บทที่ 8 ตอนที่ 8 ที่พักใจในเงามืด
ตอนที่ 8 ที่พักใจในเงามืด
เสียงเครื่องยนต์ของขบวนรถยนต์สีดำสนิทแล่นตัดผ่านความเงียบสงัดของยามค่ำคืน ไอชื้นจากฝนที่เพิ่งซาเม็ดยังคงเกาะกุมกระจกรถ ณาริณนั่งอยู่เบาะหลังข้างดาวเพื่อนสนิทที่กำลังหลับสนิทด้วยความอ่อนเพลีย ศีรษะของดาวพิงซบอยู่กับไหล่ของเธอ มือเล็กของณาริณยังคงคอยกระชับผ้าห่มผืนหนาให้เพื่อนด้วยความห่วงใยไม่ห่าง
ฝั่งตรงข้ามของเบาะนั่งคือ ร่างสูงใหญ่ของธารัน เขานั่งกอดอก หลับตาลงอย่างสงบนิ่ง ทว่ารังสีความน่าเกรงขามและบรรยากาศที่ดุดันรอบตัวกลับไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย บาดแผลถลอกเล็กน้อยที่สันกรามและรอยคราบฝุ่นบนเชิ้ตสีดำไม่ได้ทำให้เขาลดความดูดีลงแม้แต่นิดเดียว
ณาริณทอดสายตามองแผ่นอกกว้างที่ขยับขึ้นลงเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ความรู้สึกในใจของเธอเวลานี้ปั่นป่วนจนยากจะอธิบาย ภาพเหตุการณ์เฉียดตายที่โกดังร้างยังคงติดตา เสียงปืนที่ดังสนั่น คำตวาดด้วยความเกรี้ยวกราด และ... อ้อมกอดที่แน่นหนาพร้อมคำกระซิบที่บอกว่าเขาทำไปเพราะอยากปกป้องเธอ
ประโยคนั้นยังคงก้องอยู่ในหัวของณาริณ ราวกับเป็นคลื่นน้ำที่สั่นคลอนหัวใจที่แข็งแกร่งของเธอให้เริ่มสั่นไหว
“จะมองฉันอีกนานไหม” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ โดยที่ธารันยังคงไม่ลืมตา
ณาริณสะดุ้งเล็กน้อย เธอรีบเบือนสายตากลับมองออกไปนอกกระจกรถทันทีด้วยความเลิ่กลั่ก
“ใครมองคุณกัน ฉันแค่แค่มองวิวข้างนอกต่างหาก” ณาริณตอบกลบเกลื่อน พยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด
ธารันค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาสีเข้มทรงเสน่ห์จับจ้องมาที่ใบหน้าหวานของหญิงสาว รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างยากจะสังเกต
“วิวข้างนอกมืดสนิทมีแต่ป่าข้างทางเนี่ยนะ?”
ณาริณเม้มปากแน่น รู้สึกหน้าหวิว ๆ ขึ้นมาเมื่อถูกจับไต๋ได้ เธอเลือกที่จะเงียบไม่ตอบสู้ หันกลับมาสนใจดาวที่ขยับตัวเล็กน้อยเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะสายตากับเขา
กวินซึ่งรับหน้าที่เป็นคนขับรถเหลือบมองกระจกหลังแล้วเอ่ยขึ้น
“พี่ธารัน อีกสิบนาทีจะถึงเซฟเฮาส์ทางทิศเหนือ หมอประจำตระกูลและพยาบาลเตรียมพร้อมรอรับตัวคุณดาวอยู่เรียบร้อยแล้วนะพี่”
“ดี” ธารันตอบรับสั้น ๆ ก่อนจะหันมามองณาริณ “หลังตรวจร่างกายเพื่อนเธอเสร็จ ฉันจะให้ดาวพักรักษาตัวอยู่ที่นั่น ที่นั่นมีการระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนากว่าคฤหาสน์หลัก และวรินทร์ยังไม่รู้ตำแหน่งแน่นอน”
ณาริณขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความกังวล
“ดาวจะปลอดภัยจริง ๆ ใช่ไหมคะ พวกมันจะไม่ตามไปเจอใช่ไหม”
“ตราบใดที่อยู่ในเขตของวราทร ไม่มีใครหน้าไหนแตะต้องคนของฉันได้” น้ำเสียงของธารันหนักแน่นและเด็ดเดี่ยวจนคนที่ฟังรู้สึกเชื่อมั่น
“ดาวไม่ใช่คนของคุณสักหน่อย... เธอแค่เป็นเพื่อนฉัน” ณาริณกระซิบพึมพำเสียงเบา
“แต่เธอเป็นคนของฉัน” ธารันสวนกลับทันควัน แววตาคมกริบจ้องมองลึกลงไปในดวงตาของเธอ “ดังนั้น ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเธอ ย่อมอยู่ในความคุ้มครองของฉันด้วยเช่นกัน”
คำพูดตรงไปตรงมานั้นทำให้หัวใจดวงน้อยของณาริณกระตุกวูบ ความอบอุ่นสายหนึ่งแล่นผ่านไปทั่วทั้งหัวใจ แม้เธอพยายามจะปฏิเสธคำว่า 'คนของฉัน' สักแค่ไหน แต่ลึก ๆ แล้ว เธอกลับปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคำคำนี้ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนนับตั้งแต่พ่อเสียไป
รถยนต์เลี้ยวเข้าสู่เขตบ้านพักสไตล์โมเดิร์นตั้งอยู่บนเนินเขาที่ล้อมรอบด้วยป่าไม้เบญจพรรณ ตัวบ้านสองชั้นสร้างจากคอนกรีตเสริมเหล็กและกระจกกันกระสุนอย่างหนาแน่น มีการอารักขาโดยการ์ดในชุดสูทสีดำกระจายกำลังอยู่ตามจุดต่าง ๆ อย่างเป๊ะตามมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงสุด
ทันทีที่รถจอดสนิท บุคลากรทางการแพทย์ก็พาตัวดาวลงจากรถเพื่อเข้าห้องตรวจร่างกายและปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างรวดเร็ว ณาริณเดินตามไปด้วยความห่วงใย โดยมีธารันเดินตามหลังมาห่าง ๆ
ผลการตรวจร่างกายออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจ ดาวมีเพียงบาดแผลถลอกที่ข้อมือจากการถูกมัดและมีภาวะตกใจกลัวอย่างรุนแรง พยาบาลทำการฉีดยาคลายเครียด และจัดให้นอนพักผ่อนในห้องนอนรับรองที่กว้างขวาง
ณาริณนั่งอยู่ข้างเตียง จับมือเพื่อนสนิทไว้แน่นจนกระทั่งลมหายใจของดาวเริ่มสม่ำเสมอและหลับสนิทไปจริง ๆ หญิงสาวถอนหายใจยาวเหยียด ยื่นมือไปลูบผมของเพื่อนด้วยความรู้สึกผิด
“ฉันขอโทษนะดาว ที่พาเธอมาซวยด้วย” ณาริณพึมพำกับเพื่อนที่หลับสนิท
“ไม่ใช่ความผิดของเธอหรอก”
เสียงทุ้มจากประตูห้องทำให้ณาริณหันกลับไปมอง ธารันยืนกอดอกพิงขอบประตูอยู่ แสงไฟในห้องสะท้อนใบหน้าคมคายของเขาให้ดูนุ่มนวลลงกว่าปกติ
“ถ้าจะโทษ ต้องโทษพวกไร้ยางอายที่ใช้วิธีหมาหมู่เล่นงานคนบริสุทธิ์” ธารันก้าวเข้าไปในห้องช้า ๆ “เธอทำดีที่สุดแล้ว ถึงมันจะบุ่มบ่ามและเสี่ยงตายมากไปหน่อยก็ตาม”
ณาริณมองเขา ก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นเดินเลี่ยงออกมาที่ระเบียงนอกห้องเพื่อไม่ให้รบกวนการนอนของดาว ลมเย็นยามดึกพัดปะทะใบหน้า นำพาเอาความสดชื่นเข้ามาแทนที่ความอึดอัด
ธารันเดินตามออกมายืนเคียงข้างเธอ ทั้งสองปล่อยให้ความเงียบครอบคลุมอยู่ชั่วครู่ มีเพียงเสียงแมลงยามค่ำคืนและเสียงสายลมไหว
“ขอบคุณนะ” ณาริณเอ่ยขึ้นเบา ๆ โดยไม่มองหน้าเขา
ธารันเลิกคิ้วเล็กน้อย
“เรื่องอะไร?”
“เรื่องที่ช่วยดาว... แล้วก็เรื่องที่ช่วยฉันไว้ที่โกดัง” เธอหมุนตัวกลับมาสบตากับเขาตรง ๆ แววตากลมโตฉายความจริงใจ “ถ้าไม่มีคุณกับกวิน คืนนี้ฉันกับดาวคงไม่รอดออกมาแน่ ๆ”
ธารันมองใบหน้าหวานที่เปรอะเปื้อนฝุ่นและรอยขีดข่วนบาง ๆ เขายื่นมือออกไปช้า ๆ ณาริณชะงักเล็กน้อยแต่ไม่ได้ถอยหนี นิ้วเรียวยาวของเขาแตะเบา ๆ ที่แผลถลอกบนแก้มเนียนของเธอ ความนุ่มนวลที่ได้รับทำให้หัวใจเธอเต้นไม่เป็นจังหวะ
“ฉันบอกแล้วไง... ฉันไม่เคยคืนคำพูด” ธารันเอ่ยเสียงพร่าต่ำ “รับปากว่าจะพากลับมา ก็ต้องพากลับมาให้ได้”
สัมผัสอบอุ่นจากนิ้วมือของเขาตรงแก้มเริ่มทำให้ณาริณรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งหน้า เธอรู้สึกได้ถึงสายตาคมเข้มที่กำลังมองไล่ลงมาที่ริมฝีปากของเธอ บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนไป ความเครียดก่อนหน้านี้ถูกแทนที่ด้วยความตึงเครียดในรูปแบบใหม่ ความตึงเครียดทางอารมณ์และเคมีที่ดึงดูดเข้าหากันอย่างรุนแรง
ณาริณกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
“คุณ... บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
ธารันชะงักนิ้วมือเล็กน้อย ก่อนจะถอนมือกลับไปซุกในกระเป๋ากางเกงตามเดิม
“แผลแค่นี้ ไกลหัวใจเยอะ”
“แต่หมอน่าจะตรวจคุณด้วยนะ คุณรับหมัดพวกมันไปตั้งหลายที แถมยังพุ่งตัวมากระแทกปูนอีก” ณาริณท้วงด้วยความห่วงใยอย่างลืมตัว
ธารันจุดยิ้มมุมปาก ความรู้สึกเอ็นดูผู้หญิงตรงหน้าฉายชัดในแววตา
“ห่วงฉันเหรอ?”
“เปล่าสักหน่อย!” ณาริณรีบปฏิเสธเสียงสูง หน้าขึ้นสีแดงระเรื่อทันที “ฉันแค่... ไม่อยากติดหนี้บุญคุณใครนาน ๆ ต่างหาก ถ้าคุณเป็นอะไรไป เดี๋ยวคนอื่นจะหาว่าฉันเป็นตัวซวย”
“ปากแข็ง” ธารันหัวเราะในลำคอเบา ๆ เสียงหัวเราะสั้น ๆ นั้นเป็นเสียงที่ณาริณไม่เคยได้ยินมาก่อน มันฟังดูอบอุ่นและมีเสน่ห์จนทำให้ใจเธอเต้นผิดจังหวะไปไกล
“เอ้า นี่...” ธารันหยิบสร้อยคอเส้นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูท มันคือจี้สร้อยของเธอนั่นแหละ เขาเป็นคนเก็บมันไว้หลังจากเกิดเรื่องที่โกดัง
ณาริณเบิกตากว้าง ยื่นมือไปรับมาด้วยความทุกลักทุเล
“คุณ... คุณเก็บมันไว้เหรอ”
“ใช่... และหลังจากนี้ ห้ามเธอคิดจะกระชากมันทิ้ง หรือเอาไปแลกกับอะไรโง่ ๆ อีกเด็ดขาด” ธารันเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดันขึ้นเล็กน้อยเพื่อเป็นการเตือน “จี้นี้มันไม่ได้มีความหมายแค่กับวรินทร์... แต่มันมีความหมายกับเธอ และฉันจะไม่ยอมให้ใครมาแย่งมันไปจากเธออีก”
ณาริณมองจี้สร้อยในมือ ความรู้สึกตื้นตันใจจุกแน่นอยู่ในใจ เธอกำสร้อยไว้แน่นก่อนจะเงยหน้าสบตากับเขา
“ฉันเข้าใจแล้ว ฉันจะไม่ทำแบบนั้นอีก”
“ดี” ธารันพยักหน้ารับ “คืนนี้เธอนอนพักที่เซฟเฮาส์นี้กับเพื่อนเธอซะ พรุ่งนี้เช้าเราค่อยกลับคฤหาสน์กัน”
“แล้วคุณล่ะ?”
“ฉันมีงานต้องไปจัดการต่อกับกวิน พวกลูกน้องของวรินทร์ที่จับได้ คืนนี้พวกมันต้องคายความลับออกมาให้หมด” แววตาของธารันกลับมาเปลี่ยนเป็นความเย็นชาอีกครั้งเมื่อพูดถึงเรื่องงาน
ณาริณพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ แม้ลึก ๆ เธอจะรู้สึกเป็นห่วงความปลอดภัยของเขา แต่เธอก็รู้ดีว่านี่คือโลกของเขา โลกของมาเฟียที่เธอไม่อาจยุ่งเกี่ยวได้ทั้งหมด
ธารันหมุนตัวทำท่าจะเดินออกจากระเบียงไป แต่แล้วเขาก็ชะงักก้าว หันกลับมามองร่างเล็กอีกครั้ง
“ณาริณ”
“คะ?”
“ต่อไปนี้... มีอะไรให้บอกฉัน ตรง ๆ อย่าคิดแอบหนีไปทำอะไรคนเดียวอีก” ธารันมองเธอด้วยสายตาที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบาย “เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเธออีกครั้ง... ฉันอาจจะไม่ใจดีเหมือนคืนนี้”
พูดจบ ร่างสูงใหญ่ก็เดินลับหายไปในความมืดของทางเดิน ทิ้งให้ณาริณยืนนิ่งอยู่ตรงระเบียงเพียงลำพัง ลมยามดึกพัดผ่านเบา ๆ ทว่าความอบอุ่นภายในใจของเธอกลับไม่ได้ลดน้อยลงเลย
เธอยกจี้สร้อยขึ้นมากอดไว้แนบอก มองออกไปทางทิศทางที่ขบวนรถของธารันแล่นออกไป
พันธนาการระหว่างเธอกับเขาในยามนี้ อาจไม่ได้เริ่มจากความรัก แต่ความห่วงใยและความปกป้องที่เขามอบให้นั้น กำลังค่อย ๆ ถักทอโซ่เส้นใหม่... โซ่แห่งความผูกพันที่ยากจะตัดขาดเสียแล้ว
