บทที่ 3 1/2
อันที่จริงวันนี้ก็ไม่ใช่วันทำงาน เพราะรัฐบาลก็ประกาศให้หยุดยาวหกวันรวดอยู่แล้ว แต่บริษัทเขาก็ยังเปิดทำการอยู่อีก งานที่เข้ามาเลยกลายเป็นเรื่องส่วนตัวล้วนๆ ไม่มีงานจริงๆ เลยสักเรื่อง!
“ตอบมาเดี๋ยวนี้เลยนะพี่บี๋ พี่รู้อยู่แล้วใช่ไหม!” ฟังแล้วจีรัณก็ถอนหายใจ ตายังคงมองจับที่น้องสาวคนเดียวอย่างหน่ายๆ ระหว่างนั้นก็อดสงสัยไม่ได้ แล้วปากก็ดันไวอย่างใจคิด
“ผู้หญิงเป็นอะไรกับสีแดงนะบุ้ง ทำไมชอบใส่สีแดงกันจัง”
คนถูกถามหยุดนิ่งเหมือนนึกไม่ถึงกับคำถามที่ได้รับกลับมา แต่ตาแทบถลนออกมานอกเบ้า
“โอเคจ้ะ ขอโทษทีเรื่องไอ้ธารพี่ไม่รู้นะ ไม่รู้ด้วยจริงๆ ให้ดิ้นตายเลยเอ้า” พี่ชายแอบไขว้นิ้วที่ใต้โต๊ะทำงาน ยิ้มใสซื่อส่งให้จรรย์ธร ผู้หญิงที่นอกเหนือจากแม่คนเดียวที่เขาไม่กล้าหือด้วย นี่แหละน่าการเป็นลูกคนโตพอมีน้องเข้า พ่อแม่เป็นต้องบอกเป็นพี่ให้รักน้อง อะไรยอมได้ก็ยอมๆ น้องนะลูก!
แต่การทำไก๋... เหมือนจะไม่ได้ผล เพราะตอนนี้น้องสาวเขาเหมือนลมออกหู
ห้องทำงานท่านประธานเช้านี้แทบไม่ว่างจาก ‘แขก’ หลังเคลียร์เรื่องน้องนิ้ง เจ้าแม่กาลีประจำบ้านก็จูงมือลูกสาววัยห้าขวบก้าวฉับๆ เข้ามา ชินพัทธ์คงเดาสถานการณ์ได้ถึงรีบจูงมือเลอมานหลานสาวคนเดียวของเขาออกไปนอกห้อง ได้ยินแว่วๆ คุยกันหนุงหนิงตามประสาลุงหลานว่าจะพาไปอัพเลเวลเกมแต่งตัว
และแน่นอนว่าการโวยวายของจรรย์ธรไม่มีใครได้ยิน เพราะห้องทำงานชั้นบนสุดของผู้บริหารสงบเงียบ ทั้งชั้นเป็นของครอบครัวพลลภัตม์ ก็ถึงแม้หุ้นบริษัทจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่หุ้นห้าสิบเอ็ดเปอร์เซ็นเป็นของครอบครัวเขาที่ช้อนซื้อไว้เอง บิดาเขาปล่อยมือให้เขาดูแลบริษัทหลักของครอบครัว ส่วนโรงแรมยังนั่งเป็นผู้บริหารและมีจรรย์ธรเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดควบตำแหน่งรองประธาน
“จริงๆ ธารมันไม่ได้บอกว่าจะกลับวันนี้”
...แต่บอกว่าจะกลับวันศุกร์นี้ ซึ่งไม่ได้ระบุว่าศุกร์ไหน
ตอบหน้าซื่อตาใส แต่มันไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นเลย น้องสาวเขาหลังฟังแล้วก็มุมปากกระตุกและจากที่ยืนเท้าสะเอวข้างโต๊ะทำงานพี่ชาย ตอนนี้เปลี่ยนเป็นเท้ามือกับพื้นโต๊ะ มืออีกข้างเท้ากับพนักเก้าอี้โน้มตัวมามองเขาตาดุ ขนาดว่าชายหนุ่มเอนหลบแล้ว เอนหลบอีกก็ยังไม่พ้น มาเฟียในคราบสาวงาม
แต่งตัวอย่างสวยแต่ท่าทางอย่างกับนักเลงหัวไม้!
“จะพูดอะไร ไหนมีอะไรจะแก้ตัวก็พูดมา!”
ดู๊! นี่ใครประทับองค์ น้องสาวเขาถึงได้พูดจากระโชกโฮกฮาก แล้วก็นะผู้หญิงหุ่นนาฬิกาทรายใส่ชุดรัดรูป หน้าแน่น แอ็คเซสซอรี่จัดเต็ม แต่ดันทำท่าคุกคามแบบนี้มันน่าดูที่ไหน
“แล้ว-อย่า-มา-ตอนะ! อย่างพี่บี๋น่ะเหรอจะไม่รู้เรื่อง เข้าบาร์โป๊ที่ไหนยังรู้เลยแล้วนับประสาอะไรกับที่เขาจะกลับไทย!!” ยังคิดหาข้ออ้างดีๆ มาแก้ น้องสาวตัวดีก็คว้ามือเขาที่ไขว้นิ้วใต้โต๊ะขึ้นมา “แล้วนี่อะไร โกหกชัดๆ! พี่บี๋”
“จ้า”
“อย่ามาจ้านะ!”
จีรัณกลอกตามือสองข้างวางลงบนบ่าน้องสาวและค่อยๆ ดันร่างบางที่กำลังคุกคามออก จนเขากลับมานั่งตัวตรงได้อีกครั้ง
“โอเค้ เข้าใจตามนั้นเลย แต่เดี๋ยวนะ นี่อย่าบอกนะว่าบุ้งออกโขนแบบนี้ให้ลูกหมูเห็น โถ... หลานลุง” ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจท่าทางหนักอกหนักใจและจรรย์ธรก็ชะงัก ริมฝีปากอิ่มสีแดงสดเม้มแน่น ดวงตาครุ่นคิดอย่างเห็นได้ชัด จีรัณซ่อนยิ้มกระแอมและลุกขึ้นยืนก่อนขยับเสื้อสูทให้เข้าที่ ก้าวเลี่ยงออกไปยืนข้างๆ น้องสาว “จะเก็บเอาไปฝันหรือเปล่าเนี่ย คุณแม่ลูกหมูคนสวยคนดี อาละวาดเรื่องพ่อ หัวเหอฟูหน้าตาดูไม่ด้าย-ย-ย-ย”
คนห่วงภาพลักษณ์คุณแม่ใจดีสุดวิเศษของตัวเองหน้าซีด
“เฮ้อ! ลูกหมูเอ๊ย น่าสงสารๆ” พูดแล้วก็เดินลอยชายออกไปจากห้อง กว่าจรรย์ธรจะรู้ตัวก็ตอนพี่ชายเปิดประตูห้องออกไป หญิงสาวหมุนตัวฉับกลับไปมอง ตาเบิกโตเสียงแหลมปรี๊ด
“อิผีบี๋กลับมาเดี๋ยวนี้นะ! ที่พูดกันยังไม่จบไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่องเลย!!”
ประตูห้องปิดดังปังและจีรัณก็ออกสตาร์ตทันควัน ที่นั่นหน้าลิฟต์เลอมานยืนรอก่อนแล้วกับชินพัทธ์ พอเขาไปถึงก้าวเข้าไปประตูลิฟต์ก็กดปิดได้ยินแต่เสียงแว่วๆ ของจรรย์ธรตามหลังมา พี่ชายคุณแม่คนสวยยกมือขึ้นปาดเหงื่อ ก่อนพรูลมหายใจออกจากปาก และท่าทางทุกอย่างนั้นก็อยู่ในสายตาหลานสาวผู้น่ารัก
“ลุงบี๋หนีอะไรมาคะเนี่ย ดูรี้บรีบ แล้วนั่นเสียงคุณแม่ใช่ไหมคะ มีอะไรกัน”
“อ้อ”
ลุงบี๋ก้มลงเท้ามือกับเข่าเพื่อพูดกับหลานสาวสุดที่รัก
“ลุงบี๋รีบเพราะกลัวพาลูกหมูไปหาคุณปู่คุณย่าไม่ทันกับที่นัดไว้น่ะค่ะ แล้วก็เสียงนั่นเป็นของคุณแม่ลูกหมูจ้ะ พอดีคุณแม่ขอบใจลุงบี๋เรื่องคุณพ่อค่ะลูกหมู”
ลูกหมูยิ้มใส “คุณแม่ดีใจที่คุณพ่อกลับมามากใช่ไหมคะ เนี่ยเมื่อเช้านะคะลุงบี๋ คุณแม่เหมือนจะร้องไห้เลยค่ะตอนเห็นหน้าคุณพ่อ”
ชินพัทธ์ฟังแล้วกลั้นขำจนต้องเบือนหน้าหนี
“ใช่ค่ะดีใจมาก” ลุงบี๋ยังยิ้มหน้าซื่อ “เนี่ยจะกระโดดกอดขอบคุณลุงบี๋ แต่ลุงบี๋บอกว่านัดลูกหมูไว้แล้วเดี๋ยวจะสาย แล้วอีกอย่างการเป็นคนไม่ตรงต่อเวลานี่ถือว่าใช้ไม่ได้ แล้วลุงบี๋ก็ออกมาเลยค่ะ เนี่ยคุณแม่ยังจะตามมาขอบคุณลุงบี๋อีก”
“คุณแม่ลูกหมูสวยค่ะ น่ารัก นิสัยดี”
“จ้ะลูก” ลุงบี๋ยิ้มเหมือนจะร้องไห้... ไอ้ที่หลานพูดมานั่นตรงกันข้ามหมดเลย “คุณแม่ลูกหมูน่าร้าก-ก-ก”
