บทที่ 9 ตอนที่ 9 เงาร้ายเบื้องหลังรอยยิ้ม
ตอนที่ 9 เงาร้ายเบื้องหลังรอยยิ้ม
ควันบุหรี่สีเทาจางลอยกรุ่นขึ้นในห้องสอบสวนใต้ดินที่อับชื้น เสียงหยดน้ำจากท่อเก่าแก่ดังเป็นจังหวะเชื่องช้าแข่งกับเสียงลมหายใจรวยระรินของชายที่ถูกพันธนาการไว้กับเก้าอี้เหล็ก ใบหน้าของหัวหน้าแก๊งคนร้ายปูดบวมและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือด สะท้อนถึงผลลัพธ์ของการเค้นความลับตลอดหลายชั่วโมงที่ผ่านมา
ธารันยืนกอดอกถอดเสื้อสูทออกเหลือเพียงเชิ้ตสีดำที่ปลดกระดุมคอสองเม็ด แขนเสื้อถูกพับขึ้นถึงข้อศอกเผยให้เห็นมัดกล้ามและรอยแผลเป็นประปราย แววตาคมเข้มเย็นชาไร้ความสงสารขณะมองตรงไปยังร่างที่ใกล้จะหมดสติ
กวินโยนเอกสารแผ่นหนึ่งลงบนโต๊ะเหล็กตรงหน้าคนร้าย เสียงกระแทกดังตึงสะท้อนไปทั่วห้อง
“พี่กูถาม มึงก็ตอบมาดี ๆ” กวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น “วรินทร์สั่งให้พวกมึงเอาตัวณาริณกับสร้อยจี้ไปที่ไหนกันแน่ และใครเป็นสายส่งข่าวเรื่องณาริณ”
ชายฉกรรจ์เค้นหัวเราะในลำคออย่างยากลำบาก เลือดสด ๆ ทะลักออกจากมุมปาก
“หึ! มึงคิดว่ากูจะบอกเหรอ วราทรมันไม่มีวันชนะคุณวรินทร์หรอก อีกไม่นาน พวกมึงทั้งหมดก็ต้อง...”
ยังไม่ทันสิ้นประโยค ธารันก็ก้าวขยับเข้าไปใกล้ มือหนาบีบขย้ำเข้าที่สันกรามของมันอย่างแรงจนกระดูกส่งเสียงกรอบแกรบ แววตาสีเข้มดุดันฉายรังสีอำมหิตจนคนร้ายถึงกับตาถลอนด้วยความตื่นตระหนก
“กูไม่มีเวลามาเล่นเกมกับมึง” ธารันเอ่ยเสียงต่ำชิดใบหูมัน “ถ้ารีบพูด มึงจะได้ตายอย่างสบาย... แต่ถ้ายังปากแข็ง กูจะส่งชิ้นส่วนของมึงทีละชิ้นไปให้วรินทร์ดู เป็นของขวัญ”
ความโหดเหี้ยมในน้ำเสียงและดวงตาคู่นั้นทำให้ความใจกล้าของมันพังทลายลงทันที ชายฉกรรจ์สั่นสะท้านไปทั้งตัว ก่อนจะรีบโพล่งออกมาด้วยความกลัวตาย
“ยอนแสง! คุณวรินทร์ตั้งฐานลับใหม่ที่โกดังเก่าแถบยอนแสง! ส่วนเรื่องสาย... กูไม่รู้จริง ๆ มีคนส่งข้อความวงในมาให้คุณวรินทร์ตรง ๆ ว่าทุกอย่างอยู่กับณาริณ! กูรู้แค่นี้จริง ๆ”
ธารันปล่อยมือออกจากสันกรามของมัน ร่างของมันล้มพับลงกับเก้าอี้ทันที ชายหนุ่มรับผ้าเช็ดมือจากกวินมาเช็ดคราบเลือดอย่างเชื่องช้า คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่น
“สายวงใน...” ธารันพึมพำกับตัวเอง ความสงสัยเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ คนในคฤหาสน์วราทรมีคนของวรินทร์แฝงตัวอยู่จริง ๆ
“พี่จะให้จัดการกับพวกนี้ยังไงต่อ” กวินถามขึ้น
“ส่งตัวพวกมันให้ตำรวจสายของเราจัดการขังลืมซะ” ธารันสั่งการเด็ดขาด “ส่วนเรื่องสายในคฤหาสน์... เงียบไว้ก่อน อย่าเพิ่งให้ณาริณรู้ กูไม่อยากให้เธอตื่นตระหนก”
#เช้าวันใหม่
แสงแดดยามเช้าส่องกระทบผืนป่ารอบเซฟเฮาส์ นำพาความสดชื่นกลับคืนมาหลังจากผ่านพ้นคืนอันโหดร้าย ณาริณนั่งอยู่ข้างเตียงของดาว มองดูเพื่อนสนิทที่เพิ่งรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาด้วยวันที่สดใสขึ้นกว่าเมื่อคืน
“ดาว... เป็นยังไงบ้าง เจ็บตรงไหนไหม” ณาริณถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย มือเรียวประสานจับมือเพื่อนไว้แน่น
ดาวปรับสายตามองไปรอบห้องนอนที่หรูหรากว้างขวาง ก่อนจะยิ้มออกมาบาง ๆ แม้ใบหน้าจะยังคงซูบซีด
“ฉันไม่เป็นไรแล้วณาริณ แค่ยังตกใจอยู่นิดหน่อย ขอบใจแกมากนะที่เสี่ยงอันตรายไปช่วยฉัน”
“ฉันต่างหากที่ต้องขอโทษแก” ณาริณเอ่ยเสียงเศร้า ดวงตากลมโตฉายความรู้สึกผิด “ถ้าฉันไม่ดึงแกเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องของพ่อ แกคงไม่ต้องมาเจอเรื่องน่ากลัวแบบนี้”
“อย่าพูดแบบนั้นสิณาริณ เราเป็นเพื่อนกันนะ แล้วก็... คนที่ชื่อธารันน่ะ” ดาวหยุดชะงักไปเล็กน้อย มองหน้าเพื่อนด้วยสายตากรุ้มกริ่ม “เมื่อคืนฉันเห็นนะ ตอนที่เขากอดแกไว้แน่นขนาดนั้น เขาดูห่วงแกมากจริง ๆ นะ”
ใบหน้าหวานของณาริณขึ้นสีชมพูระเรื่อขึ้นมาทันที เธอรีบหลบสายตาเพื่อน
“แกลืม ๆ เหตุการณ์เมื่อคืนไปเถอะ เขาแค่... ทำตามหน้าที่แค่นั้นแหละ”
“หน้าที่เหรอ?” ดาวหัวเราะเบา ๆ “สายตาของมาเฟียคนนั้นตอนมองแก ไม่ได้เหมือนคนทำตามหน้าที่สักนิด เขาเหมือนคนที่พร้อมจะฆ่าทุกคนที่กล้ามาแตะต้องแกมากกว่า”
ณาริณเม้มปากแน่น หัวใจดวงน้อยพองโตและเต้นผิดจังหวะขึ้นมาอีกครั้งเมื่อนึกถึงสัมผัสอบอุ่นและคำพูดของธารันที่ระเบียงเมื่อคืน
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้นมา ก่อนที่กวินจะเดินเปิดประตูเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มสดใส
“อรุณสวัสดิ์ครับคุณณาริณ คุณดาว” กวินเอ่ยทักทายอย่างสุภาพ “ธารันให้ผมมารับกลับคฤหาสน์หลักครับ หมอตรวจร่างกายคุณดาวอีกรอบแล้ว ยืนยันว่าสามารถเดินทางได้ครับ”
“แล้วคุณธารันล่ะคะ” ณาริณอดที่จะถามหาไม่ได้
“พี่ธารันออกไปจัดการธุระด่วนข้างนอกตั้งแต่เช้าแล้วครับ แต่สั่งให้ผมอารักขาพวกคุณกลับอย่างเข้มงวดที่สุด และจัดเตรียมห้องพักพิเศษสำหรับคุณดาวที่คฤหาสน์หลักไว้เรียบร้อยแล้ว เพื่อความปลอดภัยครับ”
ณาริณพยักหน้ารับ รู้สึกใจหายเล็กน้อยที่ไม่ได้เจอเขาในเช้าวันนี้ แต่ก็เข้าใจดีว่าเขามีภาระหน้าที่มากมายแค่ไหน
#คฤหาสน์วราทร
ขบวนรถเคลื่อนตัวกลับเข้าสู่เขตคฤหาสน์วราทรอย่างปลอดภัย บรรยากาศภายในคฤหาสน์ยังคงดูเงียบสงบ ทว่าสำหรับณาริณแล้ว ความรู้สึกกลับไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เธอไม่ได้รู้สึกว่าที่นี่เป็นเพียงกรงขังอีกแล้ว แต่กลับเริ่มรู้สึกถึงความคุ้มครองและความอบอุ่นที่ซ่อนอยู่ภายใต้โครงสร้างอันแข็งแกร่งนี้
แม่บ้านและคนรับใช้ต่างพากันมาช่วยดูแลดาวอย่างดี จัดให้นอนในห้องพักรับรองชั้นสองใกล้กับห้องของณาริณ หลังจากดูแลส่งดาวเข้าพักผ่อนจนหลับสนิท ณาริณก็เดินกลับเข้ามาในห้องนอนของตัวเอง
หญิงสาวหยิบจี้สร้อยคอของแม่ที่ธารันคืนให้ขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง แสงแดดยามสายตกกระทบตัวจี้ทองคำขาวรูปทรงแปลกตา ณาริณลองใช้นิ้วมือลูบไล้ไปตามขอบและรอยสลักเล็ก ๆ บนตัวจี้อย่างละเอียด ความสงสัยเรื่องรหัสลับที่พ่อทิ้งไว้ยิ่งคุกรุ่นในใจ
‘จี้นี้มันไม่ได้มีความหมายแค่กับวรินทร์... แต่มันมีความหมายกับเธอ’
เสียงทุ้มของธารันยังคงก้องอยู่ในหัว ณาริณพยายามสังเกตโครงสร้างของจี้ จนกระทั่งพบว่าด้านหลังของมันมีรอยต่อเล็กรวดลายคล้ายกลไกซ่อนอยู่ หากไม่สังเกตอย่างจริงจังคงไม่มีทางเห็น เธอพยายามใช้ปลายเล็บกดลงไปเบา ๆ แต่กลไกนั้นกลับไม่ยอมขยับ
“มันต้องมีวิธีเปิดสิ” ณาริณพึมพำกับตัวเอง ความคิดในหัวทำงานอย่างหนัก
#ช่วงเย็น ณ คฤหาสน์วราทร
ธารันเดินทางกลับมาถึงคฤหาสน์ด้วยสีหน้าที่ตึงเครียด ชายหนุ่มเดินตรงขึ้นไปยังชั้นสอง เป้าหมายแรกของเขาคือการมาดูความเรียบร้อยของหญิงสาวที่ทำให้เขาต้องห่วงจนนั่งไม่ติดทั้งวัน
เมื่อเปิดประตูห้องเข้ามา ธารันพบณาริณกำลังนั่งอยู่บนโซฟานั่งเล่นริมหน้าต่าง ในมือยังคงกำจี้สร้อยไว้แน่น หญิงสาวหันมามองตามเสียงประตู เมื่อเห็นว่าเป็นเขา แววตากลมโตก็ประกายความดีใจขึ้นมาวูบหนึ่งอย่างลืมตัว ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ
“คุณกลับมาแล้วเหรอ” ณาริณเอ่ยทัก
ธารันก้าวเดินเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าเธอ สายตาคมกริบสำรวจร่างเล็กตั้งแต่หัวจดเท้า
“เพื่อนเธอเป็นยังไงบ้าง”
“ดาวหลับไปแล้วค่ะ หมอบอกว่าพักผ่อนอีกวันสองวันก็คงหายดี ขอบคุณมากนะคะที่จัดห้องพักให้ดาว” ณาริณตอบเสียงเบา
ธารันพยักหน้ารับ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม สายตามองจี้ในมือเธอ
“ยังพยายามแกะมันอยู่อีกเหรอ”
“ฉันแค่รู้สึกว่า... พ่อต้องซ่อนอะไรบางอย่างไว้ในนี้จริง ๆ” ณาริณชูจี้ขึ้นมา “แต่มันแน่นมาก ฉันเปิดมันไม่ได้เลย”
ธารันยื่นมือไป ณาริณจึงส่งจี้สร้อยให้เขา ชายหนุ่มรับมาถือไว้ สัมผัสถึงความเย็นของโลหะ นิ้วโป้งของเขาแตะลงตรงจุดศูนย์กลางของจี้อย่างเบามือ
“พ่อเธอเป็นคนฉลาดและระมัดระวังตัวมาก” ธารันเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลขึ้น “ของสำคัญระดับนี้ ท่านคงไม่ทำกลไลให้เปิดออกได้ง่าย ๆ หรอก บางที มันอาจจะต้องใช้ ‘กุญแจ’ หรือเงื่อนไขบางอย่างที่มากกว่าแรงกด”
ณาริณสบตากับเขา บรรยากาศระหว่างทั้งสองคนเริ่มเต็มไปด้วยความเข้าอกเข้าใจและความเชื่อใจที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ
“แล้วคุณ... พบอะไรจากพวกลูกน้องของวรินทร์บ้างไหมคะ” ณาริณถามด้วยความกังวล
ธารันนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาเลือกระวังคำพูดเพื่อไม่ให้เธอต้องตระหนกเรื่องสายลับในคฤหาสน์
“พวกมันแค่รับคำสั่งมาจับตัวเธอ วรินทร์กำลังร้อนรนเพราะมันรู้ว่าเวลาของมันเหลือไม่มากแล้ว”
“หมายความว่ายังไงคะ?”
“หมายความว่าหลังจากนี้ มันจะใช้วิธีการที่สกปรกและอันตรายยิ่งกว่าเดิม” ธารันมองลึกลงไปในดวงตาของณาริณ ยื่นมือออกไปจับมือเล็กของเธอไว้แน่น “ดังนั้น เธอต้องสัญญาว่าจะไม่ห่างจากสายตาของฉัน หรือลูกน้องที่ฉันไว้ใจเด็ดขาด”
สัมผัสอบอุ่นจากฝ่ามือหนาทำให้น้ำเสียงดุดันนั้นฟังดูคล้ายคำขอร้อง ณาริณมองมือของเขาที่กุมมือเธอไว้ ความรู้สึกปลอดภัยและไว้วางใจแล่นผ่านเข้ามาในหัวใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“ฉันสัญญาค่ะ” ณาริณตอบรับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ฉันจะไม่บุ่มบ่ามอีกแล้ว”
ธารันคลียิ้มบาง ๆ ตรงมุมปาก ยิ้มที่น้อยครั้งนักจะปรากฏบนใบหน้าคมคายของมาเฟียผู้เย็นชา แต่มันกลับทำให้หัวใจของณาริณเต้นระทึกจนหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อ
