บทที่ 11 ตอนที่ 11 แผนการในเงามืด

ตอนที่ 11 แผนการในเงามืด

#เช้าวันใหม่

บรรยากาศยามเช้าภายในคฤหาสน์วราทรเต็มไปด้วยความเงียบเหงาและตึงเครียดจนน่าอึดอัด แสงแดดอ่อน ๆ ที่ส่องผ่านบานหน้าต่างกระจกเข้ามายังห้องอาหารไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศที่เย็นชืดอุ่นขึ้นเลยแม้แต่น้อย

ณาริณนั่งอยู่ฝั่งหนึ่งของโต๊ะอาหารตัวยาว หญิงสาวสวมชุดสเวตเตอร์แขนยาวสีครีม ใบหน้าหวานดูซูบซีดเล็กน้อย ขอบตาบวมแดงจาง ๆ จากการผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักตลอดทั้งคืน มือเล็กถือช้อนค้างไว้อย่างนั้นโดยไม่ได้แตะต้องอาหารตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย

ที่หัวโต๊ะอีกฝั่งหนึ่ง... ร่างสูงใหญ่ของธารันนั่งอยู่ในชุดสูทสีเข้มเรียบหรู เขานั่งอ่านเอกสารรายงานในแท็บเล็ตพลางจิบกาแฟดำด้วยท่าทางสงบนิ่ง ทว่ารังสีความกดดันและเย็นชาที่แผ่ออกมาจากตัวเขากลับเข้มข้นยิ่งกว่าวันไหน ๆ

ไม่มีคำพูดใด ๆ หลุดออกจากปากของคนทั้งสองตลอดสิบนาทีที่ผ่านมา ความเหินห่างและสงครามเย็นที่มองไม่เห็นก่อตัวขึ้นเป็นกำแพงหนาขวางกั้นระหว่างพวกเขาทั้งคู่

“คุณณาริณค่ะ ทานข้าวต้มสักนิดนะค่ะ เดี๋ยวจะปวดท้องเอา” แม่บ้านประจำคฤหาสน์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงห่วงใยเมื่อเห็นว่าหญิงสาวไม่ยอมตักอาหารเข้าปากเลย

“ขอบคุณค่ะป้า แต่ฉันไม่ค่อยหิวเท่าไหร่” ณาริณเอ่ยตอบเสียงเรียบ ทว่าดวงตากลับเหม่อมองไปทางอื่น หลีกเลี่ยงการประสานสายตากลับร่างสูงที่หัวโต๊ะอย่างสิ้นเชิง

ธารันวางแก้วกาแฟลงบนจานรองเสียงดัง เขามองตรงมายังหญิงสาวที่ทำเหมือนเขาไม่มีตัวตนอยู่ในห้อง สายตาคมฉายรังสีความหงุดหงิดที่กักเก็บไว้ลึก ๆ ออกมา

“ถ้าไม่กินข้าว ก็เอายาแก้ปวดไปกินซะ” ธารันเอ่ยเสียงเรียบต่ำ “ฉันไม่ต้องการให้เธอมาล้มป่วยในบ้านของฉัน”

ณาริณชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะแค่นยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก ยิ้มที่แฝงไปด้วยความประชดประชันและเย็นชา ซึ่งธารันไม่เคยเห็นจากเธอมาก่อน

“ขอบคุณในความหวังดีค่ะคุณธารัน แต่ไม่ต้องลำบากหรอกค่ะ คนเป็น ‘หมาก’ อย่างฉัน ต่อให้ป่วยหรือตายไป ตราบใดที่จี้สร้อยยังอยู่ คุณก็คงหาทางใช้ประโยชน์จากมันได้อยู่ดีจริงไหมคะ”

คำพูดจิกกัดที่บาดลึกตรงเข้ากลางใจ ทำให้มือหนาของธารันกำเข้าหากันแน่น สันกรามนูนขึ้นเป็นสันอย่างควบคุมอารมณ์ เขากระตุกยิ้มเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกเจ็บปวดในใจ

“รู้ตัวก็ดี” ธารันเอ่ยสวนกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชาไม่แพ้กัน “งั้นก็จำใส่หัวไว้ด้วยว่า หมากอย่างเธอไม่มีสิทธิ์มาสั่งหรือเรียกร้องอะไรจากฉัน หน้าที่ของเธอคือตั้งใจทำตามกฎ และอย่าคิดทำอะไรพิเรนทร์อีก”

พูดจบ ธารันก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง คว้าเสื้อสูทขึ้นมาติดกระดุมอย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้าวเดินออกจากห้องอาหารไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย

ณาริณมองตามแผ่นหลังกว้างที่เดินลับหายไป ลมหายใจยาวเหยียดถูกถอนออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย หยาดน้ำตาจาง ๆ ทำท่าจะคลอเบ้าอีกครั้ง แต่หญิงสาวก็รีบสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วบังคับตัวเองให้เข้มแข็ง

‘ฉันจะไม่ร้องไห้เพราะเขาอีกแล้ว’ เธอพึมพำในใจอย่างเด็ดเดี่ยว

ตลอดทั้งวัน ณาริณใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในห้องพักรับรองเพื่อดูแลดาว เพื่อนสนิทของเธอมีอาการดีขึ้นมากตามลำดับ สามารถลุกเดินและคุยเล่นได้เกือบเป็นปกติ ดาวมองเห็นความผิดปกติและความตึงเครียดระหว่างณาริณกับธารันได้อย่างชัดเจน แม้ณาริณจะพยายามโกหกและกลบเกลื่อนว่าไม่มีอะไร แต่ดาวก็รู้ดีว่าเพื่อนกำลังแบกรับความเจ็บปวดเอาไว้เพียงลำพัง

เมื่อดาวหลับสนิทในช่วงบ่าย ณาริณก็เดินกลับเข้ามาในห้องนอนของตัวเอง หญิงสาวเดินไปล็อกประตูห้องอย่างแน่นหนา ดึงผ้าม่านปิดจนแสงแดดภายนอกส่องเข้ามาได้เพียงเล็กน้อย

เธอนั่งลงที่โต๊ะทำงาน หยิบจี้สร้อยทองคำขาวของแม่ขึ้นมาวางไว้ตรงหน้า

‘ถ้าเขาคิดว่าฉันเป็นแค่หมาก... ฉันจะเปิดกลไกนี้ให้ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งเขา!’

ณาริณพิจารณาโครงสร้างจี้สร้อยอย่างละเอียดถี่ถ้วนอีกครั้ง ภายใต้แสงไฟสลัว ๆ เธอใช้แว่นขยายขนาดเล็กที่หาได้จากห้องหนังสือของคฤหาสน์ส่องดูรอยต่อด้านหลังจี้อย่างตั้งใจ

รอยสลักเล็ก ๆ บนตัวจี้ไม่ได้เป็นเพียงลายเส้นตกแต่งธรรมดา ๆ อย่างที่เธอเคยเข้าใจ แต่มันคือ ตัวเลขโรมันและอักขระภาษาละตินขนาดจิ๋ว ที่ถูกสลักไว้อย่างแยบยล

ณาริณขมวดคิ้ว สมองเริ่มประมวลผลอย่างหนัก พ่อของเธอ นายรชานนท์ ศิราวัฒน์ เป็นคนหลงใหลในวรรณกรรมและกลไกโบราณ ท่านมักชอบเล่นเกมปริศนาคำทายกับเธอในตอนเด็กเสมอ

“เลข 7... อักษร V... แล้วก็ลายเส้นโค้งคล้ายคลื่นน้ำ” ณาริณพึมพำกับตัวเอง มือเรียวถือปากกากระดาษจดบันทึกตัวอักษรและตัวเลขทั้งหมดที่มองเห็นลงไป

ทันใดนั้น ภาพความทรงจำในอดีตก็ผุดขึ้นมาในหัว... วันเกิดวัยสิบสองขวบ พ่อเคยให้กล่องดนตรีไม้แก่เธอ ซึ่งต้องใช้รหัสผ่านเป็น 'วันเกิดของแม่' ผสมกับ 'บทกวีบทที่เจ็ด' ที่แม่ชอบฟัง

ณาริณดวงตาวาวโรจน์ขึ้นด้วยความหวัง! รหัสผ่านชั้นที่หนึ่งหรือกลไกการเปิดจี้นี้ อาจจะไม่ใช่รหัสผ่านธนาคารซับซ้อนอะไรเลย แต่มันคือ เงื่อนไขทางความทรงจำของครอบครัว ที่มีแค่คนในตระกูลวรเดชเท่านั้นที่รู้!

หญิงสาวเริ่มลงมือหมุนสลักด้านข้างจี้ทีละนิดตามจังหวะตัวเลขที่เธอคาดเดา

คลิก! คลิก!

ขณะเดียวกัน ที่ห้องควบคุมระบบรักษาความปลอดภัยชั้นใต้ดินของคฤหาสน์

ธารันยืนกอดอกจ้องมองหน้าจอจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่หลายสิบจอ ภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นความเคลื่อนไหวรอบคฤหาสน์และภายในตัวอาคารอย่างละเอียด กวินยืนอยู่ข้าง ๆ พร้อมกับโน้ตบุ๊กทำงานอัปเดตระบบข้อมูล

“พี่ธารัน สายข่าวของเราจากฝั่งยอนแสงรายงานว่า วรินทร์เริ่มเคลื่อนพลแล้วครับ” กวินรายงานเสียงเคร่งเครียด “พวกมันส่งมือปืนต่างชาติกลุ่มใหม่เข้ามาซุ่มรอบนอกเมือง ดูเหมือนว่าพวกมันกำลังรอสัญญาณบางอย่างจากสายในบ้านเรา”

ธารันขมวดคิ้ว แววตาคมกริบฉายแววฆาตกรออกมาอย่างไม่ซ่อนเร้น

“สายในบ้านขยับตัวหรือยัง”

“ยังครับ” กวินตอบ “แต่จากข้อมูลการใช้เครือข่ายสัญญาณโทรศัพท์ที่ผิดปกติเมื่อคืนวาน พบว่ามีสัญญาณปริศนาแอบเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ภายนอกจากบริเวณเรือนรับรองด้านหลัง”

“สืบหาตัวมันให้เจอ” ธารันสั่งเสียงต่ำเด็ดขาด “จับตาดูทุกคนในเรือนรับรองไว้ ไม่เว้นแม้แต่คนรับใช้เก่าแก่ ถ้ามันส่งข่าวออกไปอีกครั้ง ให้รวบตัวทันที”

“ครับพี่” กวินพยักหน้ารับ ก่อนจะเหลือบมองหน้าจอมอนิเตอร์ที่แสดงภาพหน้าห้องนอนของณาริณ “แล้ว... เรื่องคุณณาริณล่ะครับพี่ พี่จะไม่ไปคุยกับเธอจริง ๆ เหรอ? ตั้งแต่เช้าเธอเอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้อง ไม่ยอมกินอะไรเลยนะ”

ธารันนิ่งไปครู่หนึ่ง ดวงตาสีเข้มฉายแววสับสนและเจ็บปวดขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความตึงเครียดตามเดิม

“ไม่ต้อง” ธารันเอ่ยน้ำเสียงเรียบ “ให้เธออยู่คนเดียวไปนั่นแหละดีแล้ว ยิ่งเธอเกลียดกูมากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น คนอย่างวรินทร์ถ้ารู้ว่ากูไม่ได้สนใจหรือให้ความสำคัญกับเธอจริง ๆ มันอาจจะเลิกดึงเธอเข้ามาเป็นจุดอ่อนของกู”

กวินมองพี่ชายด้วยความถอนหายใจ

“พี่กำลังโกหกตัวเองอยู่นะ พี่ก็รู้ว่าพี่เป็นห่วงเธอจนนั่งไม่ติด”

ธารันไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขาทำเพียงหมุนตัวเดินออกจากห้องควบคุมไปเงียบ ๆ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป