บทที่ 4 บทที่ 1 จุดเริ่มต้น (B)

“คนบ้า! นีอุตส่าห์ช่วยดูแลมาตลอดทั้งคืน ตื่นขึ้นมาแทนที่จะขอบอกขอบใจ พูดแต่สิ่งดีๆ กลับมาแช่งให้เราขึ้นคานเสียนี่” หล่อนว่า แทนที่จะสำนึก ไม่มีเลยเสียล่ะ แถมยังแช่งเพื่อนให้ขึ้นคาน จะบ้าหรือไง ชีวิตลูกผู้หญิง เป็นใครก็ฝันถึงวันแต่งงาน ได้สวมชุดเจ้าสาวสวยๆ ทั้งนั้นล่ะ ใครอยากแก่หง่อมบนคานกันเล่า ต่อให้เป็นคานทองคำก็เถอะ

หญิงสาวคิดอย่างนึกโมโห นี่ถ้าไม่คิดว่าสงสารที่เมาจนหัวราน้ำมา เธอจะทุบกำปั้นให้สักตั้งหนึ่งเลยเชียว

“อ้าว นี่นีมีแฟนเหรอ?” ศิรศักดิ์ทำเสียงกระเซ้า พร้อมลุกขึ้นนั่งบนเตียง

“ยังหรอก...” ‘ก็อยากมีเหมือนกันนั่นล่ะ... ก็ชอบอยู่หรอก... แต่เขาไม่รู้ตัวสักที’ หญิงสาวคิดในใจ นึกน้อยใจอยู่บ้างที่เป็นได้แค่เพียงคนที่เขามองข้าม ข้ามไปทางซ้ายที ข้ามไปทางขวาที ไม่รู้จะต้องรอถึงเมื่อไหร่ ถึงจะกลายเป็นคนสำคัญขึ้นมาบ้าง หน้าตาเรารึก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไรเลย...

“นี่นีดูแลผมทั้งคืนหรือไง?”

“ก็ใช่น่ะสิ นี่ห้องเรานี่” หญิงสาวเอ่ย

“อืมจริงด้วย ขอบใจมากนะครับ แต่ว่าคราวหน้าไม่ต้องเอาผ้ามาซับหน้าแบบนี้หรอก ผมเมานะ... ไม่ได้เป็นไข้” ศิรศักดิ์มิวายพูดเย้าแหย่เข้าให้อีก ก็เวลาอยู่กับเพื่อนสาวทีไร ใจมันนึกยังไงไม่รู้ อยากแกล้ง อยากหยอกไปหมด เขาละชอบจริงๆ เวลาวิลาสินีแก้มแดงเพราะความเขินอาย เป็นสาวขี้อายมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว สมัยก่อนตอนเรียนชั้นประถม วิลาสินีจะโดนเพื่อนผู้ชายแกล้งบ่อยๆ จนบางทีร้องห่มร้องไห้ ก็ได้ศิรศักดิ์นี่ล่ะที่เป็นฮีโร่มาช่วย และคอยปกป้องมาตลอด จึงทำให้ทั้งสองเป็นเพื่อนรัก สนิทกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

“ย่ะ ยังจะมีคราวหน้าอีกหรือ เลิกทำตัวขี้เมาแบบนี้ได้แล้ว”

“ก็คนมันเสียใจ” ศิรศักดิ์ยังคร่ำครวญ ตั้งแต่คบหากับผู้หญิงมา มีสุนิตานี่ล่ะที่เขารักนักรักหนา แต่ทำไมสิ่งที่เธอทำกับเขาไม่สมกับที่เขารักหมดจิตหมดใจเลยก็ไม่รู้

มันน่าเสียใจไหมเล่า

“เสียใจก็ต้องทำใจสิ ไม่ใช่อะไรก็กินเหล้า” เพื่อนสาวเอ็ดทั้งที่รู้ว่าเพื่อนกำลังเศร้า แต่เธอก็ห่วงเขา อยากให้คิดได้ อยากเห็นเพื่อนหันมารักตัวเองบ้าง

“โอเคๆ จะพยายามก็แล้วกัน บ่นเป็นสาวแก่ไปได้”

“พูดมากจริง คราวหน้าไม่ช่วยแล้ว เมามาก็จะปล่อยให้ตายหน้าตึก จะเมาหรือจะเป็นไข้ ต่อไปไม่สนใจแล้วนะ จะปล่อยให้ตาย” คนเป็นเพื่อนโต้กลับอย่างแสนงอน ใจนึกหมั่นไส้คนเพิ่งสร่างเมาที่นอนจ้องหน้าบนเตียงนึกเชียว

“จริงดิ่?” เขายังยั่ว

“อืม...” คนหน้างอพึมพำส่งไปอีก คนเป็นเพื่อนรู้ว่าหญิงสาวเริ่มงอน จึงเปลี่ยนเรื่องคุย

“ว่าแต่... นียังไม่มีแฟนใช่มั้ย?” เพื่อนสนิทยังคงคาใจ

“ศักดิ์ถามทำไม” ‘จะขอเราเป็นแฟนหรือไง’ เริ่มประหม่าอดมโนไม่ได้จริงๆ ว่าความอกหักรักคุดบ่อยๆ ของเพื่อน เผื่อเขาจะมองเห็นหัวเธอบ้าง ใครจะไปรู้เกิดฟลุ๊คส้มหล่นขึ้นมา ฝันหวานๆ ของวิลาสินีก็จะได้เป็นจริงสักที หญิงสาวคิดอย่างเข้าข้างตัวเอง เพราะแอบรักเพื่อนคนนี้มานานปี แต่สิ่งที่ศิรศักดิ์มีให้ ไม่มีอะไรพิเศษเกินเลยคำว่า ‘เพื่อน’ เลยแม้แต่น้อย

“ถ้ามีผมจะได้ไม่มากวนบ่อยๆ” เขาว่า เพราะความสนิทสนมมาตั้งแต่เด็ก พอโตขึ้นมาความสนิทก็ยังคงไม่มีวันจาง ยังคงไปมาหาสู่ อยู่ค้างอ้างแรมในบางครั้ง จนบางทีก็ลืมนึกไปว่า แม้จะเป็นเพื่อนรักที่สนิทกันมากแค่ไหน ก็ยังถือว่าเป็นเพื่อนต่างเพศอยู่ดี และเพื่อนสาวของเขาก็ต้องมีเรื่องส่วนตัวบ้าง เขาเข้าใจมาตลอดว่าวิลาสินีเป็นสาวโสดที่ทำแต่งาน ไม่คิดมองผู้ชายคนไหน เขาเลยไปมาหาสู่ได้อย่างสบายใจ แต่ถ้าสถานะของเพื่อนเปลี่ยนไป เขาเองก็ต้องเว้นระยะห่าง ก็เพื่อนมีแฟน เขาคงมาบ่อยๆ แบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว

“อืม... ไม่มีหรอกแฟน... มีแต่แฟนคลับ” วิลาสินีทำท่าคิดก่อนครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงพึมพำ

“แฟนคลับ? นีเนี่ยนะมีแฟนคลับ” ศิรศักดิ์หลุดขำ มีเพื่อนเป็นดารารึก็ว่าไปอย่าง นี่สาวพนักงานออฟฟิศปกติธรรมดา จะหาแฟนคลับมาจากไหน นีละก็ช่างคิดเสียจริง

“ล้อเล่นน่ะ จะเอามาจากที่ไหนล่ะ แฟนคล่งแฟนคลับ พูดเล่น” เธอว่า พลางหลุดหัวเราะกิ๊ก เพื่อนหนุ่มยิ้มกว้างขวาง รู้อาการว่าถ้าแบบนี้เพื่อนสาวคงหายงอนเข้าแล้วล่ะสิ จากนั้นก็ชวนคุยต่อ

“โสดน่ะดีแล้ว” เขาเอ่ย

“ยังมึนหัวหรือ... อาการแบบนี้ต้องถอนหรือเปล่า” ตั้งแต่เด็กๆ แล้ว เวลาผู้ใหญ่กินเหล้าชอบพูดกันจนเธอได้ยินติดหูแล้วก็ท่องได้ขึ้นใจ ‘ศุกร์เมา-เสาร์นอน-อาทิตย์ถอน-จันทร์ลา’ เจริญชาติไทยล่ะทีนี้ ถ้าเมากันทั้งบ้านทั้งเมืองสภาพเศรษฐกิจคงแย่ ก็เล่นจะลางานกันทุกวันจันทร์น่ะสิ

“สงสัย” เขาเห็นคล้อยตามอย่างขันๆ ก่อนเดินไปห้องน้ำ “ขออาบน้ำก่อนนะ” เขาว่า อย่างกับที่นี่เป็นห้องตนเองอย่างนั้นล่ะ

“ยังจะมาถาม ทำตัวอย่างกับเป็นเจ้าของห้อง จะทำอะไรก็ตามสบายเถอะ เราจะเตรียมข้าวเช้าให้” เธอพ้ออย่างกระเง้ากระงอด ความจริงเธอก็ไม่รังเกียจหรอกถ้าศิรศักดิ์จะมาจะไปบ่อยๆ เพราะบางทีเธออยู่คนเดียวก็เหงาเหมือนกัน แต่ขานั้นจะมาก็ตอนไม่เหลือใครแล้วเท่านั้น ในขณะที่อีกฝ่ายรอคอยเขามาบ่อยๆ ทั้งที่เขาคงไม่เคยรู้ตัวเลยจริงๆ

“นีนี่ดีไปทุกอย่างนะ ทำไมไม่มีแฟนสักที” ยังมิวายทิ้งท้าย ก็เขามองว่าวิลาสินีก็เป็นผู้หญิงสวย ยิ่งโตก็ยิ่งสวย แม้ตอนเด็กๆ จะผอมแห้ง ผิวก็ดำเมี่ยมแถมกิริยามารยาทก็กระโดกกระเดกอย่างกับม้าดีดกะโหลก แต่พอโตเป็นสาวกลับสวยวันสวยคืน ผิวพรรณก็ขาวผ่องเป็นยองใย มองทีไรก็แทบอดใจเอาไว้ไม่ได้ นี่ถ้าไม่เห็นแก่ความเป็นเพื่อน เขาคงรวบหัวรวบหางปิดการขายไปแล้ว

“ก็หายโง่สักทีสิ... ไอ้เพื่อนบ้า!”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป