บทที่ 6 บทที่ 4 ใครกันแน่ที่ผิดปกติ
บทที่ 4
ใครกันแน่ที่ผิดปกติ
ค่ำคืนนั้น
ที่คฤหาสน์ใหญ่ของตระกูลอธิศานต์เงียบสงัด แสงไฟตามทางเดินทอดยาวส่องเงาของวายุภัคที่ก้าวเข้ามาอย่างอารมณ์ดี เขาฮัมเพลงเบา ๆ พลางแกะกระดุมสูททีละเม็ด ร่างสูงใหญ่ตรงขึ้นบันไดอย่างสบายอารมณ์
เพียงแค่คิดถึงริมฝีปากนุ่มร้อนที่ถูกเขาครอบครองไปในตอนสาย หัวใจก็พลันกระตุกเร้า รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าคมคายอย่างห้ามไม่อยู่ มือใหญ่ยกขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองเบา ๆ ราวกับยังคงจดจำรสสัมผัสนั้น รสจูบของเด็กที่เขาไม่เคยลืมได้ลง
อชิ…
ชื่อที่ไม่กล้าเอ่ยออกมาเป็นเสียง แต่ฝังลึกในใจมาตลอดหลายปี
แต่แล้วทันทีที่ประตูห้องนอนถูกผลักเปิด ความอารมณ์ดีทั้งมวลกลับหายวับไปในพริบตา ร่างสูงชะงักไปครู่ใหญ่เมื่อเห็นเงาร่างหนึ่งนั่งรออยู่บนเตียงกว้าง ใบหน้านั้นถูกแสงไฟสลัวจับชัด
คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันทันที น้ำเสียงเย็นเฉียบเอ่ยถามโดยไม่ลังเล
“เธอเข้ามาในห้องฉันทำไม?”
ร่างสูงก้าวเข้าไปในห้องนอน กลิ่นน้ำหอมหวานลอยมาแตะจมูกทันที หญิงสาวในชุดนอนบางเฉียบสีครีมกึ่งซีทรูนั่งไขว่ห้างอยู่บนเตียงผ้าปูสีขาวสะอาด สายบราเส้นเล็กแทบจะหลุดไหล่ ผ้าเนื้อลื่นแนบไปกับผิวกายเนียนละเอียดเผยสัดส่วนชวนลุ่มหลง ผิวขาวอมชมพู ร่างระหง และเส้นผมยาวดำขลับที่ปล่อยสยายลงมา
เธอยกยิ้มยั่วเย้า แววตาฉ่ำปรือราวกับกำลังเชื้อเชิญ “วันนี้…วันตกไข่ค่ะ” เสียงหวานดังขึ้น ขณะมือบางเลื่อนเกลี่ยปอยผมเล่นอย่างออดอ้อน “เรามาพยายามด้วยกันเถอะนะคะ”
วายุภัคหัวเราะในลำคอ ทั้งเย้ยหยันทั้งไม่แยแส เขายกมือปลดเนกไทออกโยนไว้ตามแรง ก่อนถอดสูททิ้งลงบนโซฟาราวกับข้าวของไร้ค่า
“พยายามมาห้าปีแล้ว” น้ำเสียงทุ้มต่ำเย็นเฉียบ “ฉันว่าเธอเลิกฝันเฟื่อง แล้วตัดใจซะเถอะ”
คำพูดนั้นบาดลึกกว่าใบมีด เสี้ยวรอยยิ้มบนริมฝีปากหญิงสาวพลันสั่นไหวไปชั่ววูบ เธอพยายามรักษาท่าทียั่วยวน แต่แววตากลับซ่อนความหงุดหงิดเอาไว้ไม่มิด
“อย่าอารมณ์เสียสิคะ” ปาริฉัตรยกยิ้มฝืน “เราสองคนก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกันไม่ใช่เหรอ มาทำให้มันจบ ๆ ไปเถอะค่ะ”
ร่างสูงสะบัดหน้าหนีทันที “ฉันเหนื่อยกับการพยายามแล้ว ยอมรับความจริงเถอะ ปาริฉัตร…ว่าเธอมันผิดปกติ”
เลือดในกายคนสวยแล่นพล่านขึ้นหน้าทันที คำพูดนั้นเหมือนถูกตบหน้ากลางห้อง ใบหน้างดงามบิดเบี้ยวด้วยโทสะ
“นี่คุณ! พูดอะไรให้มันน่าฟังหน่อยนะคะ คุณว่าใครผิดปกติ!”
วายุภัคหันกลับมาสวนเสียงกร้าว “แล้วใครล่ะ? แต่งงานมากันห้าปี แต่มีลูกให้ฉันไม่ได้! คนเขาลือกันไปทั่วว่าฉันไม่มีน้ำยา แต่ที่ไหนได้ เธอต่างหากที่ผิดปกติ!”
ปาริฉัตรตวัดเสียงกลับแทบไม่คิด
“แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าฉันผิดปกติ! บางทีอาจจะเป็นคุณเองไม่ใช่เหรอที่ไม่มีน้ำยา!”
เสียงหอบหายใจของวายุภัคแรงขึ้นทันที เขาตะคอกกลับ ดวงตาแดงกร้าว
“รู้สิ! ก็ฉันเคย...”
แต่คำพูดกลับจุกอยู่ตรงลำคอ คล้ายถูกใครกดคอหอยเอาไว้ ความจริงนั้นที่เขาไม่กล้าเอื้อนเอ่ยออกมา ว่าเขาเคยมีลูกแล้วจริง ๆ แต่กลับเป็นตัวเองที่สั่งให้แม่ของลูก…เอาเด็กออก
ความผิดบาปนั้นฝังลึกอยู่ในอก และนั่นคือสิ่งที่ไม่มีวันลบเลือนได้ เป็นความลับที่เขาปิดบังใครต่อใครมาตลอดหลายปี
บรรยากาศในห้องเงียบกริบราวกับอากาศถูกสูบหาย เหลือไว้แต่เสียงหัวใจที่เต้นแรงด้วยโทสะจนแทบระเบิดออกมาของทั้งคู่
“เคย?” ปาริฉัตรทวนคำด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความข้องใจ แววตาคู่งามจ้องเขาเขม็งเหมือนพยายามหาคำตอบ
วายุภัคหลุบตาลงเล็กน้อย ก่อนจะรีบเบี่ยงประเด็น “ช่างเถอะ ออกไปจากห้องนอนของฉัน แล้วคราวหน้าคราวหลังก็อย่าเข้ามาโดยพลการแบบนี้อีก ฉันไม่ชอบ”
หญิงสาวหัวเราะหยันในลำคอ
“ชอบไม่ชอบ ฉันก็เป็นเมียคุณค่ะวายุ ชาตินี้ทั้งชาติคุณก็หนีจากฉันไม่พ้น ต่อให้คุณไม่รัก หรือจะเกลียดฉันเข้าไส้ ฉันก็จะอยู่เป็นหนามตำใจคุณไปจนกว่าฉันจะตาย”
“อย่าเหิมเกริมให้มากนัก ปาริฉัตร” เสียงทุ้มต่ำกดหนักด้วยอำนาจดังก้องทั่วห้อง “เธอก็รู้ดีว่าทุกวันนี้ที่เธอได้ชูคอในฐานะภรรยาของฉัน มันเพราะอะไร”
สายตาคมวาววับหันไปจับจ้อง ทำเอาร่างบางสั่นสะท้าน
“ไม่นับความลับเรื่องที่พ่อแม่เธอจับเธอใส่ตะกร้าล้างน้ำมาใส่พานให้ตระกูลฉัน เรื่องนี้รู้ถึงไหน คงอายถึงนั่น”
ปาริฉัตรหน้าซีดลงทันที เลือดในกายไหลย้อนกลับ ใบหน้าสวยเคร่งเครียดจนบิดเบี้ยว วายุภัคไม่ใช่คนพูดเยิ่นเย้อ หากเขาพูดร่ายยาวเช่นนี้ มีเพียงข้อเท็จจริงเดียว เธอได้เผลอแหย่รังแตนของแท้เข้าแล้ว
“ตลอดมา ฉันขอเธอเพียงอย่างเดียว…ขอแค่มีลูกให้ฉัน แต่เธอยังทำไม่ได้” เสียงเย็นเฉียบดังกดดันทีละคำ “อย่าให้ฉันหมดความอดทนกับเธอและตระกูลของเธอ ปาริฉัตร”
เขาก้าวเข้ามาใกล้จนเธอต้องถอยหลังไปติดขอบเตียง ดวงตาคมเปล่งประกายอำนาจ
“ตระกูลของฉัน สามารถลบชื่อเธอและผังตระกูลของเธอให้สาบสูญไปจากโลกได้ด้วยการดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว เพราะงั้น…เจียมตัวไว้หน่อยก็ดี”
ปาริฉัตรกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเฝื่อน ดวงตาคู่งามกะพริบถี่ หัวใจเต้นถี่จนแทบทะลุอก เมื่อบังเอิญสบตาคมกริบของวายุภัคก็ทำเอาเธอขนลุกวาบไปทั้งร่าง
เธอทำท่าจะรีบหมุนตัวเดินออกจากห้อง แต่เสียงทุ้มกร้าวก็ไล่ตามมาจนฝีเท้าชะงัก
“เรื่องลูก…ฉันหาคนมาท้องให้ได้แล้ว รอแค่เขาตกลง...”
คำพูดยังไม่ทันจบดี ปาริฉัตรก็หันขวับกลับมา ใบหน้าแดงก่ำทั้งโกรธทั้งตกใจ
“ใคร?”
“ไม่ใช่ธุระของเธอ”
วายุภัคตวัดเสียงกลับเย็นเยียบ ขณะมือใหญ่ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตทีละเม็ดอย่างไม่รีบร้อน ขณะที่ปาริฉัตรกัดฟันแน่น เสียงแหลมกรีดก้องออกมาทันที
“ฉันเป็นเมียคุณนะ! คุณควรจะถามความเห็นของฉันบ้างสิ!”
ร่างสูงไม่แม้แต่จะเหลียวตามอง เขาเงียบจนห้องอึดอัดไปชั่วครู่ ปาริฉัตรเป็นฝ่ายทนไม่ไหวต้องถามขึ้นอีก
"วิธีไหน?"
“วิธีธรรมชาติ”
“ฮะ?”
“เธอได้ยินไม่ผิดหรอก” วายุภัคสบตาตรง แววคมวาวเย็นเฉียบ “วิธีธรรมชาติ ฉันจะเอากับเด็กคนนั้น วิธีนี้ได้ผลชัวร์ที่สุด ฉันไม่อยากให้มีอะไรผิดพลาดอีก เธอเองก็ยังยืนกรานเองว่าจะใช้แต่วิธีนี้ ไม่ยอมไปหาหมอ ฮึ”
เลือดในกายปาริฉัตรเดือดพล่านจนใบหน้าสวยแดงก่ำด้วยโทสะ
“คุณจะไปนอนกับใครที่ไหนก็ไม่รู้แบบนั้นได้ยังไง! รู้ถึงไหนอายถึงนั่น!”
แต่ความเดือดดาลนั้นไม่ใช่เพราะหึงหวง ตลอดมาชีวิตสมรสของเธอกับก็วายุต่างคนต่างอยู่ เรื่องเมียน้อยหรือชู้เธอไม่เคยสนใจหรือเก็บเอามาคิด เธอเองก็ใช่ว่าจะมีเขาแค่คนเดียว
ทว่า…ครั้งนี้ต่างมันออกไป
ครั้งนี้เธอกลัว 'เด็กคนนั้น' ใครก็ตามที่วายุเลือก จะถูกเชิดหน้าชูตา กลายมาเป็นเสี้ยนหนามในชีวิตเธอ และถ้าวายุภัคกล้าประกาศว่าเด็กคนนั้นจะมาอุ้มท้องให้ ก็เท่ากับเปิดตัวเมียอีกคนไปในตัว
และนั่นหมายความว่า เธออาจจะถูกเขี่ยทิ้งเมื่อไรก็ได้
ปาริฉัตรกำมือแน่น ดวงตาร้อนผ่าว ความกลัวกัดกินใจยิ่งกว่าโทสะ ไม่ได้! เธอไม่มีวันยอมเด็ดขาด
ถ้าขาดอำนาจและเงินทองของวายุภัคไป เธอก็ไม่ต่างจากลูกคุณหนูตกยากที่ตระกูลไม่เหลือแม้แต่เศษซากไว้ให้พึ่งพา และนั่นคือสิ่งที่เธอยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้เลย ไม่ว่าจะต้องทำอย่างไรก็ตาม
“ออกไปได้แล้ว ฉันจะพักผ่อน”
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยห้วน พลางสะบัดมือไล่อย่างไม่ไยดี
ปาริฉัตรกัดริมฝีปากแน่น ก่อนจะหันหลังสะบัดออกจากห้องไปอย่างหงุดหงิด
ปึง! เสียงประตูปิดดังลั่นสะท้อนความเดือดดาลที่ยังคุกรุ่น
วายุภัคไม่แม้แต่จะเหลียวตาม เขาปลดเสื้อเชิ้ตออกก่อนโยนทิ้งไปตามแรง แล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียงกว้างอย่างเหนื่อยล้า มือหนายกขึ้นปิดดวงตาคม ปิดบังทั้งความอ่อนแรงและความปั่นป่วนในใจ
ความเงียบปกคลุมห้องไปชั่วขณะ ก่อนเสียงพึมพำต่ำแผ่วจะแทรกออกมา เพียงพอให้ตัวเองได้ยิน
“ถ้ามันง่ายขนาดนั้น ก็ดีสิ” เขาหัวเราะแผ่ว หวานขมปนกันในอก
“อย่าว่าแต่เอากันเลย แค่เด็กคนนั้นยอมให้อยู่ใกล้ ก็คงจะเป็นสิ่งอัศจรรย์อันดับแปดของโลกแล้วมั้ง…ฮึ”
รอยยิ้มเจื่อนคลี่บนริมฝีปาก รสชาติของจูบที่ยังติดอยู่ยังคงตามหลอกหลอนเขาไม่เลือนหาย
