บทที่ 1 ตอนที่ 1 คืนที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป
ตอนที่ 1 คืนที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป
เสียงฝนตกกระทบกระจกบานใหญ่ของสตูดิโอเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ทว่าในความเงียบของค่ำคืน ณาริณ กลับรู้สึกว่าทุกหยาดฝนกำลังนับถอยหลังให้กับบางสิ่งที่เธอไม่อาจหลีกหนี
หญิงสาววัยยี่สิบสี่ปีนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวเล็กที่เต็มไปด้วยแบบร่างเครื่องประดับ ดินสอสี และกล่องอัญมณีหลายใบ แสงจากโคมไฟสีอุ่นส่องลงบนกระดาษตรงหน้า แต่สายตาของเธอไม่ได้จดจ่ออยู่กับแบบสร้อยคอที่กำลังออกแบบ
โทรศัพท์มือถือบนโต๊ะยังคงเงียบสนิท
ณาริณกดโทรออกเป็นครั้งที่สิบสอง เสียงสัญญาณดังอยู่ครู่หนึ่งก่อนถูกตัดเข้าสู่ระบบฝากข้อความอัตโนมัติ เธอกำโทรศัพท์แน่นจนปลายนิ้วซีด ขณะมองชื่อของผู้เป็นแม่ที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ
แม่หายไปสามวันแล้ว...
ไม่ใช่การหายไปแบบออกไปซื้อของหรือเดินทางไปเยี่ยมญาติ แม่ไม่เคยออกจากบ้านโดยไม่บอกกล่าว และไม่เคยปิดโทรศัพท์นานเกินสองสามชั่วโมง ที่สำคัญคือเสื้อผ้าส่วนใหญ่ของแม่ยังอยู่ในตู้ กระเป๋าเดินทางก็ยังวางอยู่ที่เดิม มีเพียงกล่องไม้ใบเล็กกับเอกสารบางอย่างที่หายไปจากห้องนอน
ณาริณพยายามบอกตัวเองว่าแม่คงมีเหตุผลบางอย่าง แต่ลางสังหรณ์ในใจกลับบอกว่าเรื่องนี้ไม่ปกติ
เธอลุกจากเก้าอี้ เดินออกจากโต๊ะทำงานไปยังชั้นวางของด้านหลังสตูดิโอ กล่องไม้สีน้ำตาลเข้มที่แม่เคยเก็บไว้อย่างดีถูกเปิดทิ้งไว้ ฝุ่นบางๆ บนชั้นวางถูกปัดออกเป็นรอยมือ เหมือนมีใครค้นหาบางสิ่งอย่างเร่งรีบ
ณาริณหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมา มันเป็นใบแจ้งหนี้ที่มีตราประทับสีแดงอยู่ด้านบน
เธออ่านตัวเลขซ้ำสองรอบ ก่อนจะรู้สึกเหมือนอากาศในห้องหายไป
ยอดหนี้ทั้งหมดเกือบสิบแปดล้านบาท
ชื่อผู้กู้คือบริษัทของ รชานนท์ ศิราวัฒน์ ชื่อของบิดา ที่ณาริณเชื่อว่าเสียชีวิตไปตั้งแต่เธอยังเด็ก
“เป็นไปไม่ได้...” เธอพึมพำเสียงแผ่วเบา
ณาริณรู้ว่าครอบครัวเคยมีปัญหาทางการเงินหลังจากบิดาเสียชีวิต แต่แม่ไม่เคยบอกว่ามีหนี้จำนวนมาก เธอเติบโตมากับความเชื่อว่าบิดาประสบอุบัติเหตุและจากไปโดยทิ้งทรัพย์สินไว้เพียงเล็กน้อย ไม่มีบริษัท ไม่มีธุรกิจ และไม่มีเรื่องเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลใด ๆ
แล้วทำไมชื่อของเขาจึงปรากฏอยู่บนใบแจ้งหนี้ฉบับนี้
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง ณาริณสะดุ้งตัวเล็กน้อย เธอรีบเก็บใบแจ้งหนี้ไว้ใต้สมุดวาดแบบแล้วหันไปมองประตูหน้าสตูดิโอ ข้างนอกมีเพียงถนนเปียกฝนและแสงไฟสีส้มจากเสาไฟ ไม่มีเหตุผลที่ใครจะมาหาเธอในเวลานี้ โดยเฉพาะหลังจากเธอติดป้ายปิดร้านตั้งแต่หนึ่งทุ่ม
เสียงเคาะดังขึ้นอีกครั้ง หนักแน่นกว่าเดิม
“ใครคะ”
ไม่มีคำตอบ
ณาริณหยิบกรรไกรตัดลวดจากโต๊ะทำงานติดมือไปด้วย เธอเดินเข้าใกล้ประตูอย่างระมัดระวังและมองผ่านช่องกระจกด้านข้าง
รถยนต์สีดำสามคันจอดเรียงอยู่หน้าสตูดิโอ รถคันกลางมีชายในชุดสูทยืนอยู่ข้างประตู ส่วนคนอีกสองคนยืนแยกกันอยู่ใต้ชายคา ทุกคนมีท่าทางนิ่งสงบเกินกว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ทวงหนี้ทั่วไป
หัวใจของณาริณเต้นแรงขึ้น
เธอถอยหลังหนึ่งก้าว และเตรียมโทรหาดาว เพื่อนสนิทที่อาศัยอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ ทันใดนั้นไฟหน้ารถคันกลางก็สาดเข้ามาเต็มกระจก ทำให้เธอมองไม่เห็นใบหน้าของคนที่ยืนอยู่หน้าประตู
“คุณณาริณ ศิราวัฒน์ใช่ไหมครับ” เสียงทุ้มดังลอดเข้ามา “ผมขอคุยด้วยสักครู่ เรื่องของคุณมาริสา”
ทันทีที่ได้ยินชื่อมารดา เธอรีบเปิดประตูแง้มไว้เพียงเล็กน้อยและยังถือกรรไกรอยู่ในมือ
“แม่อยู่ที่ไหน”
ชายคนนั้นมองกรรไกรในมือเธออย่างไม่สะทกสะท้าน
“ผมไม่มีคำตอบครับ แต่เจ้านายของผมมี”
“เจ้านายคุณเป็นใคร”
“คุณธารัน วราทร”
ชื่อที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อนกลับทำให้ชายคนนั้นอีกสองคนขยับตัวอย่างพร้อมเพรียง ราวกับมีชื่อเดียวก็เพียงพอจะทำให้บรรยากาศรอบข้างหนักขึ้น
ณาริณกำลังจะปิดประตู แต่ชายตรงหน้ากลับยกมือขึ้นยันไว้ เขาไม่ได้ออกแรงมาก ทว่าเธอไม่สามารถขยับประตูได้แม้แต่น้อย
“ถอยไปนะคะ ไม่อย่างนั้นฉันจะแจ้งตำรวจ”
“คุณจะแจ้งได้ครับ แต่ก่อนที่ตำรวจจะมาถึง คนของเจ้าหนี้รายอื่นอาจมาถึงก่อน”
เขาหยิบแฟ้มสีดำออกมาจากเสื้อสูทและสอดเข้ามาทางช่องประตู ณาริณไม่รับ แต่สายตากลับเห็นภาพถ่ายหลายใบที่หล่นออกมา ภาพแรกเป็นภาพของแม่ที่กำลังเดินออกจากอาคารแห่งหนึ่ง ภาพที่สองเป็นภาพชายวัยกลางคนซึ่งเธอจำได้ทันทีว่าเป็นบิดาของตัวเอง
แม้ภาพนั้นจะเก่าและมีรอยพับตรงกลาง แต่ใบหน้าของรชานนท์ยังชัดเจน
“นี่เป็นภาพตัดต่อ”
“คุณคิดอย่างนั้นก็ได้ครับ”
“พ่อฉันตายแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นคุณคงอยากรู้ว่าทำไมเขาถึงปรากฏตัวในเอกสารหนี้ของแม่คุณ และทำไมแม่ของคุณถึงหายตัวไปพร้อมกับเอกสารชุดนี้”
คำพูดนั้นแทงเข้าไปในความคิดของเธอ ณาริณเหลือบมองไปทางห้องด้านหลังอย่างไม่รู้ตัว ใบแจ้งหนี้ยังซ่อนอยู่ใต้สมุดวาดแบบ และตอนนี้เธอไม่แน่ใจแล้วว่าคนเหล่านี้รู้เรื่องมากแค่ไหน
“ฉันจะไปพบเจ้านายคุณเอง” เธอบอก “แต่ไม่ใช่คืนนี้”
“คืนนี้ครับ”
“ฉันบอกว่าไม่ใช่คืนนี้”
ชายคนนั้นถอนหายใจเบาๆ ราวกับคาดไว้อยู่แล้วว่าเธอจะตอบเช่นนี้
“คุณณาริณ คุณไม่มีเวลามากนัก ก่อนมาที่นี่ ผมได้รับรายงานว่ามีคนอีกกลุ่มกำลังมุ่งหน้ามาสตูดิโอของคุณ พวกเขาไม่ได้ต้องการพูดคุยเหมือนผม”
ณาริณยังไม่ทันได้ถามว่าเขาหมายความว่าอย่างไร เสียงรถจักรยานยนต์ก็ดังขึ้นจากปลายถนน ตามด้วยเสียงยางเสียดสีกับพื้นเปียก
ชายในชุดสูทหันไปมองทางถนนทันที สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้น
“มากับผมเดี๋ยวนี้!”
“ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้นจนกว่าจะรู้ว่าแม่อยู่ที่ไหน”
“ถ้าคุณอยากได้คำตอบ คุณต้องมีชีวิตอยู่จนถึงพรุ่งนี้ก่อน”
เพล้ง!!!
เสียงกระจกด้านหน้าสตูดิโอแตกกระจาย ณาริณกรีดร้องและก้มตัวลงโดยสัญชาตญาณ เศษกระจกปลิวกระทบพื้น ขวดน้ำหอมตัวอย่างบนชั้นวางล้มแตก กลิ่นไม้เข้มกับกลิ่นดอกไม้กระจายปะปนกันในอากาศทันที
ชายตรงหน้าผลักประตูเข้ามาและดึงเธอหลบหลังเคาน์เตอร์ ชายอีกสองคนชักอาวุธออกจากด้านในเสื้อ เสียงปืนดังขึ้นสองนัดติดกัน รถจักรยานยนต์หน้าสตูดิโอเร่งเครื่องหนีไปพร้อมเสียงคนตะโกน
ณาริณตัวสั่น เธอไม่เคยเห็นปืนในระยะใกล้ ไม่เคยคิดว่าชีวิตของตัวเองจะเปลี่ยนจากการนั่งออกแบบเครื่องประดับไปเป็นการหลบกระสุนภายในเวลาไม่กี่วินาที
“พวกเขาเป็นใคร” เธอถามเสียงสั่น
“คนที่กำลังตามหาสิ่งเดียวกับที่คุณถืออยู่”
“ฉันไม่มีอะไร”
ชายคนนั้นมองไปที่ลำคอของเธอ ณาริณก้มมองตามสายตา จี้สร้อยสีเงินเก่าที่แม่มอบให้ตั้งแต่เธออายุสิบขวบกำลังสะท้อนแสงไฟอยู่บนผิว เธอไม่เคยถอดมันออก เพราะมันเป็นสิ่งของเพียงชิ้นเดียวที่แม่บอกว่าต้องเก็บรักษาไว้ให้ดี
“นี่น่ะเหรอ”
“ใช่ครับ”
“มันเป็นแค่จี้ธรรมดา”
“ถ้าเป็นแค่จี้ธรรมดา คุณแม่ของคุณคงไม่หายตัวไปพร้อมกับรหัสเปิดมัน”
ณาริณแตะจี้สร้อยอย่างไม่รู้ตัว เธอรู้สึกถึงขอบโลหะเย็นๆ และรอยนูนเล็กมากที่ด้านหลัง ซึ่งเธอไม่เคยสังเกตมาก่อน
ชายคนนั้นยื่นมือมา
“ไปกันเถอะครับ”
“ถ้าฉันไปกับคุณ ฉันจะได้พบเจ้านายของคุณใช่ไหม”
“แน่นอนครับ”
“แล้วเขาจะบอกว่าแม่อยู่ที่ไหน”
“เจ้านายผมจะบอกทุกอย่างที่คุณควรรู้”
คำตอบที่ไม่ตรงคำถามทำให้ณาริณรู้ว่าเธอไม่มีทางเลือกมากนัก เธอหันกลับไปมองสตูดิโอที่เพิ่งถูกยิง กระดาษแบบร่างกระจัดกระจายอยู่บนพื้น รูปถ่ายของเธอกับแม่บนชั้นวางเอียงจนเกือบตก
เธอคว้ากระเป๋าใส่โทรศัพท์ กระเป๋าสตางค์ และสมุดวาดแบบ ก่อนที่จะหยิบกรรไกรตัดลวดใส่กระเป๋าเสื้อคลุม
“ฉันจะไปกับคุณ แต่ถ้าคุณโกหกฉันแม้แต่เรื่องเดียว ฉันจะหาทางหนีทันที”
