บทที่ 5 ตอนที่ 5 ข้อตกลงแลกเปลี่ยน
ตอนที่ 5 ข้อตกลงแลกเปลี่ยน
ธารันก้าวเข้ามาหาเธอ ระยะห่างที่ลดสั้นลงบังคับให้ณาริณต้องเงยหน้าสบสายตาเขา กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ จางลงพร้อมกับแววตาคู่คมที่ฉายความกดดันเข้มข้น
“เธอคิดว่าฉันไม่กล้าล็อกเธอไว้ในห้องหรือไง”
“คุณก็ทำไปแล้วนี่”
“อย่าท้าทายฉัน ณาริณ”
“ฉันไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว!”
คำพูดนั้นสะกดให้ธารันชะงักไปชั่วครู่ ราวกับไม่คาดคิดว่าจะได้ยินถ้อยคำเด็ดขาดเช่นนี้จากปากเธอ
ณาริณจ้องประสานสายตาอย่างไม่คิดยอมแพ้
“ฉันสูญเสียทั้งแม่ เสียทั้งสตูดิโอ เสียชีวิตที่เคยสงบสุขไปจนหมด แล้วถ้าจะต้องเสียเพื่อนไปอีกคน... ฉันก็ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกต่อไป”
แววตาของธารันอ่อนแสงลงเพียงชั่วแวบหนึ่ง ก่อนที่เขาจะเบือนหน้าหนีอย่างรวดเร็ว
“กวินจะพาเธอไป”
ณาริณแปลกใจไม่น้อยที่ได้ยินคำอนุญาตอย่างง่ายดาย
“จริงเหรอ...”
“เธอต้องอยู่ในรถตลอดเวลา ห้ามก้าวลงมา ห้ามเข้าใกล้ที่เกิดเหตุ และห้ามทำอะไรนอกเหนือคำสั่งเด็ดขาด”
“แล้วคุณล่ะ”
“ฉันมีงานต้องจัดการ”
“คุณไม่ไปด้วยกัน?” ณาริณเลิกคิ้วสงสัย
“ฉันมีคนอื่นที่ต้องตามหา”
คำตอบนั้นทิ้งความรู้สึกผิดหวังประหลาดไว้กลางใจณาริณ เธอไม่เข้าใจตัวเองว่าเหตุใดจึงรู้สึกเช่นนั้น แต่ความตื่นตกใจกลับถูกแทนที่ด้วยความหวิว ก่อนที่จะทันหักห้ามใจ
ธารันหันไปทางประตู ก่อนที่จะเอ่ยพูดกับเธออีกครั้ง
“กวินรออยู่หน้าบ้านแล้ว”
ณาริณคว้ากระเป๋ามาถือไว้ แต่ก่อนที่จะก้าวออกจากห้อง เธอหันกลับไปมองจานอาหารบนโต๊ะอยู่ครู่หนึ่ง
“ฉันจะกลับมากิน... ตอนที่กลับมาถึง”
ธารันเหลือบมองเธอด้วยสายตาที่อ่านได้ยาก
“ถ้าเธอกลับมาได้”
“ฉันกลับมาแน่ ตราบใดที่คุณยังรักษาสัญญาว่าจะพาแม่ฉันกลับมาอย่างปลอดภัย”
ทันทีที่เอ่ยพูดจบ ณาริณก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไปทันที โดยไม่ทันสังเกตเห็นสายตาของธารันที่จ้องมองตามแผ่นหลังเธอจนลับสายตา
บริเวณหน้าคฤหาสน์ ชายหนุ่มร่างสูงยืนพิงรถยนต์สีเทาเข้มอยู่ เขาดูอายุน้อยกว่าธารันเล็กน้อย ใบหน้าคมคายติดรอยยิ้มอารมณ์ดี ทว่าดวงตากลับฉายแววตรงไปตรงมาเหมือนคนที่ไม่เคยเกรงกลัวที่จะพูดสิ่งที่คิด
“คุณณาริณใช่ไหมครับ”
“ค่ะ”
“ผมกวิน เป็นลูกพี่ลูกน้องของธารัน”
“คุณมารับหน้าที่คุ้มกันฉันเหรอคะ”
“สำหรับวันนี้ครับ แต่พรุ่งนี้อาจเป็นคนลากคุณกลับเข้ามา ถ้าคุณกล้าทำผิดกฎขึ้นมา”
“คนที่นี่ชอบพูดเรื่องกฎกันจังเลยนะคะ”
กวินหัวเราะในลำคอเล็กน้อย
“เพราะเขา... เกลียดความวุ่นวายเข้าไส้ไงครับ”
“แต่เขานั่นแหละที่เป็นคนดึงความวุ่นวายเข้ามาในชีวิตฉัน”
“เรื่องนั้นผมไม่เถียง”
คำตอบตรงไปตรงมาทำให้ณาริณต้องมองชายหนุ่มตรงหน้าใหม่อีกครั้ง กวินเปิดประตูรถให้ เธอจึงก้าวขึ้นไปนั่งอย่างเงียบๆ โดยไม่เอ่ยสิ่งใดออกมาอีก
ระหว่างการเดินทาง เธอสังเกตเห็นว่ารถไม่ได้มุ่งตรงไปยังบ้านของดาว ทว่ากลับเลี้ยวตัดเข้าถนนสายรองซ้ำแล้วซ้ำเล่า กวินขับรถด้วยความชำนาญ มือจับพวงมาลัยมั่นคง ขณะที่สายตาคอยชำเลืองมองกระจกหลังเป็นระยะ
“มีคนตามเรามาเหรอคะ” ณาริณเอ่ยถามด้วยความสงสัย เพราะดูจากการขับรถของกวินแล้ว มันควรจะเป็นอย่างนั้น
“อาจจะครับ”
“ในสถานการณ์แบบนี้ คุณไม่ควรตอบว่า ‘อาจจะ’ นะคะ”
“ถ้าผมบอกว่า ‘ใช่’ คุณจะกระโดดลงจากรถไหมล่ะ”
“ถ้าจำเป็น ฉันก็ทำแน่”
“ดีครับ อย่างน้อยคุณก็มีสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดที่ใช้ได้”
กวินหักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าซอยแคบ ก่อนที่จะจอดดับเครื่องหลังอาคารร้างแห่งหนึ่ง จากจุดนี้สามารถมองเห็นถนนหน้าบ้านของดาวได้ไกลๆ รถจักรยานยนต์คันหนึ่งจอดซุ่มอยู่ใต้ร่มไม้ โดยมีชายฉกรรจ์สองคนยืนสูบบุหรี่อยู่บริเวณรั้วบ้าน
หญิงสาวสะดุดตากับเสื้อแจ็กเก็ตของคนหนึ่งในนั้นทันที
“นั่น... คนที่อยู่หน้าสตูดิโอฉันเมื่อคืน”
“ผมก็คิดว่าใช่” กวินเอ่ยตอบ
“ดาวอยู่ข้างในใช่ไหม”
“ยังบอกไม่ได้ครับ”
“ฉันจะลงไปดู”
กวินเอื้อมมือมาคว้าข้อมือเธอไว้ได้ทัน ก่อนที่เธอจะเปิดประตูลงจากรถ
“ธารันสั่งเด็ดขาดว่าให้คุณรออยู่บนรถ”
“ถ้าดาวอยู่ในนั้นและกำลังตกอยู่ในอันตราย ฉันจะนั่งเฉยๆ ได้ยังไง!”
“แล้วคุณจะเอาอะไรไปช่วยเธอ”
ณาริณหยิบกรรไกรตัดงานขนาดเล็กที่พกติดกระเป๋าออกมา กวินมองมันแล้วเลิกคิ้วสูงขึ้นเล็กน้อย
“นี่คืออาวุธของคุณเหรอ?”
“อย่างน้อยเมื่อคืน มันก็ทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองยังมีทางเลือกบ้าง”
“ผมเข้าใจนะ...” กวินกวาดสายตามองชายสองคนหน้าบ้านก่อนเอ่ยต่อ “รออีกห้านาที คนของผมกำลังอ้อมไปปิดทางด้านหลัง”
“ฉันไม่ชอบการรอคอย”
“ผมก็ไม่ชอบให้คนในความดูแลถูกยิงตายต่อหน้าต่อตาเหมือนกันครับ”
“ฉันไม่ใช่คนในความดูแลของคุณสักหน่อย”
กวินหันมามองเธอด้วยสีหน้าจริงจัง
“คุณอาจจะไม่ชอบ แต่นาทีนี้คุณคือสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องการตัวมากที่สุด ถ้าอยากมีชีวิตรอด คุณต้องยอมรับความจริงว่าคุณไม่สามารถรับมือกับทุกอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว”
คำพูดนั้นทำเอาณาริณเงียบเสียงลง แม้จะไม่ชอบใจมากนัก แต่เธอก็รู้ดีว่ากวินพูดถูกทุกประการ
ผ่านไปเพียงไม่กี่นาที สัญญาณจากคนของกวินก็ส่งมาจากหลังบ้าน ชายฉกรรจ์สองคนหน้ารั้วถูกรวบตัวไว้ได้อย่างรวดเร็วและเงียบเชียบโดยไร้เสียงปืน ณาริณมองผ่านกระจกหน้ารถ ขณะที่ประตูบ้านของดาวยังคงปิดสนิท
กวินลงจากรถไปตรวจสอบพื้นที่ ก่อนจะกลับมาในอีกครู่หนึ่งพร้อมโทรศัพท์มือถือของดาวในมือ
“เธอไม่อยู่ในบ้าน”
“หมายความว่ายังไง...”
“บ้านถูกรื้อค้นกระจัดกระจาย แต่ไม่พบตัวเพื่อนคุณ”
ณาริณรู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงที่ขาทั้งสองข้างหดหายไปทันที บนหน้าจอโทรศัพท์ของดาวมีข้อความส่งออกล่าสุดเพียงข้อความเดียว มันถูกส่งไปยังหมายเลขที่เธอจำได้ขึ้นใจ หมายเลขโทรศัพท์ของเธอเอง
(ถ้าอยากได้เพื่อนคืน เอาจี้สร้อยมาแลก)
