบอกคุณเหมือนกันค่ะ” ลลิตายิ้มออกมาเบาๆ
“อือว่ามาสิ” อัคคีภัสร์พยักหน้าก่อนจะตั้งใจฟังในสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังจะพูด
“งานที่คุณสั่งให้ฉันสรุปงบประมาณ จริงๆแล้วฉันไม่ได้ทำค่ะฉันแค่เดินไปขอไฟล์จากห้องบัญชีแล้วเอามาเปิด ส่วนตอนที่คุณเห็นว่าฉันทำงานตอนนี้ฉันเปิดเกมเล่นต่างหาก แผนของคุณมันใช้ไม่ได้ผลหรอกค่ะ” ลลิตาแลบลิ้นออกมาราวกับผู้ชนะ
“นี่เธอรู้มาตลอดเลยหรือ” อัคคีภัสร์หน้าเหวอออกมาทันทีเมื่อรู้ว่าแผนของเขาใช้ไม่ได้ผล ลลิตาคนนี้ทันคนกว่าที่เขาคิด
