บทที่ 5 บทที่ 2 เพื่อนสนิทคิดข้าม Friend Zone (A)
2
เพื่อนสนิทคิดข้าม Friend Zone
ศิรศักดิ์ เดชสุทธิรักษ์ นักธุรกิจหนุ่มมาดเพลย์บอยวัยยี่สิบหกปี เขาเติบโตมาจากบ้านเด็กกำพร้า ไม่รู้ว่าพ่อแม่ที่แท้จริงคือใคร... แต่โชคดีที่มีครอบครัว ‘เดชสุทธิรักษ์’ รับอุปการะเอาไว้เป็นบุตรบุญธรรม
ครอบครัวบุญธรรมนั้นเองมีธุรกิจหลากหลาย บ้างกำลังก่อร่างสร้างตัว บ้างก็ล้มลุกคลุกคลาน สมาชิกในครอบครัวนอกจากมีผู้เป็นพ่อแล้ว เขามีพี่ชายอีกคนหนึ่ง ทั้งสองรักใคร่กลมเกลียวและสนิทกันมาก จะต่างก็ตรงนิสัย คมกริชเป็นคนจริงจังเอางานเอาการเพราะเป็นลูกชายคนโตของครอบครัว ถูกบ่มเพาะเรื่องความรับผิดชอบจากบิดามาตั้งแต่เด็ก ส่วนศิรศักดิ์ แม้จะถูกเลี้ยงมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย แต่ด้วยความเป็นลูกชายคนเล็ก ก็ยังถูกตามใจอยู่บ้าง ศิรศักดิ์มีรูปร่างหน้าตาดีไม่แพ้คมกริช นี่จึงเป็นเหตุให้เขามีสาวๆ เข้ามาในชีวิตเยอะ รวมทั้งส่วนตัวเองก็เป็นคนเจ้าชู้มากเสน่ห์ บ่อยครั้งที่มีคำติฉินนินทาต่างๆ นานาว่าเขาไม่เอางานเอาการเหมือนผู้เป็นพี่ แต่ความจริงแล้ว เขาก็มีส่วนช่วยธุรกิจของครอบครัวไม่แพ้พี่ชายเลย เพียงแต่ภาพของความเป็นเพลย์บอยของเขามันจะชัดเจนล้ำหน้าความจริงจังเอางานเอาการไปสักหน่อย
เพลย์บอยหนุ่มอาบน้ำเสร็จ ออกจากห้องน้ำมาด้วยสภาพเปลือยท่อนบน ตลอดทั้งเรือนกายแกร่งกำยำพันรอบเอวหนาด้วยผ้าขนหนูเพียงผืนเดียว นั่นมันเป็นภาพชินตาที่วิลาสินีไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ถ้าเพื่อนคนนี้มาพักค้างอ้างแรมกับเธอ
“อาบน้ำแล้วก็ใส่เสื้อผ้าซะ มากินข้าวกัน” ขณะปากเอ่ยออกไปนั้น ดวงตากลมวาวก็เสมองไปทางอื่น เจตนาหลบสายตาจากภาพยั่วยุนั้น จริงอยู่ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอเห็นศิรศักดิ์อยู่ในสภาพเปลือยท่อนบน แต่ระยะหลังๆ มานี้ ภาพเดิมๆ แต่เพิ่มเติมคือเธอรู้สึกร้อนรุ่มแบบแปลกๆ ทุกครั้งที่เห็นเขาอยู่ในสภาพนั้น
‘ทำไม... จู่ๆ ถึงเห็นความเซ็กซี่ของอีตาเพื่อนบ้าคนนี้ขึ้นมาได้’ วิลาสินีนึกตำหนิตัวเอง แถมอยากเขกหัวตัวเองเบาๆ ด้วยที่เผลอจินตนาการต่อไปเสียยาว...
ถ้าเพื่อนหนุ่มไม่มีผ้าเช็ดตัวผืนยาวใหญ่นั่น... จะเป็นยังไง...
“แล้วมีให้ถอนหรือเปล่า?” ศิรศักดิ์ถามถึงน้ำสีอำพัน
“นี่ยังจะอยากเมาอีกหรือไง?” เพื่อนสาวตวาดแว้ดใส่หน้าเขา ปากร้ายก็จริง แต่ใจมีเจตนาเป็นห่วง ไม่อยากเห็นเพื่อนอายุสั้น
“มันปวดหัวน่ะ” เขาว่าพลางสะบัดศีรษะไปมาช้าๆ ราวกับว่าจะสลัดความเป็นหัวหนึบๆ ที่คลอบงำเขาอยู่ให้มันหลุดออกไปได้อย่างนั้นล่ะ
ไม่เลย... ปวดยิ่งกว่าเดิม
“อืม... มีเหลืออยู่ในตู้น่ะ ซื้อมาเป็นลังตั้งแต่คราวนั้นล่ะ ศักดิ์ก็รู้... เราไม่ใช่เมรีขี้เมานะ คราวก่อนศักดิ์ซื้อมาแค่ไหน ตอนนี้อยู่เท่าเดิมแหละ” วิลาสินีแถลงไข ไม่เข้าใจทำไมเพื่อนชอบซื้อเหล้าเบียร์มาตุนที่ห้องเธอไว้ทีละเยอะๆ
“เกือบลังน่ะนะ?” ว่าทั้งที่ยืนหันหลังให้หญิงสาว วิลาสินีจึงมองเห็นเพียงไหล่กว้างและแผ่นหลังแกร่งกับผิวขาวของเขา
ยิ่งมอง... ก็ยิ่งพบว่าเพื่อนสมัยมัธยมคนนี้ ยิ่งโต... ยิ่งแตกหนุ่ม เขาก็ยิ่งดูหล่อเหลามากออกปานนั้น แต่ทำไมนะ มันถึงอกหักบ่อยได้ขนาดนี้ บางทีวิลาสินีก็ไม่เข้าใจ
“อืม...” หญิงสาวพยักหน้า “แต่ชงกับน้ำนะ ขี้เกียจลงไปซื้อโซดา” เธอคงไม่ทำตัวเป็นสาวเสิร์ฟหรอกนะถ้าเขาจะเมาต่อที่ห้อง เพราะมีงานบ้านต้องทำอีกตั้งเยอะตั้งแยะ นี่ว่าจะรีดผ้าต่อ เมื่อคืนคิดว่าพอเขาตื่นนอนกลับไป เธอจะเก็บกวาดเช็ดถูห้องเสียหน่อย แต่นี่สงสัยต้องเลื่อน เพราะเขาไม่มีท่าทีว่าจะกลับตอนไหนเลย
“เพียวๆ เลยละกัน” ชายหนุ่มว่า ทันพอดีกับมานั่งลงโต๊ะกินข้าว ก่อนมองสบตาเพื่อนสาว
“นีนี่... ยิ่งโต ก็ยิ่งสวยนะเนี่ย ทำไมตอนเด็กๆ ถึงขี้เหร่ไม่รู้เนอะ” เพื่อนหนุ่มพูดจากระเซ้า คนฟังถึงกับแก้มร้อนวูบ หัวใจสั่นด้วยความขวยเขิน ก็จู่ๆ เล่นมาชมกันซึ่งหน้าแบบนี้ ไม่เขินก็ไม่รู้จะว่ายังไง หรือน้ำเมาทำเขาถึงกับตาลาย ทำให้เธอที่เขาเคยมองข้ามกลายเป็นคนสวยขึ้นมาในพริบตา ถ้าเพราะฤทธิ์เหล้าทำให้เขามองว่าเธอสวย แม่จะให้เมาทั้งวันทั้งคืนเลยก็ได้ เธอก็ชอบนะเวลามีใครชมว่าสวยน่ะ ถึงแม้ความจริงเธอจะไม่ได้สวยขนาดนั้นก็ตาม
“คนบ้า ปากดีแบบนี้ให้กินดีมั้ยเนี่ย” เขินอายจนหน้าแดง แต่ยังมิวายโต้ออกไปแก้เก้อเขิน แก้มร้อนวูบวาบยังไม่พอ หัวใจเจ้ากรรมดันเต้นรัวอย่างกับประทัดกำลังระเบิดในอก
“ล้อเล่นน่า... นี่ชมนะว่าสวย” เพื่อนหนุ่มยิ่งล้ออย่างนึกสนุก ก็บอกแล้วว่าเขาชอบแกล้ง ชอบเวลาวิลาสินีเขินอายเพราะเขา นี่กระมังที่เป็นเหตุให้ศิรศักดิ์คอยขวางลำเพื่อนฝูงคนอื่นๆ หวงก้างไม่ให้ใครเข้ามาแกล้งวิลาสินี ที่แท้ ตัวเองจะเก็บเอาไว้แกล้งคนเดียวล่ะสิไม่ว่า
“ขอบใจ กินๆ เข้าไปสิข้าวน่ะ” ว่าด้วยท่าทางกระเง้ากระงอด คนบ้า ชมกันอยู่ดีๆ คนฟังกำลังเคลิ้ม อยู่ๆ มาดับฝันกลางคัน บอกว่าล้อเล่น เพื่อนเล่นนายหรือไง ไอ้คนขี้อกหักเอ๊ย!
