บทที่ 13 3/2
“บี๋!?”
แน่นอนแค่นั้น จีรัณก็... ซวย!
“เฮ้ย แกทำอะไรคุณอี่”
แม็กโอบประคองยายตัวแสบไว้เหมือนปลอบ ตาเขม่นมองคนถูกใส่ร้าย จีรัณถอนหายใจยกมือขึ้นเกาข้างแก้ม เมื่อถูกสายตาคลางแคลงทิ่มแทง
“ปกติแกไม่เป็นแบบนี้นี่หว่า บี๋คราวนี้ซีเรียสนะเว้ย ให้เกียรติผู้หญิงด้วย ถ้าแกสนใจคุณอี่ก็แฟร์ดิวะ ไม่เอาแบบนี้”
แบบนี้น่ะแบบไหน แบบที่แม่ตัวแสบนี่สุมไฟกะเผาเขางั้นเหรอ
“ไม่มีอะไรน่า”
“แต่--”
“คุณอี่เป็นกิ๊กเก่าฉัน เราคุยกัน แต่ไม่รู้เรื่องก็เท่านั้น”
สายตาทั้งหมดเบือนกลับมาที่อิษยา ครูสาวขบฟันไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเอาคืนได้ไวปานนี้
“เฮ้อ วุ่นวายจริง ขอเวลาห้านาทีนะ เคลียร์แป๊บ” พูดจบจีรัณก็คว้ามือของอิษยาและดึงให้ลุกขึ้นก่อนก้าวเดินไปพร้อมกัน คนที่เหลือในโต๊ะยังเหวออยู่ กว่าจะตั้งสติได้ก็ห้านาทีให้หลัง
“สรุปสองคนนั่นรู้จักกัน” น้องนนท์เอ่ยออกมา “แหม-ม-ม สงสารคุณแม็กจริง” พูดจบก็ทอดแหทางสายตา ความหวานพร้อมอ่อยที่แฝงอยู่ในคำพูดที่พูดไปทำแม็กยิ้มเก้อ และวางตัวไม่ถูก
ก็... เกิดมาเป็นตัว เพิ่งถูกหนุ่มด้วยกันอ่อยก็ครั้งนี้!
‘เนี่ย กว่าจะลากออกมาได้ก็ต้องให้ใช้มารยาหญิง!’
อิษยานึกในใจขณะถูกรั้งให้เดินตามแผ่นหลังกว้างผ่านหน้าห้องน้ำจนเกือบเหมือนวิ่ง
หลังร้านคือที่สงบมากพอที่จะคุยได้ แถมมีความเป็นส่วนตัวเพิ่มขึ้นมาอีกนิดหนึ่งมากกว่าลานจอดรถ จีรัณยืนเอามือกอดอกมองครูสาวที่ยกมือกอดอกเช่นกัน แต่เจ้าหล่อนยืนหันหลังชนกำแพงอาคารกึ่งๆ พิง ดูท่าทางแล้วคงมึนฤทธิ์เหล้าไม่น้อย ชายหนุ่มถอนหายใจยกมือขึ้นคลึงสันจมูก ตัวเขาเองก็ชักมึนๆ เหมือนกัน
ที่สำคัญกว่านั้นเรายืนจ้องกันนิ่งๆ แบบนี้มาสิบนาทีได้แล้ว โดยที่ไม่มีใครคิดจะพูด... อะไรแม้แต่คำเดียว
“คุณจะพูดอะไรก็พูดมาเถอะ พูดเสร็จจะได้กลับเข้าไปข้างในเสียที”
ครูสาวหน้าเหลอ... ไอ้คนโยกโย้จนต้องสร้างเรื่องลากกันออกมาคุยข้างนอกนี่ก็เขา!
“สิบนาที เป็นสิบนาทีที่ผมก็ไม่รู้ว่าต้องมายืนตากยุงกันตรงนี้ทำไม แถมมันยังร้อนมากด้วย”
ปากที่กำลังจะอ้าของอิษยาหุบทันควัน เธอสูดลมหายใจเข้าลึก เรียกขวัญเรียกกำลังใจให้กับตัวเอง
“เรื่องคืนนี้คุณบี๋จะเอาไปพูดไหมคะ”
เขาเอียงคอ “เรื่องอะไร”
ครูสาวสูดลมหายใจเข้าแรงจนรูจมูกบานนิดๆ
“อ๋อ ขอโทษ เรื่องที่คุณเป็นสาวนักเต้นจนฟลอร์ร้อนฉ่าๆ นี่ใช่ไหม” คนสวยมองค้อนและจีรัณก็ผ่อนลมหายใจ “ไม่รู้สิ”
“อ้าว!”
“นี่ทำไมคุณเป็นคนขี้โมโหจริง อะไรนิดอะไรหน่อยก็ทำท่าโกรธ ตอนยายบุ้งวีนผมไม่เห็นมีท่าทางอะไรเลยนอกจาก”
เขาเลียนแบบเธอด้วยการยิ้มน้อยๆ แล้วก็พูดว่า “ค่ะ”
จีรัณโคลงศีรษะ
“มันต่างกันลิบลับมากเลยนะ”
“คุณบี๋มันไม่-ใช่-ประ-เด็น”
“โอเค คือผมก็ไม่รู้ว่าจะพูดไหมเพราะยังไม่ได้ตัดสินใจ จริงๆ คนแบบคุณก็หายากนะ ที่ทนยายบุ้งได้ แต่ถามจริงๆ เถอะทำไมคุณถึงได้แบบ” เขาแบมือออกมาตรงหน้า พร้อมถอนหายใจเฮือกใหญ่ “สร้างอีกตัวตนขึ้นมา แบบ--”
“จะบอกว่าทำไมต้องแอ๊บใส แอ๊บซื่อ เป็นสาวเรียบร้อยว่างั้น”
เขาพยักหน้ารับ “คุณพูดเองนะ”
“ถึงขั้นนี้ฉันก็ไม่รู้จะโกหกคุณทำไม คือ ค่าจ้างน้องลูกหมูเป็นอะไรที่หายากมากค่ะ”
“ก็ตรงดี แล้ว--”
“ตามคุณสมบัติที่พี่แพรวเล่าตอนแรกๆ คุณคิดว่าคุณบุ้งจะจ้างฉันหรือคะ ถ้าฉันบอกว่าวันศุกร์บางครั้งฉันก็ออกไปปล่อยผีตามผับ อดีตตอนเรียนม.ปลายก็เคยรับจ๊อบเป็นแดนเซอร์หาเงินเพิ่ม พอเข้ามหาวิทยาลัยก็ขยับมาเป็นพริตตี้ตามแต่โอกาสจะอำนวย ว่าตอนนั้นเงินช็อตไหม”
“ฟังดูลำบากนะ”
“ฉันว่าไม่ลำบากหรอก คนอื่นแย่กว่าฉันตั้งเยอะนะคะ เพราะงานพวกนี้อย่างน้อยๆ ก็ช่วยให้ฉันเรียนจบมาได้ เปลืองตัวนิดหน่อย ยอมให้จับมือนิดๆ มันก็พอไหวนะ”
จีรัณฟังแล้วก็อดยิ้มไม่ได้
“แล้วอีกอย่าง ฉันไม่ได้จะดราม่า แต่คุณก็รู้ แสดงตัวตนของตัวเองมากเกินไปสมัยนี้ก็ลำบาก แอ๊บบ้าง แกล้งโง่บ้างฉันว่าดีกว่า อย่างน้อยก็เอาตัวรอดมาได้แบบไม่ต้องไปมีปัญหากับใคร ถ้าจะเป็นคนใสซื่อ เรียบร้อยเหมือนนางเอกในละครฉันว่าไม่รอด ฉันไม่มีคนคอยปกป้อง คอยให้ความช่วยเหลืออย่างนั้น ชีวิตจริงมันต้องปากกัดตีนถีบ เอาแค่พอเหมาะพอดีแบบไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับใครก็พอแล้ว”
“แสดงว่าตอนนั้นที่ผมจีบคุณรู้?”
ครูสาวที่ไม่รู้ตัวว่าถูกหลอกถามบึนปาก
“ไม่รู้ก็ควายดีๆ แล้วค่ะ แต่ทำไงได้ ถ้าฉันสมยอมเป็นไก่ มีหวังถูกไล่ออกตั้งแต่วันแรก” พอได้พูดอิษยาก็เบรกแตก “อีกอย่างนะ ฉันไม่อยากเป็นของเล่นของคุณหรอก ถึงการเป็นกิ๊กกับคุณอาจจะทำให้ฉันสบายขึ้นก็เถอะ จริงๆ ตอนนั้นฉันก็สนนะ แบบควงคุณสักพัก ได้กินหรู นั่งรถโก้ อ้อนๆ คุณหน่อยซื้อพวกแบรนด์เนมไว้พอเหมาะพอควรแล้วเลิก จากนั้นก็เอาของแบรนด์เนมพวกนั้นไปเลหลังขาย ฉันก็ยังได้เงินก้อนไว้ตอนฉุกเฉิน”
“คุณนี่ตรงดีนะ”
นั่นแหละอิษยาถึงได้คิด เธอยกมือขึ้นปิดปากทั้งสองข้าง เหมือนกลัวหลุดพูดอะไรออกมาอีก
“โอเค ผมเข้าใจแล้ว พูดมาขนาดนี้นี่คุณยังจะกลัวว่าจะหลุดพูดอะไรออกมาอีกหรือไง”
อิษยายิ้มแหย “ไม่โกรธนะคะ”
