บทที่ 7 บทที่ 5 ไอ้หน้าจืดนั่นเป็นใคร?

 บทที่ 5

ไอ้หน้าจืดนั่นเป็นใคร?

เช้าตรู่ในแหล่งชุมชนที่ยังคงคลาคล่ำด้วยเสียงผู้คนที่กำลังเริ่มต้นวันใหม่ แต่ภายในห้องเช่าเล็ก ๆ ของอชิกลับเต็มไปด้วยความกดดันเมื่อเสียง เคาะประตูดังรัวไม่หยุด

ก๊อก ก๊อก ก๊อก! 

“อชิ! อชิเว้ย! เจ๊มาเก็บค่าเช่าแล้ว!” เสียงเจ้าศรี คนดูแลห้องเช่าที่ขึ้นชื่อว่าปากจัดเป็นทุนเดิมตะโกนลั่นหน้าห้อง 

“นี่เลยมาจะเดือนครึ่งแล้วนะโว้ย!”

ภายในห้อง อชินั่งกอดเข่าก้มหน้าต่ำ เขาได้ยินทุกคำเต็มสองหู แต่ไม่กล้าแม้แต่จะเอื้อมไปบิดลูกบิดประตูออกไปเผชิญหน้า

สองร้อยบาท…ทั้งเนื้อทั้งตัวตอนนี้มีอยู่แค่นั้น ไหนจะค่าซ่อมมอเตอร์ไซค์อีกที่ยังไม่รู้จะต้องใช้เท่าไร ความอับจนถาโถมบีบหัวใจจนหายใจติดขัด

ที่สำคัญ คำพูดของวายุภัคเมื่อวานยังวนเวียนอยู่ในหัวว่า ห้องเช่านี้เป็นสมบัติของตระกูลอธิศานต์ ถ้ามันเป็นเรื่องจริง ต่อให้เจ๊ศรีไม่ไล่ วันหนึ่งเขาก็ไม่รู้จะถูกกลั่นแกล้งให้ออกไปวันไหน

เสียงเคาะยังไม่หยุด 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก! 

“เจ๊รู้นะว่าแกได้ยิน!” เสียงแหลมตะโกนตาม “เจ๊ให้เวลาแกอีกสามวัน! ถ้าไม่หาเงินมาจ่ายก็เตรียมเก็บของย้ายออกไปอยู่ที่อื่นได้เลยอชิ!”

หัวใจของเขาร่วงวูบลงไปที่ตาตุ่มทันที

ทั้งชีวิต อชิมีคนรู้จักอยู่ไม่กี่คน เขาเติบโตมาในบ้านของตระกูลอธิศานต์ พ่อตายตั้งแต่ตนอายุเพิ่งจะสองขวบ แม่ก็มาจากไปตอนเรียนมัธยม หลังจากนั้นชีวิตทั้งชีวิตก็ฝากอยู่ในบ้านหลังนั้นในฐานะคนใช้คนหนึ่ง ที่ไม่มีสิทธิ์จะเรียกร้องอะไร

เขาเลยไม่เคยคิดว่าจะต้องมีสังคม ไม่เคยคิดว่าจะต้องผูกมิตรกับใคร อยู่ไปวัน ๆ อย่างคนไร้ตัวตน มีที่อยู่ที่กินมีเงินเดือนใช้ก็เพียงพอแล้ว จนกระทั่งวันที่เขาตัดสินใจเดินออกมา เขาถึงได้รู้ว่าตัวเองโดดเดี่ยวแค่ไหน

คิดแล้วก็อดเสียดายไม่ได้ หากวันนั้นเขารู้จักเปิดใจให้ใครสักคนมากกว่านี้ บางทีตอนนี้ก็คงไม่ต้องนั่งกอดลูกอยู่ในห้องเช่าทรุดโทรมโดยไม่มีที่พึ่งพิง

แต่เพราะไม่มี…อชิจึงได้แต่กัดฟันคิดว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เขาจะไม่มีวันปล่อยให้ลูกชายต้องอดอยาก

สมองเริ่มครุ่นคิดหาทางออก 

ถ้าช่วงรถซ่อม ยังรับงานไรเดอร์ไม่ได้…ก็คงต้องไปหางานรับจ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำไปก่อน เอาเงินมาโปะค่าใช้จ่ายสักหน่อยก็คงดีกว่าอยู่เฉย ๆ

พอคิดได้แบบนั้น แววตาที่หม่นหมองก็พลันสว่างวาบขึ้นมา ร่างเล็กผุดลุกขึ้นนั่ง 

“ณัฐ!” เขาอุทานออกมาเสียงดังราวกับเพิ่งนึกถึงขุมทรัพย์ที่หายไป “นี่เราลืมหมอนั่นไปได้ยังไงกันนะ”

ว่าแล้วอชิก็กดโทรศัพท์เครื่องเก่าโทรออกทันที ไม่กี่อึดใจปลายสายก็กดรับ เสียงทุ้มคุ้นเคยดังแซวอย่างอารมณ์ดี

“ว่าไงอชิ? สงสัยพายุจะเข้าละมั้งนี่ เธอโทรหาฉันเอง”

เสียงแซวนั้นมาพร้อมกับเสียงรัวคีย์บอร์ดดัง แกร๊ก ๆ ๆ ลอยตามสายมา เป็นเสียงที่อชิจำได้ดี เพราะเจ้าของเสียงคือ ณัฐพล หนึ่งในเพื่อนไม่กี่คนของอชิ

ณัฐเป็นโปรแกรมเมอร์ในบริษัทใหญ่ ใคร ๆ ก็ว่ามีอนาคตสดใส แต่สำหรับอชิ เขารู้จักอีกด้านของเพื่อนคนนี้ดี ณัฐเป็นลูกเถ้าแก่แผงผักใหญ่ในตลาดสด ที่อชิเคยไปรับจ้างเข็นผักให้เมื่อหลายปีก่อน กว่าจะได้สนิทกันก็เพราะความเป็นคนง่าย ๆ ของณัฐนี่แหละ

ครั้งนี้อชิคิดว่าถ้าขอให้อีกฝ่ายช่วยหางานให้สักหน่อย ก็คงไม่ใช่การรบกวนเกินไป ถ้ากลับไปเข็นผัก อย่างน้อยถ้าวันหนึ่งหาเงินได้สักสามร้อยบาท ก็คงยังพอทุ่นค่าใช้จ่ายในบ้านไหว

“ณัฐ…ทำงานอยู่เหรอ? งั้นไว้เราค่อยโทรไปใหม่ก็ได้” 

อชิกรอกเสียงเบา กลัวว่าจะรบกวนเวลางานของเพื่อน แต่ปลายสายกลับหยุดเสียงคีย์บอร์ดลงทันควัน ก่อนจะพูดร้อนรนสวนทันที 

“เฮ้ย ๆ ไม่ต้อง! คุยได้สิ!” ตามมาด้วยเสียงหัวเราะร่า “สำหรับเธอ ฉันมีเวลาให้ทั้งชีวิตอยู่แล้ว”

อชิได้ยินก็ถึงกับเม้มปากแน่น ความรู้สึกอุ่น ๆ แทรกเข้ามาในอกอย่างไม่ทันตั้งตัว

“คือว่า…เราจะให้ถามเถ้าแก่กับเจ๊ให้หน่อยได้ไหม ว่าถ้าช่วงนี้เราจะขอไปทำงานเข็นผักให้ ท่านสองคนจะรับไหม?”

ปลายสายเงียบไปเล็กน้อย ก่อนเสียงทุ้มใสที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยการล้อเลียนจะเปลี่ยนเป็นห่วงใยทันควัน

“ทำไมอชิ งานไรเดอร์ไม่ดีเหรอ?”

คำถามนั้นเหมือนเข็มทิ่มใจ อชิกลืนน้ำลายฝืด ๆ ลงคอ ก่อนตอบเสียงเบา 

“พอดีคุณปู่งอแงอ่ะ เราพึ่งพาไปซ่อมเมื่อวาน ยังไม่รู้เลยว่าจะเสร็จวันไหน ก็เลยอยากหาอะไรทำไปพลาง ๆ ก่อน”

“อ้าวเหรอ แล้วน้องปราณล่ะ ไปเรียนยังไง?”

“เราพานั่งวินไปน่ะ แต่…เงินก็เหลือไม่มากแล้ว” เสียงอชิแผ่วลงทีละน้อยเหมือนสารภาพผิด “คืออยากได้งานทำ…ถ้าไม่เป็นการรบกวน เกินไป...”

ปลายสายไม่ปล่อยให้พูดจบ เสียงของณัฐสวนขึ้นมาอย่างหนักแน่น 

“อืม รออยู่นั่นแหละ เดี๋ยวฉันไปรับ พาไปหาเตี่ยกับม้า แต่งตัวให้น้องปราณด้วยเลย เดี๋ยวพาไปโรงเรียนพร้อมกัน”

ประโยคเรียบง่ายนั้นกลับทำเอาอชิจุกในอก ริมฝีปากสั่นน้อย ๆ ราวกับจะเอ่ยอะไรไม่ออก ดวงตาคู่กลมคลอเอ่อด้วยน้ำตาแห่งความโล่งใจ

เขากัดริมฝีปากแน่นก่อนจะฝืนกลั้นสะอื้น ตอบกลับไปเสียงสั่นพร่า “ได้…ขอบคุณนะณัฐ”

ไม่นานนัก รถญี่ปุ่นคันใหม่ราคาเกือบเจ็ดหลักก็ค่อย ๆ เคลื่อนมาจอดเทียบตรงหน้าห้องเช่าเล็ก ๆ ของอชิ

ทันทีที่ประตูเปิดออก ร่างสูงใหญ่ใต้เสื้อเชิ้ตแขนยาวพับถึงข้อศอกก็ก้าวลงมา น้องปราณที่รออยู่แล้วถึงกับวิ่งปรูดออกไปหา ใบหน้าเล็กเต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใส

“ลุงณัฐ! ลุงณัฐมาจริง ๆ ด้วย! หม่ามี้บอกว่าลุงณัฐจะมารับหนูไปโรงเรียน!”

เด็กน้อยพูดพลางวิ่งจนถึงตัวชายหนุ่ม ก่อนที่อีกฝ่ายจะอ้าแขนกว้างรับไว้แล้วอุ้มขึ้นเหนือพื้นอย่างคล่องแคล่ว พร้อมกดหอมแก้มฟอดใหญ่ด้วยความมันเขี้ยว

“น้องปราณ ลุงคิดถึงหนูที่สุดในโลกเลย!”

เสียงหัวเราะใสของเด็กน้อยดังขึ้นทันที 

“หนูก็คิดถึงคุณลุงครับ! ดูนี่สิ หนูกล้ามใหญ่เหมือนคุณลุงแล้วนะ!” ว่าแล้วก็เบ่งแขนเล็ก ๆ โชว์เต็มที่

ภาพนั้นทำเอาอชิที่ยืนมองอยู่หัวเราะออกมาโดยไม่รู้ตัว ส่วนร่างสูงก็หัวเราะตามอย่างเอ็นดู

ณัฐพล ผู้ชายที่สูงเกือบร้อยเก้าสิบเซนติเมตร อกกว้างบึกบึน ผิวขาวเนียนละมุนราวกับไม่เคยต้องแดด ดวงตาชั้นเดียวตามแบบฉบับเชื้อสายจีนกลับเปี่ยมด้วยความอบอุ่นเมื่อมองเด็กน้อย เส้นผมดำสนิทถูกเซตอย่างเรียบง่าย แต่ทุกอิริยาบถกลับดูภูมิฐาน

เครื่องแต่งกายธรรมดาอย่างเชิ้ตกับกางเกงสแล็กสะอาดเอี่ยมยังเสริมให้เขาดูโดดเด่นจนใคร ๆ ก็เหลียวมองได้ไม่ยาก ใบหน้าคมสันได้รูป ริมฝีปากหยักบางยกยิ้มละมุน ทุกอย่างรวมกันเป็นเสน่ห์ที่บรรดาสาว ๆ ต่างหมายปอง

ชายหนุ่มตรงหน้าดูดีตั้งแต่หัวจรดเท้า ทั้งสะอาด ทั้งหล่อ และยังมีกลิ่นของคนที่พร้อมจะให้พึ่งพาได้ ต่างกับชีวิตที่อชิกำลังดิ้นรนอย่างสิ้นเชิง

ชายหนุ่มก้าวเข้ามาใกล้อชิพร้อมยกยิ้มอ่อนโยน มือหนาเอื้อมขึ้นลูบศีรษะทุยเบา ๆ ราวกับจะปลอบโยน

“เป็นไงเรา หน้าตาดูเหนื่อยจังเลย”

อชิรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน 

“เหนื่อยอะไร ยังเข็นผักได้สบายมากต่างหาก ปะ ไปกัน เดี๋ยวน้องปราณเข้าเรียนสาย”

ว่าแล้วก็หันหลังเดินนำไปที่รถ มือเล็กกุมมือลูกชายแน่นโดยไม่รู้เลยว่าภาพนั้นสะกิดความรู้สึกบางอย่างของคนตัวสูงที่เดินตามมาติด ๆ

เมื่อรถญี่ปุ่นราคาเกือบเจ็ดหลักเคลื่อนออกไปจากซอยแคบเล็กในชุมชน บรรยากาศเหมือนกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง หากแต่ความจริงแล้ว สายตาคมกริบคู่หนึ่งยังจับจ้องไม่วางตา

จากรถยนต์หรูราคากว่าสี่สิบล้านที่จอดนิ่งอยู่อีกฟากถนน ร่างสูงใหญ่ในเบาะหลังเฝ้ามองตั้งแต่รถของณัฐพลเลี้ยวเข้ามาเทียบหน้าห้องเช่า จนกระทั่งมันแล่นออกไปจนลับสายตา

ทุกอิริยาบถที่แสนสนิทสนมของเด็กชายกับแม่ และชายแปลกหน้าคนนั้น ตกอยู่ในสายตาของวายุภัคทั้งหมด

คิ้วเข้มกระตุกวูบ ขากรรไกรขบแน่นจนสันกรามขึ้นชัด ขณะที่ลิ้นดุนดันกระพุ้งแก้มไปมาอย่างหงุดหงิด

เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นทำเอาอากาศในรถเย็นยะเยือกในพริบตา

“ไอ้หน้าจืดคนนั้นเป็นใคร?”

ศรัญญูที่นั่งข้างคนขับสะดุ้งเฮือก สบตากันเลิ่กลั่ก พวกเขารู้ดีว่าถ้าวายุภัคเข้าโหมดหงุดหงิดแบบนี้ ต้องระวังคำตอบให้มากที่สุด เพราะเพียงคำพูดผิดเพี้ยนสักนิด ก็อาจกระตุ้นให้เจ้านายระเบิดอารมณ์ออกมาได้ทันที

“ฉันไม่ยักรู้” วายุภัคพูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ว่าเด็กนั่น...คบใครอยู่?”


บทก่อนหน้า
บทถัดไป