บทที่ 3 บทที่ 1 คนบาป

บทที่ 1 คนบาป

บนรถยนต์คันหรูที่แล่นออกจากสลัม วายุภัคนั่งนิ่งอยู่เบาะหลัง แสงไฟริมถนนสะท้อนเข้ามาส่องกรอบหน้าคมที่ยังคงไม่คลายจากความคิดหนัก

ที่เบาะข้างคนขับคือเลขาคนสนิทนามว่า ศรัญญู ชายหนุ่มวัยสามสิบต้น ๆ ที่เติบโตมากับการเป็นมือไม้ให้ตระกูลอธิศานต์ ใบหน้าคมสวมแว่นบาง ดวงตาเรียบสงบแต่เต็มไปด้วยความเฉียบคม

ขณะที่พวงมาลัยรถราคาแพงอยู่ในมือของ ชยุตย์ คนขับร่างใหญ่ท่าทางเคร่งขรึม พูดน้อย ทำหน้าที่ขับรถอย่างไม่ออกความเห็น

ศรัญญูลอบมองเจ้านายผ่านกระจกหลังเล็กน้อย ก่อนจะถามขึ้นด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง

“ให้ผมช่วยหาคนใหม่ให้ไหมครับบอส ผมว่าคนที่พร้อมรับข้อเสนอของบอสคงมีไม่น้อย”

สำหรับเขา หากวายุภัคคิดจะหาคนมาอุ้มบุญสักคน มันไม่ใช่เรื่องยากเลย สถานะลูกชายตระกูลอธิศานต์ ก็เพียงพอให้ใครต่อใครยอมถวายตัวอยู่แล้ว แต่เจ้านายกลับดึงดันจะเอาเพียงลูกคนใช้คนนั้น ไม่มีใครรู้เหตุผลว่าทำไม

วายุภัคเหยียดยิ้มบาง ดวงตาคมหรี่ลงต่ำแล้วตอบเสียงเรียบแต่หนักแน่น

“ไม่ แม่ของลูกฉันจะต้องเป็นเด็กนั่นเท่านั้น”

รถหรูเคลื่อนตัวต่อไปเรื่อย ๆ ท่ามกลางความเงียบแล้วจู่ ๆ วายุภัคก็เอ่ย

“ไม่ต้องกลับบ้าน… ฉันอยากไปดื่ม”

ชยุตย์คนขับเพียงพยักหน้าอย่างรู้หน้าที่ ออกรถมุ่งหน้าไปยังเลาจ์ประจำ

เกือบหกโมงเย็น ที่เลาจ์ยังเงียบและไม่ค่อยมีแขกนัก แต่ทันทีที่ร่างสูงก้าวเข้ามา บรรยากาศกลับเปลี่ยนไป เด็ก ๆ ที่ทำหน้าที่เอนเตอร์เทนรีบกรูกันเข้ามาต้อนรับด้วยความเคยชิน ลูกค้าประจำระดับไฮโซอย่างวายุภัค คือคนที่ไม่มีใครกล้ามองข้าม

มาม่าซังอย่าง นภา หญิงวัยกลางคนผู้มากประสบการณ์ เจ้าของเลาจ์ผู้กุมอำนาจในร้านทั้งหมด รีบสาวเท้าเข้ามาหาพร้อมดวงตาคมกริบและรอยยิ้มหวานเอาใจหลังเครื่องสำอางจัดจ้าน

“คุณวายุคะ วันนี้จะให้เด็กนั่งเป็นเพื่อนกี่คนดีคะ วันนี้มีเด็กใหม่เข้ามาสองสามคน คุณวายุอยากจะ...”

เสียงหวานยังไม่ทันพูดจบ เสียงทุ้มก็แทรกขึ้นตัดเสียก่อน

“ไม่ล่ะ วันนี้แค่อยากดื่ม ขอที่หน้าบาร์ก็พอ”

มาม่าซังชะงักเล็กน้อย แต่ก็รีบปรับสีหน้ายิ้มรับอย่างไม่ขัดใจ ก่อนโบกมือให้เด็ก ๆ สลายตัว เหลือเพียงบรรยากาศบาร์เงียบ ๆ ตามที่แขกผู้ทรงอิทธิพลต้องการ

วายุภัคนั่งดื่มจนไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไร แก้วแล้วแก้วเล่าถูกยกขึ้นกรอกปากโดยไร้ท่าทีจะหยุดพัก ดวงตาคมเหม่อลอย ราวกับจมอยู่กับความคิดบางอย่างที่ไม่มีใครเข้าถึงได้

มือถือส่วนตัวซึ่งวางอยู่บนบาร์สั่นครืดซ้ำ ๆ หน้าจอปรากฏชื่อ ปาริฉัตร ขึ้นมานับสิบสายติดกัน แต่เขาไม่แม้แต่จะเอื้อมไปแตะเพื่อตัดสายด้วยซ้ำ

เพียงแค่ปรายตามองแสงสว่างที่วูบวาบอยู่ตรงหน้า ก่อนหันกลับมากรอกเหล้าลงคออีกคำใหญ่ ราวกับว่าของเหลวขมเฝื่อนนั้นคือของหายาก ที่ถ้าไม่รีบกินให้เต็มที่เสียคืนนี้ พรุ่งนี้เขาอาจไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสอีก

เกือบห้าทุ่มที่วายุภัคกลับถึงคฤหาสน์ ในบ้านเงียบสงัดไร้เงาคน พวกคนใช้ต่างแยกย้ายกันกลับไปเรือนพักเรียบร้อยแล้ว

ร่างสูงใหญ่ที่มึนเมาเดินโซเซเข้ามาทางประตูใหญ่ แต่แทนที่จะตรงไปห้องนอน เขากลับเลี้ยวไปยังบาร์เครื่องดื่มภายในบ้าน ร่างกายหนักอึ้งแต่ยังคร่ำครวญหาความเมาไม่สิ้นสุด มือหนาควานหาขวดวิสกี้ราคาแพงกับแก้วคริสตัลบนชั้น

ทว่าเพราะสติสัมปชัญญะเลือนหายไปเกินครึ่งเขาคว้าได้ไม่ถนัดนัก ขวดเหล้าจึงลื่นหลุดมือตกแตกกระจายเต็มพื้น เศษแก้วกระเด็นเกลื่อน ส่งเสียงดังไปทั่วห้อง

เพล้ง!

“คุณหนูวายุ! ตายแล้ว ถอยออกไปก่อนค่ะ เดี๋ยวแก้วบาด เดี๋ยวนมเก็บเศษแก้วให้ก่อนนะคะ”

เสียงทุ้มแหบของหญิงสูงอายุดังขึ้นพร้อมร่างท้วมที่วิ่งเข้ามาด้วยความร้อนรน เธอคือ นมแต้ม ผู้เลี้ยงดูวายุภัคมาตั้งแต่ยังเด็ก ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกใจเมื่อเห็นเจ้านายในสภาพโซเซ มึนเมาจนแทบทรงตัวไม่อยู่

นมแต้มวัยหกสิบกว่าปีเก็บกวาดเศษแก้วอย่างระมัดระวัง ก่อนจะรีบเข้ามาพยุงร่างสูงไปนั่งพิงเคาน์เตอร์ ทั้งที่จริง ๆ เธอควรแยกไปเรือนนอนตั้งนานแล้ว แต่ทุกครั้งที่คุณหนูกลับดึก เธอจะรออยู่แบบนี้เสมอ

เธอรักวายุภัคเหมือนลูกแท้ ๆ เพราะอุ้มชูเลี้ยงดูมาตั้งแต่แรกเกิด และปกติแล้วเจ้านายไม่ใช่คนที่จะดื่มหัวราน้ำแบบนี้เลย นั่นทำให้เธออดเป็นห่วงไม่ได้ จนต้องถามออกมา

“คุณหนูวายุคะ ทำไมดื่มหนักแบบนี้ล่ะคะ?”

วายุภัคแค่นหัวเราะในลำคอ ก่อนตอบด้วยเสียงยานคางของคนเมา

“นมครับ เมื่อไหร่จะเลิกเรียกผมว่าคุณหนูสักที? นี่ผมอายุสามสิบกว่าแล้วนะ หัวจะหงอกอยู่แล้วเนี่ย”

เขาหัวเราะออกมาอย่างคนหมดเรี่ยวแรง เสียงหัวเราะที่ฟังแล้วเจ็บแปลบมากกว่าตลก นมแต้มยิ้มเจื่อน ๆ แต่ไม่อาจหัวเราะตามได้ เพราะสภาพของเจ้านายในตอนนี้น่าเป็นห่วงเกินกว่าจะปล่อยผ่าน

“คุณหนูคะ…” นมแต้มอ้าปากจะพูดอะไรต่อ แต่ยังไม่ทันสิ้นประโยค วายุภัคก็เอ่ยตัดขึ้น

“ถ้านมยังเรียกผมว่าคุณหนู แล้วถ้าผมมีลูก นมจะเรียกลูกผมว่าอะไรครับ ฮ่าฮ่า”

คำพูดคล้ายเล่นลิ้น แต่แววตากลับฉายแววโศกอย่างปิดไม่อยู่ นมแต้มเลี้ยงเขามาตั้งแต่เด็ก ทำไมจะไม่รู้ ว่าคำว่าลูก คือบาดแผลที่กำลังกัดกินหัวใจของวายุภัคอยู่ในตอนนี้ เขาพยายามจะมีลูกกับภรรยามากว่าห้าปี แต่ก็ไร้วี่แววเด็กมาเกิด แถมมารดาของเขาก็เร่งรัดอยากอุ้มหลานเต็มทน

“นี่นม นมจำเด็กที่ชื่ออชิได้ไหม เมื่อห้าหกปีก่อนเขาอยู่ที่บ้านเรา”

วายุภัคเอ่ยขึ้นกลางความเงียบ เสียงทุ้มพร่าเบลอเพราะฤทธิ์สุรา ทว่าถ้อยคำกลับหนักอึ้งเสียจนหัวใจคนฟังสะดุ้ง นมแต้มชะงักมือที่กำลังเช็ดแก้วอยู่ทันที

เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เจ้านายพูดถึงเด็กคนนั้น หลังจากอชิออกจากบ้านไป เขาไม่เคยเอ่ยชื่อ ไม่เคยถามหา เหมือนพยายามลบตัวตนเด็กคนนั้นออกไปจากความทรงจำ

นมแต้มหลับตานึกครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ

“อ๋อ น้องอชิ อชิรวัฒน์ ลูกแม่สายบัวใช่ไหมคะ?” เสียงนมแต้มนุ่มแผ่วอย่างเกรงใจ

ภาพในอดีตย้อนกลับมา แม่สายบัวผู้ล่วงลับไปตั้งแต่ตอนที่คนเป็นลูกยังเรียนมัธยม บ้านอธิศานต์ที่ยื่นมือมาส่งเสียจนถึงมหาวิทยาลัย แต่สุดท้ายเขาก็เรียนไม่จบ และหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

นมแต้มเอ่ยต่อ “เด็กคนนั้น นมจำได้คร่าว ๆ ค่ะ”

“ที่เด็กนั่นหนีไป นั่นก็เพราะผม”

เสียงพร่าทุ้มของวายุภัคทำเอานมแต้มชะงักไปทั้งตัว เขาไม่เคยพูดอะไรแบบนี้มาก่อน ยิ่งเรื่องของอชิเขายิ่งไม่เคยพูด สายตาแดงก่ำจับจ้องแก้วเหล้าตรงหน้าเหมือนมองย้อนเข้าไปในบาดแผลเก่า

“ผมทำเขาท้อง” เขาเริ่มสารภาพ 

“ตอนนั้นผมไม่ได้คิดอะไรเลย ไม่ได้ปรึกษาใคร ความคิดโง่ ๆ ของผมก็คือเขาก็แค่ลูกคนใช้ เด็กที่เกิดมาก็จะเป็นแค่ลูกของลูกคนใช้ ผมไม่อยากให้เด็กนั่นเกิดมา”

นมแต้มตาเบิกโพลง ริมฝีปากสั่นระริก ไม่กล้าพูดขัดแม้แต่คำเดียว

“ผมบังคับให้เขาไปทำแท้ง อชิรับปากว่าจะทำ ผมคิดว่าเขาจะเอาเด็กออกแล้วก็กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ กลับมาเรียนหนังสือเหมือนเดิม แต่เปล่าเลย…” เสียงแผ่วเบาเหมือนการข่มกลืนความเจ็บปวดลงคอ “เขาหนีไป”

นมแต้มยกมือทาบอกอย่างเผลอตัว ความลับที่ไม่เคยล่วงรู้กำลังถูกเปิดเผยตรงหน้า นี่อาจเป็นครั้งแรก และอาจจะครั้งเดียวในชีวิตที่วายุภัคยอมพูดออกมา

เขาเงยหน้าขึ้นมองเพดานแล้วหัวเราะเยาะตัวเองทั้งน้ำตา

“วันนี้ผมไปหาเด็กคนนั้นมา นมว่าผมมันเป็นคนบาปไหม เป็นคนเหี้ยที่สั่งให้เมียตัวเองทำแท้ง สุดท้ายกรรมมันก็ตามทัน นรกกินหัว! ทำให้ผมไม่มีลูก อยากมีให้ตายยังไงเด็กก็ไม่มาเกิด”

เสียงสะอื้นสั่นเครือแทรกขึ้นมา วายุภัคกัดฟันกลั้นไว้ไม่ไหว

“แต่เด็กคนนั้น...กลับมีลูกชายวัยน่ารักน่าชังกับผัวใหม่ไปแล้ว ฮึก…”

น้ำตาของชายที่แข็งกร้าวร่วงหล่นลงบนเคาน์เตอร์เย็นเฉียบ นมแต้มมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกทั้งเจ็บ ทั้งสงสาร ทั้งปวดร้าวแทน

“ลูกกับสามีใหม่ น้องอชิน่ะเหรอคะ?” นมแต้มถามเสียงเบา

“ใช่ เด็กผู้ชาย แม่เขาเรียกลูกว่า น้องปราณ” วายุภัคตอบพร้อมริมฝีปากคลี่ยิ้มเศร้า ๆ

“กี่ขวบแล้วคะ?”

“สี่ขวบ แม่เขาบอกงั้น”

นมแต้มขมวดคิ้วทันที ความคิดบางอย่างผุดขึ้นมา สี่ขวบ? มันประจวบเหมาะเกินไปหรือเปล่า?

“เด็กคนนั้นไม่ใช่…” เธอกำลังจะเอ่ยความสงสัย แต่เสียงพร่าแทรกขึ้นมาก่อน

“ไม่ใช่! ไม่ใช่ลูกของผม อชิบอกว่าเขาทำแท้งลูกของผมไปแล้ว” เสียงของวายุภัคสั่นจนแทบจับใจความไม่ได้ น้ำตาเอ่อรื้นในดวงตาคมจนทำให้นมแต้มไม่กล้าถามต่อ เพียงพยักหน้ารับแล้วตบบ่าเขาเบา ๆ 

“คุณหนูไปเข้านอนก่อนเถอะนะคะ ดึกมากแล้ว”

เธอพยุงร่างสูงที่หนักอึ้งจากฤทธิ์สุราเข้าไปยังห้องนอน ก่อนที่วายุภัคจะทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างหมดเรี่ยวแรง

นมแต้มถอนหายใจยาว เดินออกมาพร้อมความหนักอึ้งในอก แต่ทันทีที่บานประตูปิดลง เธอก็พบกับ ปาริฉัตร ภรรยาของวายุภัคที่เดินออกมาจากห้องนอนของเธอเอง

นับแต่วันแรกที่แต่งงาน ทั้งสองก็แยกห้องกันมาตลอด นั่นเป็นเรื่องที่ทุกคนในบ้านต่างก็รู้ดี

“เจ้านายเธอเป็นอะไร ทำไมต้องมาส่งเข้านอน?” ปาริฉัตรถามด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

“คุณหนู…เมาค่ะ” นมแต้มตอบอึกอัก

ปาริฉัตรเบ้ปากใส่ ก่อนจะหัวเราะในลำคอ “เหอะ” แล้วสะบัดตัวกลับเข้าห้องไป ทิ้งให้หญิงสูงวัยยืนนิ่งงันอยู่หน้าประตู

นมแต้มกอดอกแน่น ความคิดยังวนเวียนอยู่กับคำสารภาพเมื่อครู่ อชิมีลูกชายวัยสี่ขวบ…มันจะบังเอิญอะไรขนาดนั้น? เขาทำแท้งแล้วมีลูกต่อเลยอย่างนั้นหรือ?

ความสงสัยคืบคลานเข้ามาในใจ เกินกว่าที่จะไม่เก็บไปคิด


บทก่อนหน้า
บทถัดไป