บทที่ 2 ราชสีห์สวมรอย
“ปอมีเรื่องจะบอกค่ะ” เขาไม่ได้ตอบ ความเงียบทำให้เธอกำแขนเสื้อแน่นขึ้น “อย่าเพิ่งพูดนะคะ ขอปอพูดให้จบก่อน ไม่อย่างนั้นปอจะไม่กล้า”
เสียงสนทนาจากโต๊ะด้านหลังเบาลงทีละน้อย ใบปอไม่ได้สังเกต เธอสนใจเพียงประโยคที่กำลังพยายามเรียบเรียงอยู่ในหัว
“ปอชอบมาตั้งนานแล้วค่ะ” ผู้ชายตรงหน้าขยับตัวนิดหนึ่ง “ไม่ได้ชอบแบบพี่น้องนะคะ ปอไม่อยากเป็นน้องแล้ว ปอโตแล้ว ทำงานแล้ว ดูแลตัวเองได้ด้วย”
เธอสูดลมหายใจ แล้วเงยหน้าขึ้นพร้อมความกล้าทั้งหมดที่เหลืออยู่
“ลองคบกับปอได้ไหมคะ”
แสงไฟด้านหลังเขาสว่างจนเธอต้องหรี่ตา เห็นเพียงรูปหน้าคมกับริมฝีปากที่ยังไม่ทันขยับตอบ ความกลัวว่าจะได้ยินคำปฏิเสธแล่นขึ้นมาในอก ความมึนเมาสั่งการให้ใบปอทำสิ่งที่ไม่เคยซ้อมไว้ในกระดาษ
เธอเขย่งปลายเท้า รั้งคอเสื้อเขาเข้าหา แล้วประทับริมฝีปากลงบนปากของชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว
เสียงสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ดังขึ้นจากคนรอบข้าง ร่างสูงชะงักงันไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่สัญชาตญาณดิบเถื่อนของผู้ล่าจะถูกปลุกให้ตื่นขึ้น
จากจูบที่เงอะงะของคนเมา กลายเป็นการถูกคุกคามอย่างสมบูรณ์แบบ ฝ่ามือหนาที่หยาบกระด้างสอดเข้าประคองท้ายทอย บังคับปรับองศาใบหน้าของเธอให้แหงนรับสัมผัสที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ท่อนแขนแกร่งราวกับคีมเหล็กตวัดรัดเอวคอด รั้งเรือนร่างนุ่มนิ่มเข้ามากระแทกแผงอกกว้างจนไร้ช่องว่างให้อากาศลอดผ่าน
ริมฝีปากร้อนผ่าวบดคลึงอย่างเอาแต่ใจ ดุดัน และเรียกร้องสิทธิ์อย่างร้ายกาจ กลิ่นน้ำหอมบุรุษเพศผสมผสานกลิ่นวิสกี้และยาสูบจางๆ ลอยมาแตะจมูก มันเป็นกลิ่นที่อันตราย เย้ายวน และลุ่มหลง แตกต่างจากกลิ่นหอมสะอาดสะอ้านที่สิบหมื่นชอบใช้อย่างสิ้นเชิง ลิ้นร้อนชื้นสอดแทรกเข้ามาในโพรงปาก กวาดต้อนตักตวงความหวานอย่างจาบจ้วงไร้ความปรานี รสจูบที่เปี่ยมไปด้วยไฟปรารถนาแผดเผาจนเรี่ยวแรงของใบปอเหือดหาย ร่างบางสั่นสะท้าน เข่าสองข้างอ่อนยวบจนแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น หากไม่ได้ท่อนแขนทรงพลังนั้นรัดรึงพยุงเอาไว้
เพล้ง!
เสียงของแข็งหล่นกระแทกพื้นกระเบื้องแตกกระจายดังสนั่น เรียกสติของใบปอให้หลุดจากห้วงอารมณ์วาบหวาม หญิงสาวสะดุ้งสุดตัว พยายามขืนตัวออกจากการเกาะกุม ริมฝีปากหยักลึกยอมผละออกอย่างอ้อยอิ่ง คล้ายจงใจอ้อยอิงเสียดายความหอมหวาน แต่ท่อนแขนแกร่งกลับยังคงโอบรัดเอวเธอไว้แน่นหนาไม่ยอมปล่อย
ใบปอหอบหายใจสะท้าน เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อยๆ ลืมขึ้น และเมื่อนัยน์ตากลมโตสบเข้ากับดวงตาคมกริบดุดันใต้คิ้วเข้มที่กำลังทอดมองมา รอยยิ้มหวานที่เตรียมจะส่งให้คนรักก็พลันแข็งค้าง
แนวกรามคมกริบ สันจมูกโด่ง นัยน์ตาสีรัตติกาลคู่นั้นไม่มีแววตาของความอบอุ่นเลยแม้แต่น้อย มันพราวระยับไปด้วยประกายของความพึงพอใจและอำนาจควบคุม ผู้ชายตรงหน้าไม่ใช่รุ่นพี่ข้างบ้านที่เธอแอบหลงรัก แต่เป็นผู้ชายแปลกหน้าที่แผ่รังสีอันตรายและคุกคามออกมาอย่างโจ่งแจ้ง
“ปอ”
เสียงคุ้นเคยที่สั่นพร่าดังขึ้นจากด้านข้าง ใบปอหันขวับไปมองตามเสียง สิบหมื่นตัวจริงกำลังยืนเบิกตากว้าง ใบหน้าหล่อเหลาซีดเผือด ที่แทบเท้าของเขามีเศษซากของจานกระเบื้องหล่นกระจายเกลื่อนพื้น สิบหมื่นในชุดเสื้อเชิ้ตสีอ่อนตัวใหม่เพิ่งเดินถือจานผลไม้เข้ามา และทันได้เห็นฉากสารภาพรักพร้อมจูบดูดดื่มระหว่างน้องสาวคนสนิทกับผู้ชายอีกคนเต็มสองตา
โลกทั้งใบของใบปอถล่มทลายลงมาตรงหน้า อาการปวดหนึบแล่นริ้วขึ้นขมับ ร่างกายเย็นเฉียบราวกับถูกจับแช่น้ำแข็ง หญิงสาวเพิ่งรู้ได้ในวินาทีนั้นเอง ว่าเป้าหมายที่เธอพุ่งชน ไม่ใช่ลูกแกะที่แสนดี แต่เป็นราชสีห์ที่พร้อมจะขย้ำเธอให้จมเขี้ยว
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมลานปาร์ตี้บาร์บีคิวราวกับถูกสาป
“พี่หมื่น” ใบปอครางเรียกชื่อเขา ขาที่สั่นเทาพยายามจะก้าวเข้าไปหา แต่มือหนาของคนแปลกหน้ากลับเลื่อนมาบีบกระชับเอวเธอแน่นขึ้นจนขยับหนีไม่ได้ แรงรัดนั้นหนักหน่วงและแฝงคำเตือนชัดเจน
พรพิมลลุกจากเก้าอี้ด้วยความตกตะลึง รีบวิ่งถลาเข้ามาหาลูกสาว “ปอ หนูทำอะไรลงไปลูก!”
ใบปอได้ยิน แต่ยังตอบไม่ได้ เธอกำลังพยายามเรียงเหตุการณ์ในหัวใหม่ หญิงสาวยกมือสั่นเทาขึ้นแตะริมฝีปากตัวเอง ผู้ชายตรงหน้ามองตามการกระทำนั้น ก่อนที่เขาจะยกนิ้วหัวแม่มือขึ้น เช็ดคราบลิปสติกสีระเรื่อตรงมุมปากของเขาออกช้าๆ ท่าทางนั้นคุกคามและเย้ยหยันจนใบปออยากให้พื้นสนามแยกออกแล้วสูบเธอลงไป
“นี่น้าศิ น้าชายพี่เอง” สิบหมื่นเดินเข้ามาใกล้ น้ำเสียงต่างจากตอนคุยกันหน้าเตาย่าง มันเจือความสับสนและระแวดระวังอย่างหนัก
ใบปอเงยหน้ามองผู้ชายที่ตัวเองเพิ่งจูบ น้าชาย น้าชายของพี่หมื่น เธอเคยได้ยินชื่อศิลากรจากคุณศศิธรอยู่หลายครั้ง รู้ว่าเขาทำธุรกิจสีเทาและเป็นคนที่ดุร้ายที่สุดในตระกูลสว่างวัฒน์ เธอเริ่มทำความรู้จักเขาไปแล้ว ด้วยการขอเป็นแฟนและดึงเขามาจูบต่อหน้าครอบครัวของเขาเอง
“ศิ น้องคงเมาแล้วจำคนผิด อย่าถือสาเลยนะ” คุณศศิธรพยายามกู้สถานการณ์พร้อมหัวเราะแห้งๆ
ใบปอรีบพยักหน้า ใช่ค่ะ จำผิด ผิดไปทั้งคนเลยค่ะ เธอจะเอ่ยคำขอโทษ แต่ศิลากรกลับปรายตามองพี่สาว ก่อนจะเลื่อนสายตาคมกริบมาหยุดที่ใบหน้าแดงก่ำของหญิงสาวในอ้อมแขน
“คงไม่ได้หรอกครับพี่” เขาเอ่ยเสียงเรียบแต่กังวานหนักแน่น “เล่นสารภาพรักเสียงดังฟังชัด แถมยังจูบมัดจำผมซะเร่าร้อนต่อหน้าคนทั้งงานขนาดนี้ จะให้ผมปล่อยผ่านไปง่ายๆ ได้ยังไง”
ประโยคนั้นทำเอาใบปอเบิกตากว้าง ผู้ชายคนนี้กำลังพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เขาไม่ได้มีท่าทีโกรธเคืองที่ถูกล่วงเกิน แต่กำลังฉวยโอกาสเอาสถานการณ์นี้มาเล่นสนุก
หญิงสาวในชุดสีครีมซึ่งนั่งข้างคุณศศิธรลุกขึ้น รอยยิ้มสุภาพยังอยู่บนใบหน้า แต่สายตามองมือของศิลากรที่เกาะกุมเอวใบปอไม่วางตา
“ให้น้องไปพักก่อนดีไหมคะ คุณพรพิมลจะได้ดูแล ส่วนคุณศิลากรกลับมาคุยเรื่องนัดทานข้าวกับคุณศศิธรต่อก็ได้ค่ะ”
“เรื่องนัดทานข้าว?” ศิลากรหันไปถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“ที่พี่บอกไงศิ ว่าคุณพ่ออยากให้เราสองคนลองไปกินข้าวกัน จะได้รู้จักกันมากขึ้น” คุณศศิธรรีบอธิบาย
