บทที่ 6 บทที่ 2 เพื่อนสนิทคิดข้าม Friend Zone (B)
“จ้า”
สิ้นคำสนทนา เพื่อนสนิทสองหนุ่มสาวก็นั่งกินข้าวเช้า ในเวลาเกือบสิบโมง
“เอ้อ... นี่นีไม่ไปทำงานหรือ จะสิบโมงแล้ว” เพื่อนหนุ่มเพิ่งนึกขึ้นมาได้ วันนี้มันเป็นวันหยุดเสียที่ไหน แล้วที่เขาไม่ไปทำงานก็เพราะเมา แต่เพื่อนสาวนี่สิ เพราะเขาทำเพื่อนเดือดร้อนหรือเปล่า อดเป็นห่วงไม่ได้ เขาไม่น่าเอาตัวเองในสภาพน่าสมเพชมารบกวนเพื่อนสาวเลยจริงๆ
“โทรไปลาแล้ว อย่างกับไปได้งั้นล่ะ ศักดิ์ตื่นก็เกือบเก้าโมงแล้ว กว่าจะเตรียมของกิน เราคงไปถึงบริษัทเที่ยงพอดี” วิลาสินีเล่า ถ้าไปถึงบริษัทก็ปาไปครึ่งวันแล้ว สู้ลางานดีกว่าไหม ปกติเธอไม่ชอบลางานสักเท่าไหร่ แต่นี่เหตุสุดวิสัยจริงๆ จะทิ้งให้เพื่อนอยู่ห้องคนเดียวก็กลัวจะอดตายเสียเปล่าๆ กลับมาไม่อยากเจอศพ
“เราออกไปทีหลังก็ได้”
“แหม... ใครจะทำงั้น ข้าวน้ำยังไม่กิน เดี๋ยวก็หิวตายหรอก ว่าแต่ศักดิ์เถอะ ไม่ทำงานทำการหรือไง แล้วคิดได้ไงไปเมาคืนวันอาทิตย์?” ว่าจะไม่ถามแล้วเชียว พิษรักมันรุนแรงขนาดนี้เชียวหรือนี่ เป็นเธอหน่อยไม่ได้ ต่อให้ใครไม่รัก เธอก็จะรักตัวเอง แล้วไม่มีวันปล่อยให้ตัวเองเสียงานเสียการแบบนี้เด็ดขาด ยังมีคนเคยบอกเลยว่าจะให้ใครมารัก เราต้องรักตัวเองก่อน ชีวิตดี อะไรดี เดี๋ยวสิ่งดีๆ ก็เข้ามาเอง อย่างที่เขาว่ากันว่าทุกอย่างบนโลกใบนี้อยู่ภายใต้กฎของแรงดึงดูดอย่างไรล่ะ วิลาสินีคิดไปเรื่อยเปื่อยขณะรอฟังคำตอบเพื่อน
“เมามาตั้งแต่คืนวันศุกร์แล้ว” เพื่อนหนุ่มตอบ เขารู้ดีว่ากำลังทำตัวเป็นคนไม่เอาถ่าน แต่เขาจะทำตัวแย่ๆ แบบนี้ ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายเท่านั้นล่ะ ไม่ใช่อะไรนะ รู้สึกผิด รู้สึกเกรงใจเพื่อนอย่างวิลาสินีอย่างสุดหัวใจ เขาเองรู้ดีมาโดยตลอดว่าเพื่อนรักและห่วงเขามากแค่ไหน แต่เมื่อหันกลับมามองตัวเองแล้ว ทำตัวไม่คู่ควรสมกับที่เพื่อนห่วงเลย
‘แกต้องทำตัวใหม่... ต้องทำอะไรสักอย่างแล้วไอ้ศักดิ์!’ เขาเตือนตัวเอง
“หือ... นี่จะเมาเอาโล่ห์หรือไง?” วิลาสินีพูดเหน็บเพื่อนเข้าให้ ทั้งนึกหมั่นไส้ อีกใจก็นึกสงสาร คนอะไรหน้าตาก็ดีอยู่หรอก แต่ทำไมถึงได้อกหักรักคุดบ่อยขนาดนี้ หรือเรื่องหน้าตาจะไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้คนเรารักกัน... นั่นสิ เรื่องของความรัก มันน่าจะมีหลายๆ อย่างประกอบกันนะ วิลาสินีหญิงสาวผู้อ่อนประสบการณ์คิดเองเออเอง
“ก็คนอกหักน่ะ นี่ไงถึงบอกนี่อย่ามีเลยนะแฟน เจอพิษรักเข้า เห็นปางตายทุกคน” ตอกย้ำเพื่อนเข้าไปอีก อีกฝ่ายถึงกับค้อนขวัก แต่เขาไม่เห็น
“ฮึ แล้วไม่เห็นว่านายจะเข็ด เห็นรักผู้หญิงไปทั่ว” มิวายพูดเหน็บ ก็เพื่อนสนิทนี่นา มากกว่านี้ก็ว่ามาแล้ว ไม่เห็นจะมีใครโกรธใครเลยนี่
“ก็ไม่รู้สิ สมัยนี้สาวๆ สวยๆ มีเยอะแยะไปหมด แต่พอคบหาทำไมไม่เป็นนางฟ้าอย่างที่ฝันก็ไม่รู้” ศิรศักดิ์พ่อออกมาอย่างเซ็งๆ
“แล้วกับตาเป็นยังไงบ้างล่ะ?” วิลาสินีหมายถึงสุนิตา คนรักของศิรศักดิ์นั่นแหละ แต่เอ๊ะ... ต้องเรียกว่าแฟนเก่าหรือเปล่า ถึงจะถูก
“เขาทิ้งเราไปมีใหม่... ศักดิ์กับตา เราเลิกกันแล้ว” ศิรศักดิ์สารภาพเสียงอ่อย แววตาฉายแววละห้อยเหมือนชีวิตนี้ไม่มีค่าที่ควรมีชีวิตอยู่อีกต่อไป
“รักหรือเปล่า?”
“รักสิ ไม่รักจะเมาขนาดนี้เหรอ” ศิรศักดิ์ตอบเสียงห้วน ไม่รู้ตัวเลยว่าคำตอบของตนกำลังทำหัวใจของอีกฝ่ายห่อเหี่ยวลงในบัดดล
“ทำไมไม่ง้อล่ะ” แม้ภายในจะรู้สึกเศร้า แต่ก็ยังมิวายแนะนำเพื่อน บางทีการง้อผู้หญิงด้วยความพยายามศิรศักดิ์อาจไม่ต้องกลายเป็นขี้เมาจนน่าสมเพชแบบนี้ก็ได้นะ
“เขาอยู่ให้ง้อก็ดีน่ะสิ ตาบินไปเมืองนอกแล้ว” แถมยังไม่ให้ศักดิ์รู้ด้วยว่าหนีไปไหน สงสัยกลัวเราจะตามไปหรืออย่างไรไม่ทราบได้
“โธ่... น่าสงสาร อย่าคิดมากนะ คนเรา คู่กันแล้วไม่แคล้วกันหรอก ไม่แน่นะ สักวันคุณนิต้าอาจมาง้อขอคืนดีกับศักดิ์ก็ได้” วิลาสินีพูดปลอบใจเพื่อน เธอทำได้หลายบุคลิกกับเพื่อนคนนี้ โอ๋มากก็ไม่ดี ดุมากไปก็ไม่ได้ บัดเดี๋ยวเตลิดขึ้นมาจะยุ่ง เธอสงสารเสียมากกว่า เพราะเขาไม่มีใคร ไม่มีญาติสนิทที่แท้จริงเพราะอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ เพื่อนสนิทก็ไม่มีที่ไหน
ตอนเด็กๆ รู้จักกันที่โรงเรียน เขาก็เป็นเด็กกำพร้าที่ครูใหญ่ดูแลอุปถัมภ์ พอหมดบุญครูใหญ่ ศิรศักดิ์ก็ค่อนข้างดิ้นรน ตรงจุดนี้เอง เธอจึงไม่เคยคิดจะทอดทิ้งเพื่อนคนนี้ เพราะเธอนั้นมีพร้อมทุกอย่าง มีครอบครัวที่อบอุ่น มีพ่อแม่พี่น้อง วงศาคณาญาติยั้วเยี้ยไปหมดเลย มีโอกาสได้เรียน จบก็ได้งานทำดีๆ มีเงินเดือนพอเลี้ยงตัวได้ อยู่อย่างพอเพียงไม่ฟุ้งเฟ้อก็พอมีเงินเหลือเก็บบ้างนิดหน่อยในแต่ละเดือนเอาไว้ใช้ยามแก่เฒ่า เท่านี้เธอก็มีความสุข เมื่อมองความสุขของตัว มองออกไปเห็นคนอื่นขาด ก็อดที่จะหยิบยื่นความมีน้ำใจให้เขาไม่ได้ นี่ล่ะคือสายใยบางๆ ของความห่วงใยที่เพื่อนมีต่อเพื่อน หญิงสาวเองก็พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะควบคุมข่มใจให้มันเป็นความรู้สึกแบบเพื่อนไปนานๆ แต่ดูเหมือนช่วงหลังๆ มันจะมีสัญญาณบางอย่างที่เตือนว่า... ไม่เหมือนเดิมแล้ว ความรู้สึกที่เธอมีต่อเขา มันไม่เหมือนเดิม
“ให้มันจริงเถอะ” เขาสำทับขึ้นมา น้ำเสียงเย้ยหยันในโชคชะตาตนเอง พอดีกับที่เสียงเข้มๆ ของเขาปลุกวิลาสินีให้ตื่นจากภวังค์ เธอเผลอคิดอะไรเพลินไปหน่อย
