บทที่ 2 ตอนที่ 2 ความเงียบ

ตอนที่ 2

ความเงียบ

บรรยากาศในห้องประชุมราวกับมีไฟฟ้าแล่นผ่าน สายฟ้านิ่งไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนหัวเราะออกมาเบา ๆ ดวงตาคมมีแววถูกใจอย่างปิดไม่มิด

“ผมชอบคนกล้าพูดนะครับ แต่คนกล้าพูดต้องกล้ารับผลของคำพูดตัวเองด้วย” สายฟ้ากล่าวพลางเอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย น้ำเสียงของเขาต่ำลงจนเหมือนบทสนทนานั้นมีไว้สำหรับเธอคนเดียว

“ดิฉันรับผิดชอบคำพูดตัวเองเสมอค่ะ และหวังว่าท่านประธานจะเป็นแบบเดียวกัน” อัญชิสาตอบโดยไม่กะพริบตา ทำให้คนทั้งห้องได้เห็นว่าผู้หญิงคนใหม่ไม่ได้ถูกเสน่ห์ของบอสเพลย์บอยทำให้เสียหลักแม้แต่น้อย

หลังการประชุมจบลง ผู้บริหารทยอยออกจากห้อง บางคนเดินผ่านอัญชิสาด้วยสีหน้าสนใจ บางคนมองเธอด้วยความไม่พอใจอย่างเปิดเผย เธอเก็บเอกสารของตัวเองอย่างใจเย็น เตรียมเดินออกไปพร้อมคนอื่น แต่เสียงทุ้มของสายฟ้าทำให้เธอชะงัก

“คุณอัญชิสา อยู่ต่อสักครู่ครับ ผมมีเรื่องจะคุยด้วย” สายฟ้าเอ่ยขึ้นจากหัวโต๊ะประชุม ขณะที่สายตายังจับอยู่บนแฟ้มในมือ

อัญชิสาหันกลับไปมองเขาอย่างไม่แสดงความรู้สึก ก่อนพยักหน้ารับอย่างสุภาพ

“ได้ค่ะ ท่านประธาน” เธอกล่าวสั้น ๆ แต่ท่าทีของเธอไม่ได้เหมือนคนที่กำลังรอรับคำสั่ง หากเหมือนคนที่พร้อมเข้าสู่บทสนทนาอีกยกหนึ่ง

เมื่อทุกคนออกจากห้องไปแล้ว ห้องประชุมกว้างใหญ่เหลือเพียงเธอกับสายฟ้า ความเงียบที่ตามมาทำให้เสียงเครื่องปรับอากาศเบาลงจนแทบไม่ได้ยิน สายฟ้าลุกขึ้นจากหัวโต๊ะ เดินช้า ๆ มาหยุดตรงหน้ากระจกสูงที่มองเห็นเมืองทั้งเมืองอยู่เบื้องล่าง

“คุณรู้ไหมว่าคนส่วนใหญ่ที่เข้ามาวันแรกมักเริ่มด้วยการเอาใจผม ไม่ใช่การตอกหน้าผู้บริหารเก่ากลางห้องประชุม” สายฟ้าพูดโดยไม่ได้หันกลับมา น้ำเสียงเหมือนตำหนิ แต่แฝงรอยขบขันอยู่ลึก ๆ

“ดิฉันไม่ได้ตอกหน้าใครค่ะ ดิฉันพูดตามข้อมูลที่ได้รับมา” อัญชิสาตอบพร้อมยืนอยู่ที่เดิม ไม่ขยับเข้าใกล้เขาแม้แต่นิด

“ข้อมูลบางอย่างพูดผิดที่ผิดเวลาก็ทำให้ศัตรูเพิ่มขึ้นได้ คุณไม่กลัวหรือครับ” สายฟ้าถามพลางหันกลับมามองเธอเต็มตา

“ดิฉันกลัวความผิดพลาดมากกว่ากลัวศัตรูค่ะ เพราะศัตรูยังพอรับมือได้ แต่ความผิดพลาดที่ถูกปล่อยไว้เพราะความเกรงใจ มักทำลายทั้งองค์กรค่ะ” อัญชิสาตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ใบหน้าของเธอสงบนิ่งราวกับคำถามของเขาไม่ได้ทำให้หวั่นไหวเลย

สายฟ้าเดินเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าว กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ของเขาลอยเข้ามาแตะปลายจมูก เป็นกลิ่นสะอาด ลุ่มลึก และอันตรายอย่างประหลาด

“คุณพูดเหมือนคนที่เคยเห็นองค์กรพังเพราะความเกรงใจมาแล้ว” สายฟ้ากล่าวช้า ๆ และจ้องเธอราวกับอยากอ่านอดีตที่เธอซ่อนเอาไว้

“ดิฉันเห็นมามากพอจะรู้ว่าความเงียบของคนเก่งบางครั้งน่ากลัวกว่าความผิดของคนโง่ค่ะ” อัญชิสาตอบโดยไม่หลบสายตา แม้ระยะห่างระหว่างทั้งสองจะลดลงจนทำให้บรรยากาศเริ่มหนาแน่นขึ้น

“คุณนี่น่าสนใจกว่าที่คิดจริง ๆ” สายฟ้าพูดเสียงต่ำ รอยยิ้มมุมปากของเขาทำให้คำชมฟังดูคล้ายการล่อลวง

“ดิฉันหวังว่าความน่าสนใจของดิฉันจะอยู่ที่ผลงาน ไม่ใช่อย่างอื่นค่ะ” อัญชิสาตอบทันที และคำตอบนั้นทำให้แววตาของสายฟ้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย

ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ อีกครั้ง แต่ครั้งนี้เสียงหัวเราะของเขามีความพอใจมากกว่าความขบขัน

“คุณคิดว่าผมกำลังจีบคุณหรือครับ” สายฟ้าถามตรง ๆ อย่างไม่อ้อมค้อม

“ดิฉันคิดว่าท่านประธานเคยชินกับการทำให้ผู้หญิงเสียจังหวะค่ะ แต่บังเอิญว่าวิธีนั้นใช้ไม่ได้กับดิฉัน” อัญชิสาตอบอย่างสุภาพ ทว่าทุกคำชัดเจนราวกับใบมีดบาง ๆ

สายฟ้านิ่งไป ก่อนดวงตาคมจะเป็นประกายสนุก

“ผมชอบความมั่นใจของคุณนะ อัญชิสา” เขากล่าวโดยตั้งใจลดคำเรียกให้ใกล้ชิดขึ้น

“แต่ดิฉันไม่ชอบให้ใครเรียกชื่อเล่นในที่ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตค่ะ” อัญชิสาตอบทันที พร้อมยกคางขึ้นเล็กน้อย

“งั้นผมควรเรียกคุณว่าอะไรดีครับ” สายฟ้าถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเกินจำเป็น

“คุณอัญชิสาค่ะ จนกว่าเราจะสนิทกันพอให้ดิฉันอนุญาตเป็นอย่างอื่น” เธอตอบชัดเจน และไม่ยอมให้รอยยิ้มของเขาทำให้ตัวเองเสียหลัก

“เข้าใจแล้วครับ คุณอัญชิสา” สายฟ้ากล่าวอย่างยอมถอย แต่ประกายในตาบอกว่าเขาไม่ได้ยอมแพ้จริง

อัญชิสาก้มศีรษะเล็กน้อย ก่อนหมุนตัวเดินออกจากห้องประชุม ทว่าขณะที่มือของเธอแตะลูกบิดประตู เสียงของสายฟ้าก็ดังตามหลังมาอีกครั้ง

“คืนนี้มีงานเลี้ยงต้อนรับผู้บริหารชุดใหม่ คุณต้องไปร่วมงานด้วยนะครับ” สายฟ้ากล่าวด้วยน้ำเสียงที่กลับมาเป็นทางการมากขึ้น แต่ยังมีความหมายบางอย่างซ่อนอยู่

“ถ้าเป็นหน้าที่ในฐานะผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์ ดิฉันจะไปค่ะ” อัญชิสาตอบโดยไม่หันกลับไปมอง

“แล้วถ้าไม่ใช่แค่หน้าที่ล่ะครับ” สายฟ้าถามต่อทันที น้ำเสียงกึ่งหยอกกึ่งท้าทาย

อัญชิสาหันกลับมามองเขาครู่หนึ่ง รอยยิ้มบางปรากฏบนริมฝีปากสวย แต่แววตาของเธอคมกว่ารอยยิ้มมาก

“ถ้าไม่ใช่หน้าที่ ดิฉันก็ต้องพิจารณาก่อนว่าคุ้มค่ากับเวลาของดิฉันหรือเปล่าค่ะ” เธอกล่าวจบแล้วเปิดประตูออกไป ปล่อยให้สายฟ้ายืนยิ้มอยู่เพียงลำพังในห้องประชุม

สายฟ้ามองประตูที่ปิดลงช้า ๆ ความสนุกบางอย่างแล่นผ่านหัวใจอย่างที่เขาไม่ได้รู้สึกมานาน ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้พยายามเข้าใกล้เขา ไม่ได้กลัวเขา และไม่ได้อยากได้อะไรจากเขาอย่างชัดเจน

นั่นทำให้เขาอยากรู้ว่า ถ้ากำแพงของเธอร้าวขึ้นมาเพียงนิดเดียว ข้างในนั้นจะซ่อนอะไรไว้บ้าง

ค่ำวันนั้น ห้องบอลรูมของโรงแรมอภิชาติแกรนด์ ถูกตกแต่งอย่างหรูหราด้วยแสงไฟสีทองอ่อน ดอกไม้สีขาวเรียงรายตามมุมห้อง เสียงดนตรี                     แจ๊ซบรรเลงคลอเบา ๆ ขณะที่ผู้บริหาร แขกสำคัญ และพนักงานระดับหัวหน้าฝ่ายทยอยเข้ามาในงานเลี้ยงต้อนรับทีมบริหารชุดใหม่

อัญชิสาปรากฏตัวในชุดเดรสสีดำเรียบหรู ความยาวคลุมเข่า ทรงเข้ารูปพอดีโดยไม่เปิดเผยเกินงาม ผมที่เคยรวบเป็นมวยในตอนเช้าถูกปล่อยลงเป็นลอนอ่อน ๆ ทำให้ใบหน้าคมเฉี่ยวดูหวานขึ้นเล็กน้อย แต่แววตาของเธอยังคงมั่นคงเหมือนเดิม

สายตาหลายคู่หันมามองเธอทันทีที่เธอก้าวเข้ามาในงาน แต่ครั้งนี้เสียงซุบซิบต่างจากตอนเช้า มีทั้งความชื่นชมและความระแวงปะปนกัน

“สวยกว่าที่คิดอีกนะ แต่ดูเข้าถึงยากชะมัด” พนักงานชายคนหนึ่งพูดกับเพื่อนขณะยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นจิบ

“ผู้หญิงแบบนี้แหละที่บอสชอบ ท้าทายดี แต่ฉันว่าอยู่ได้ไม่นานหรอก ถ้าเล่นเกมกับคุณสายฟ้า ใคร ๆ ก็แพ้ทั้งนั้น” หญิงสาวอีกคนตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ เหมือนเคยเห็นผู้หญิงมากมายพ่ายแพ้ต่อเสน่ห์ของประธานหนุ่มมาแล้ว

อัญชิสาได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้าง แต่เธอไม่สนใจ เธอหยิบแก้วน้ำผลไม้จากบริกร แล้วยืนคุยกับผู้จัดการฝ่ายการตลาดเรื่องข้อมูลลูกค้าเป้าหมายของโรงแรมสาขาหัวหินอย่างจริงจัง แม้อยู่ในงานเลี้ยง เธอก็ยังใช้เวลาให้เป็นประโยชน์

สายฟ้ายืนอยู่ฝั่งหนึ่งของห้อง ท่ามกลางผู้บริหารและแขกสำคัญหลายคน แต่สายตาของเขากลับมองข้ามผู้คนไปหยุดที่อัญชิสาเป็นระยะ เธอดูไม่เข้าพวกกับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยการสวมหน้ากาก เธอไม่พยายามประจบใคร ไม่พยายามดึงความสนใจจากเขา และไม่พยายามสวยเพื่อให้ใครหลงใหล

แต่ยิ่งไม่พยายาม เธอกลับยิ่งดึงสายตาเขาไว้ได้อย่างน่าหงุดหงิด

“มองใครอยู่หรือคะสายฟ้า” เสียงหวานของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นข้างกาย ทำให้สายฟ้าหันกลับมาเล็กน้อย

รินลดาในชุดราตรีสีเงินยืนอยู่ไม่ไกล เธอคืออดีตคู่ควงที่ยังวนเวียนอยู่ในวงสังคมเดียวกัน แม้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับสายฟ้าจะจบไปนานแล้ว แต่รินลดาไม่เคยยอมรับว่าตัวเองเป็นเพียงอดีต

“มองคนทำงานครับ ไม่ได้มองคนที่ชอบตั้งคำถามโดยไม่มีความจำเป็น” สายฟ้าตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่คมพอจะทำให้รินลดาชะงัก

“แหม ยังปากร้ายเหมือนเดิมนะคะ ระวังเถอะ ผู้หญิงบางคนที่ดูเก่งอาจไม่ได้ใสอย่างที่เห็นก็ได้” รินลดากล่าวพร้อมปรายตามองไปทางอัญชิสา แววตาไม่เป็นมิตรนัก

“ผมไม่เคยเลือกคนจากความใสหรือไม่ใส ผมเลือกจากความสามารถ” สายฟ้าตอบกลับ และยกแก้วในมือขึ้นจิบอย่างไม่ใส่ใจ

“แล้วถ้าเธอใช้ความสามารถเข้าหาคุณล่ะคะ” รินลดาถามเสียงเบาลงเล็กน้อย เหมือนต้องการหยั่งเชิง

“ถ้าเธอฉลาดพอจะเข้าหาผมด้วยความสามารถ เธอก็น่าจะฉลาดพอจะรู้ว่าผมไม่ใช่คนถูกใช้ได้ง่าย ๆ” สายฟ้ากล่าวพร้อมยิ้มบาง แต่สายตากลับเย็นลงจนรินลดาไม่กล้าพูดต่อ

อีกมุมหนึ่งของห้อง อัญชิสากำลังวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะเมื่อผู้บริหารชายวัยกลางคนชื่อเดชาก้าวเข้ามาหา เขาเป็นหนึ่งในผู้บริหารเก่าที่มีอิทธิพลในฝ่ายจัดซื้อ และเป็นคนที่แสดงสีหน้าไม่พอใจอย่างชัดเจนระหว่างประชุมตอนเช้า

“คุณอัญชิสาใช่ไหมครับ คืนนี้สวยมากจนผมเกือบจำไม่ได้เลย” เดชากล่าวด้วยรอยยิ้มที่ดูเหมือนสุภาพ แต่สายตากลับไล่มองเธออย่างเสียมารยาท

“ขอบคุณค่ะ แต่ดิฉันหวังว่าท่านจะจำดิฉันได้จากข้อมูลในห้องประชุมมากกว่าชุดคืนนี้นะคะ” อัญชิสาตอบด้วยรอยยิ้มบาง และขยับตัวออกห่างอย่างแนบเนียน

“ผู้หญิงเก่งนี่ก็ดีครับ แต่บางครั้งเก่งเกินไปผู้ชายก็กลัวนะครับ” เดชาพูดพลางหัวเราะเบา ๆ เหมือนเป็นเรื่องสนุก

“ถ้าผู้ชายคนไหนกลัวผู้หญิงเก่ง ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ผู้หญิงคนนั้นค่ะ” อัญชิสาตอบทันที น้ำเสียงสุภาพแต่ทำให้คนฟังหน้าเจื่อนลง

เดชากระตุกยิ้ม พยายามรักษาหน้า ก่อนยื่นแก้วไวน์ในมืออีกใบให้เธอ

“ดื่มสักแก้วสิครับ ถือว่าทำความรู้จักกัน ผู้จัดการคนใหม่จะได้มีเพื่อนในบริษัทเยอะ ๆ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงกดดันเล็กน้อย และยื่นแก้วเข้ามาใกล้กว่าเดิม

“ขอบคุณค่ะ แต่ดิฉันไม่ดื่มเครื่องดื่มที่ไม่ได้รับมาจากบริกรโดยตรง” อัญชิสาปฏิเสธอย่างนุ่มนวล แต่แววตาเย็นชัดเจน

“คุณระแวงเกินไปหรือเปล่าครับ ผมเป็นผู้บริหารของที่นี่ ไม่ใช่คนแปลกหน้า” เดชาพูดเสียงต่ำลง ใบหน้าเริ่มไม่พอใจ

“ตำแหน่งไม่ได้เป็นใบรับรองความน่าไว้ใจค่ะ ท่านผู้บริหาร” อัญชิสาตอบพร้อมรอยยิ้มเรียบ ๆ และประโยคนั้นทำให้คนใกล้เคียงบางคนเงียบลงทันที

สายฟ้าที่มองเหตุการณ์อยู่ไกล ๆ วางแก้วลงบนโต๊ะ เขากำลังจะเดินเข้าไป แต่ชะงักเมื่อเห็นอัญชิสายืนตรงอย่างมั่นคง ไม่ถอย ไม่สั่น และไม่รอให้ใครมาช่วย

เดชาขยับเข้ามาใกล้อีกนิด รอยยิ้มเริ่มแข็ง

“คุณนี่พูดจาไม่น่ารักเลยนะครับ ระวังจะทำงานลำบาก ผู้หญิงที่แข็งเกินไปมักไม่มีใครอยากช่วยตอนล้ม” เดชากล่าวด้วยน้ำเสียงกดข่ม และพยายามใช้ความเป็นผู้ใหญ่ในองค์กรทำให้เธอรู้สึกเล็กลง

อัญชิสายกคิ้วเล็กน้อย ก่อนมองเขาด้วยสายตานิ่งสนิท

“ดิฉันไม่เคยวางแผนชีวิตไว้บนความหวังว่าจะมีใครมาช่วยตอนล้มค่ะ เพราะฉะนั้นคำขู่ของท่านจึงไม่มีผลกับดิฉัน” เธอกล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำ และเสียงของเธอไม่ได้ดัง แต่หนักพอให้คนรอบข้างได้ยิน

“คุณอัญชิสา” เดชาเรียกชื่อเธอเสียงเข้ม สีหน้าเริ่มเสียความสุภาพ

“ดิฉันขอตัวนะคะ พรุ่งนี้มีงานต้องทำ และดิฉันไม่อยากเสียเวลางานไปกับบทสนทนาที่ไม่สร้างคุณค่าให้องค์กรค่ะ” อัญชิสากล่าวจบแล้วหยิบกระเป๋าคลัตช์ของตัวเองขึ้นมาอย่างสง่างาม

เดชาหน้าแดงด้วยความอับอาย ขณะที่คนรอบข้างบางคนทำเป็นมองไปทางอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงการมีส่วนร่วม สายฟ้ายืนมองภาพนั้นด้วยสายตานิ่งลึก ในอกมีความรู้สึกบางอย่างที่คล้ายความพึงพอใจผสมความหงุดหงิด เขาควรเป็นคนเข้าไปจัดการ แต่เธอจัดการเองได้ดีเกินกว่าที่เขาคาด

หลังงานเลี้ยงผ่านไปจนดึก แขกส่วนใหญ่เริ่มทยอยกลับ อัญชิสาออกมายืนรับลมที่ระเบียงด้านนอกห้องบอลรูม แสงไฟเมืองส่องประกายอยู่เบื้องล่าง อากาศยามค่ำคืนเย็นกว่าในห้องจัดเลี้ยงมาก เธอสูดลมหายใจช้า ๆ เพื่อคลายความอึดอัดจากสายตาและคำพูดที่ต้องรับมือมาทั้งวัน เสียงประตูระเบียงเปิดออกเบา ๆ ทำให้เธอหันไปมอง

สายฟ้าเดินออกมาพร้อมถอดเสื้อสูทพาดไว้บนแขน เสื้อเชิ้ตสีขาวของเขาถูกปลดกระดุมคอหนึ่งเม็ด ทำให้ภาพลักษณ์ประธานผู้สุขุมในห้องประชุมดูผ่อนคลายลง แต่ความอันตรายในแววตายังไม่ลดลงแม้แต่น้อย

“คุณทำให้ผู้บริหารฝ่ายจัดซื้อของผมเสียหน้าในงานเลี้ยงคืนแรกเลยนะครับ” สายฟ้ากล่าวขึ้นพลางเดินมายืนข้างเธอ แต่เว้นระยะห่างพอให้ไม่ดูคุกคาม

“ถ้าท่านเดชาไม่เริ่มบทสนทนาด้วยการดูถูก ดิฉันคงไม่มีโอกาสทำให้ท่านเสียหน้าค่ะ” อัญชิสาตอบโดยมองออกไปยังวิวเมือง ไม่ได้หันมามองเขาทันที

“คุณไม่กลัวเขาเอาคืนหรือครับ” สายฟ้าถามด้วยน้ำเสียงจริงจังกว่าที่ผ่านมาเล็กน้อย

“กลัวค่ะ แต่ความกลัวไม่ได้แปลว่าต้องยอมให้ใครล้ำเส้น” เธอตอบตรงไปตรงมา และคำว่ากลัวจากผู้หญิงที่ยืนมั่นคงกลับทำให้สายฟ้านิ่งไปชั่วขณะ

“คุณพูดเหมือนไม่เคยยอมแพ้ใคร” เขากล่าวเสียงต่ำลง สายตาคมมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเธอ

“ดิฉันเคยแพ้ค่ะ หลายครั้งด้วย เพียงแต่ไม่เคยยอมให้ความพ่ายแพ้กำหนดว่าดิฉันเป็นใคร” อัญชิสาตอบ และแววตาของเธอมีเงาบางอย่างที่ทำให้สายฟ้ารู้ว่าเบื้องหลังความเข้มแข็งนั้นไม่ใช่ชีวิตที่ง่ายดาย

สายลมพัดผ่านระเบียง ทำให้ปอยผมของ            อัญชิสาปลิวแตะแก้ม เธอยกมือขึ้นจะปัดออก แต่สายฟ้ากลับเผลอยื่นมือมาก่อน ปลายนิ้วของเขาแตะปอยผมนั้นเบา ๆ แล้วหยุดค้างอยู่เพียงเสี้ยววินาที

อัญชิสาหันมามองเขาทันที ดวงตาคมใสของเธอเตือนโดยไม่ต้องพูด สายฟ้าลดมือลงช้า ๆ แต่ระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหมือนสั้นลงกว่าเดิมโดยไม่มีใครตั้งใจ

“ขอโทษครับ ผมเผลอ” สายฟ้ากล่าวเสียงต่ำ สีหน้าไม่ได้ล้อเล่นเหมือนก่อนหน้า

“ท่านประธานเป็นคนที่เผลอบ่อยกับผู้หญิงทุกคนหรือเปล่าคะ” อัญชิสาถามกลับ และน้ำเสียงนิ่งของเธอทำให้ประโยคนั้นคมกว่าการประชด

“กับผู้หญิงทุกคน ผมไม่จำเป็นต้องเผลอครับ เพราะส่วนใหญ่เขาเต็มใจเข้ามาเอง” สายฟ้าตอบอย่างตรงไปตรงมา แววตาคมไม่หลบเลี่ยงความจริงของตัวเอง

“งั้นดิฉันคงเป็นข้อยกเว้น เพราะดิฉันไม่เต็มใจจะเข้าไปอยู่ในรายชื่อของใคร” อัญชิสากล่าวพร้อมหันกลับไปมองวิวเมืองอีกครั้ง

“ผมไม่ได้ขอให้คุณเข้าไปอยู่ในรายชื่อ” สายฟ้ากล่าวเสียงต่ำ และก้าวเข้ามาใกล้อีกเพียงครึ่งก้าว

“แล้วท่านประธานต้องการอะไรจากดิฉันคะ” เธอถามโดยยังคงยืนนิ่ง แม้หัวใจจะเริ่มเต้นแรงกว่าที่ควร

สายฟ้ามองเธออยู่นาน ดวงตาของเขาไม่มีความล้อเล่นเหลืออยู่ มีเพียงแรงดึงดูดบางอย่างที่กดอากาศรอบตัวให้หนักขึ้น

“ผมอยากรู้ว่าผู้หญิงที่ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร จะยังนิ่งได้แค่ไหนเวลาหัวใจตัวเองเริ่มเสียจังหวะ” เขากล่าวเสียงต่ำมากจนแทบกลืนไปกับเสียงลม

อัญชิสาหัวเราะเบา ๆ แต่เสียงหัวเราะนั้นไม่ได้เบิกบาน มันเป็นเสียงของคนที่รู้ทันเกมและรู้ทันตัวเองพอ ๆ กัน

“คำพูดแบบนี้คงใช้ได้ผลกับผู้หญิงหลายคน แต่มันไม่ได้ทำให้ดิฉันประทับใจค่ะ” เธอกล่าวพร้อมหันมาสบตาเขาเต็มตา

“แล้วอะไรทำให้คุณประทับใจครับ” สายฟ้าถามทันที น้ำเสียงของเขานุ่มลงอย่างอันตราย

“การกระทำที่ชัดเจน ความเคารพในขอบเขต และความจริงใจที่ไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือค่ะ” อัญชิสาตอบช้า ๆ ทุกคำชัดเจนราวกับวางกฎไว้ตรงหน้าเขา

“คุณตั้งกำแพงสูงมากนะ อัญชิสา” สายฟ้าเอ่ยชื่อเธออีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้เรียกด้วยความยั่วเย้า แต่คล้ายหลุดออกมาจากความรู้สึกจริง

“กำแพงมีไว้กันคนที่ไม่ควรเข้ามาค่ะ ถ้าใครดีพอ เขาจะไม่ปีนข้าม แต่จะขออนุญาตเข้าประตู” เธอตอบ และประโยคนั้นทำให้สายฟ้านิ่งไปอย่างไม่เคยเป็น

เขาไม่ใช่ผู้ชายที่ชอบขออนุญาต เขาเคยชินกับการได้สิ่งที่ต้องการ เคยชินกับการที่คนเปิดประตูให้ก่อนเขาเอื้อมมือเคาะเสียอีก แต่ผู้หญิงคนนี้กลับทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองยืนอยู่หน้าประตูที่เปิดไม่ได้ด้วยเงิน อำนาจ หรือเสน่ห์ และนั่นทำให้เขายิ่งอยากเข้าไป

เสียงโทรศัพท์ของอัญชิสาดังขึ้น เธอก้มมองหน้าจอ เห็นว่าเป็นข้อความจากคนขับรถที่บริษัทจัดไว้ให้แจ้งว่ารถพร้อมแล้ว เธอเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า ก่อนหันมาหาเขา

“ดิฉันควรกลับแล้วค่ะ พรุ่งนี้ต้องเริ่มงานจริงตั้งแต่เช้า” เธอกล่าวอย่างสุภาพ แต่แววตาบอกว่าเธอพร้อมจบบทสนทนา

“ผมไปส่ง” สายฟ้ากล่าวทันที น้ำเสียงไม่เหมือนข้อเสนอ แต่เหมือนคำสั่งที่เขาเคยใช้จนชิน

“ไม่จำเป็นค่ะ บริษัทจัดรถไว้ให้แล้ว” อัญชิสาปฏิเสธโดยไม่เสียเวลาคิด

“ผมเป็นคนสั่งจัดรถบริษัท และผมก็ยกเลิกได้” เขากล่าวด้วยรอยยิ้มบางที่กลับมาอีกครั้ง

“ท่านประธานกำลังใช้อำนาจผิดวัตถุประสงค์ค่ะ” เธอตอบเสียงเรียบ และมองเขาอย่างรู้ทัน

“งั้นถือว่าผมขออนุญาตไปส่งคุณแทนได้ไหมครับ” สายฟ้ากล่าวช้าลง รอยยิ้มของเขาจางลง เหลือเพียงแววตาจริงจังที่ทำให้อัญชิสาเงียบไปครู่หนึ่ง

คำว่า ขออนุญาต จากปากผู้ชายอย่างสายฟ้า ฟังดูแปลกพอจะทำให้เธอเสียจังหวะเพียงเสี้ยววินาที และสายฟ้าก็เห็นมัน

“ได้ค่ะ แต่แค่ไปส่ง และไม่มีบทสนทนาเกินจำเป็น” อัญชิสาตอบในที่สุด ก่อนเดินนำกลับเข้าไปในห้องจัดเลี้ยง

“รับทราบครับ คุณอัญชิสา” สายฟ้ากล่าวตามหลัง น้ำเสียงเหมือนยอมตามกฎ แต่แววตากลับบอกว่าเขาเพิ่งสนุกกับกฎของเธอมากขึ้นกว่าเดิม

รถสปอร์ตสีดำแล่นออกจากโรงแรมอภิชาติแกรนด์ เข้าสู่ถนนยามค่ำคืน แสงไฟจากข้างทางไหลผ่านกระจกรถเป็นเส้นยาว อัญชิสานั่งอยู่เบาะข้างคนขับอย่างสงบ เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง พยายามรักษาระยะห่างทั้งทางกายและทางใจ

ภายในรถเงียบกว่าที่เธอคิด สายฟ้าไม่ได้ชวนคุยไร้สาระ ไม่ได้เปิดเพลงดัง และไม่ได้ใช้โอกาสนี้หว่านเสน่ห์อย่างที่เธอคาดไว้ เขาเพียงขับรถไปตามเส้นทางที่เธอบอกด้วยท่าทีผ่อนคลาย แต่ความเงียบระหว่างคนสองคนที่มีแรงดึงดูดต่อกัน บางครั้งกลับอันตรายกว่าคำพูดเสียอีก

“คุณอยู่คอนโดคนเดียวหรือครับ” สายฟ้าถามขึ้นหลังรถติดไฟแดง น้ำเสียงของเขาดูไม่ตั้งใจนัก แต่คำถามไม่ธรรมดา

“ดิฉันไม่จำเป็นต้องตอบคำถามส่วนตัวค่ะ” อัญชิสาตอบทันที โดยยังมองออกไปนอกหน้าต่าง

“ถูกของคุณ ผมถามเกินขอบเขต” เขากล่าวและยอมเงียบลงง่าย ๆ จนอัญชิสาอดหันมามองไม่ได้

“ท่านประธานยอมถอยง่ายกว่าที่คิดนะคะ” เธอเอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้ และทันทีที่พูดจบก็รู้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายเปิดช่องให้เขา

สายฟ้ายิ้มเล็กน้อยโดยไม่ละสายตาจากถนน

“ผมไม่ได้ถอยครับ ผมแค่เรียนรู้ว่าประตูของคุณเปิดด้วยวิธีไหนไม่ได้บ้าง” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก

“ถ้าท่านประธานคิดจะทดลองเปิดประตูของดิฉัน ดิฉันแนะนำให้หยุดตั้งแต่ตอนนี้ค่ะ” อัญชิสาตอบอย่างรวดเร็ว แม้หัวใจจะกระตุกกับถ้อยคำของเขาอย่างน่าหงุดหงิด

“แล้วถ้าผมไม่ได้ทดลอง แต่ตั้งใจล่ะครับ” สายฟ้าถามกลับอย่างแผ่วเบา แต่หนักแน่นพอจะทำให้บรรยากาศในรถเปลี่ยนไป

อัญชิสาหันมามองเขาเต็มตา แสงไฟแดงจากสัญญาณจราจรสะท้อนบนใบหน้าคมของชายหนุ่ม ทำให้เขาดูทั้งน่าหลงใหลและน่าหวาดระวัง

“ท่านประธานเพิ่งเจอดิฉันวันแรก อย่าเรียกความสนใจชั่วคราวว่าความตั้งใจเลยค่ะ” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นลงเล็กน้อย

“คุณดูถูกความรู้สึกผมเร็วไปนะครับ” เขาตอบ โดยไม่แสดงความโกรธ มีเพียงแววตาลึกที่อ่านยาก

“ดิฉันไม่ได้ดูถูกค่ะ ดิฉันแค่ไม่ให้ค่าน้ำหนักกับคำพูดที่ยังไม่มีการกระทำรองรับ” เธอกล่าวจบแล้วหันกลับไปมองถนนข้างหน้า

รถเคลื่อนต่อเมื่อไฟเขียวสว่างขึ้น ความเงียบกลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่ความเงียบว่างเปล่า มันเต็มไปด้วยถ้อยคำที่ยังไม่ถูกพูด และความรู้สึกที่ทั้งสองฝ่ายต่างรู้ว่าควรถอย

เมื่อรถมาถึงหน้าคอนโดของอัญชิสา ฝนปรอยบาง ๆ เริ่มตกลงมาอย่างไม่มีสัญญาณเตือน หยดน้ำเล็ก ๆ เกาะกระจกหน้ารถ สะท้อนแสงไฟจากป้ายคอนโดเป็นประกายพร่า

อัญชิสาปลดเข็มขัดนิรภัย กำลังจะเปิดประตูลงจากรถ แต่สายฟ้าเอ่ยขึ้นเสียก่อน

“ขอบคุณที่ยอมให้ผมมาส่งครับ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังผิดจากท่าทีหยอกเย้าก่อนหน้า

“ขอบคุณที่มาส่งค่ะ” เธอตอบสั้น ๆ แต่ยังคงมีคำบรรยายของความระวังอยู่ในท่าทาง

“คุณจะระวังตัวกับผมไปตลอดเลยหรือเปล่า” สายฟ้าถาม และคำถามนั้นไม่มีรอยยิ้มซ่อนอยู่เลย

อัญชิสาชะงัก มือยังจับที่เปิดประตู เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนหันมามองเขา

“ดิฉันระวังตัวกับทุกคนที่มีอำนาจมากพอจะทำให้ชีวิตคนอื่นเปลี่ยนได้ค่ะ” เธอตอบอย่างตรงไปตรงมา และแววตาของเธอจริงจังจนสายฟ้าไม่อาจล้อเล่นได้

“ผมไม่อยากเป็นคนแบบนั้นสำหรับคุณ” เขากล่าวเสียงต่ำ และเป็นครั้งแรกที่อัญชิสารู้สึกว่าผู้ชายตรงหน้าไม่ได้กำลังเล่นเกม

“งั้นก็อย่าใช้วิธีแบบคนแบบนั้นกับดิฉันค่ะ” เธอบอกเขาเบา ๆ แต่หนักแน่น

ฝนด้านนอกเริ่มตกแรงขึ้น สายฟ้าดับเครื่องยนต์ แล้วหยิบร่มสีดำจากเบาะหลัง

“ผมไปส่งถึงล็อบบี้ แค่นั้นครับ” เขากล่าวพร้อมยกร่มขึ้นเหมือนให้เธอตัดสินใจ

อัญชิสามองร่มในมือเขา แล้วมองฝนด้านนอก ในที่สุดเธอก็พยักหน้า

“แค่ล็อบบี้ค่ะ” เธอกล่าวย้ำขอบเขต และเปิดประตูลงจากรถ

สายฟ้ากางร่มให้เธอทันที ระยะห่างใต้ร่มแคบกว่าที่ควรเป็น ไหล่ของเขาเกือบแตะไหล่เธอ กลิ่นน้ำฝนผสมกลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ของเขาทำให้หัวใจของอัญชิสาเต้นผิดจังหวะอีกครั้ง เธอเกลียดความรู้สึกนี้ เกลียดที่ร่างกายตอบสนองต่อผู้ชายที่สมองเตือนว่าอันตราย

เมื่อถึงล็อบบี้คอนโด เธอหันมาขอบคุณ แต่สายฟ้ายืนอยู่ตรงหน้าใกล้กว่าที่เธอคาด แสงไฟอุ่นจากโถงรับรองตกกระทบใบหน้าของเขา ทำให้ดวงตาคมดูอ่อนลงชั่วขณะ

“ฝันดีครับ คุณอัญชิสา” เขากล่าวเสียงเบา และคำธรรมดานั้นกลับทำให้บรรยากาศรอบตัวเงียบลง

“ฝันดีค่ะ ท่านประธาน” เธอตอบพร้อมยกมือรับร่มที่เขายื่นคืนให้ แต่ปลายนิ้วของทั้งคู่แตะกันโดยบังเอิญ

เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น แต่กระแสบางอย่างแล่นผ่านปลายนิ้วขึ้นมาถึงหัวใจ

อัญชิสารีบชักมือกลับ ขณะที่สายฟ้ามองเธอด้วยแววตาเข้มขึ้นกว่าเดิม

“อัญชิสา” เขาเรียกชื่อเธอเสียงต่ำ และครั้งนี้เธอไม่ได้แก้ว่าให้เรียกคุณอัญชิสา

“อย่าเรียกแบบนั้นค่ะ” เธอพูด แต่เสียงของเธอเบากว่าที่ตั้งใจมาก

“ถ้าคุณไม่อยากให้ผมเข้าใกล้ บอกผมตอนนี้” สายฟ้ากล่าวช้า ๆ ดวงตาคมมองเธออย่างไม่หลบ และแม้น้ำเสียงจะเต็มไปด้วยแรงดึงดูด เขากลับหยุดอยู่กับที่ ไม่ก้าวล้ำเข้ามาอีก

อัญชิสารู้ว่าคำตอบที่ถูกต้องควรเป็นการบอกให้เขากลับไป

เธอควรเดินเข้าลิฟต์ ปิดประตู และจบบทสนทนาทั้งหมดไว้ตรงนี้ แต่ความจริงคือหัวใจของเธอไม่ยอมขยับตามเหตุผล

“ถ้าดิฉันบอกให้หยุด คุณจะหยุดจริงหรือคะ” เธอถามออกไป และเสียงของเธอสั่นเพียงน้อยนิดจนแทบจับไม่ได้

“จริงครับ” สายฟ้าตอบทันที ไม่มีลังเล ไม่มีล้อเล่น และคำตอบนั้นกลับทำให้กำแพงของเธอร้าวลงมากกว่าคำหวานใด ๆ

อัญชิสาสบตาเขาอยู่นาน เธอเห็นความปรารถนาในดวงตาของสายฟ้า เห็นความอยากเอาชนะ เห็นความสนใจที่รุนแรง แต่เธอก็เห็นอีกอย่างที่ไม่คาดคิด นั่นคือการรอคอยคำอนุญาตจากเธอ ผู้ชายคนนี้อันตราย แต่คืนนี้เธอเองก็ไม่ได้ไร้ความรู้สึก

“นี่ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการเป็นผู้หญิงในสต็อกของคุณ” อัญชิสากล่าวช้า ๆ ทุกคำชัดเจน ราวกับประกาศเงื่อนไขสุดท้ายก่อนที่เธอจะยอมปล่อยให้หัวใจเผชิญความเสี่ยง

สายฟ้าก้าวเข้ามาใกล้เพียงเล็กน้อย ดวงตาคมจับอยู่ที่ใบหน้าเธออย่างหนักแน่น

“ผมไม่เคยถูกผู้หญิงคนไหนมองทะลุได้เท่าคุณ และผมก็ไม่อยากให้คุณเป็นแค่ชื่อหนึ่งในรายชื่อของผม” เขากล่าวเสียงต่ำ น้ำเสียงของเขาไม่มีความหยอกเย้าเหลืออยู่เลย

“คำพูดของเพลย์บอยเชื่อยากค่ะ” เธอตอบ แม้สายตาจะเริ่มอ่อนลงอย่างที่เธอไม่อาจห้ามได้

“งั้นคืนนี้ไม่ต้องเชื่อคำพูดผม เชื่อการตัดสินใจของคุณเองก็พอ” สายฟ้ากล่าวและหยุดรอเธออีกครั้ง เหมือนยืนยันว่าอำนาจสุดท้ายอยู่ในมือเธอ

อัญชิสานิ่งไปนาน ก่อนจะหันไปกดลิฟต์ด้วยตัวเอง ประตูลิฟต์เปิดออกช้า ๆ เธอก้าวเข้าไปด้านใน แล้วหันมามองเขา

“ขึ้นมาได้ค่ะ แต่ถ้าดิฉันบอกให้หยุดเมื่อไร คุณต้องหยุดทันที” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคงที่สุดเท่าที่หัวใจเต้นแรงจะอนุญาต

“ผมสัญญาครับ” สายฟ้าตอบ และก้าวเข้าไปในลิฟต์โดยรักษาระยะห่างตามที่เธอต้องการ

ประตูลิฟต์ปิดลงพร้อมเสียงฝนที่ถูกทิ้งไว้ด้านนอก

คืนนั้นไม่มีใครในอภิชาติกรุ๊ปรู้ว่าบทสนทนาระหว่างบอสเพลย์บอยกับผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์คนใหม่จบลงที่ใด ไม่มีใครเห็นสายตาที่ทั้งสองใช้มองกันในห้องชุดเงียบสงบ ไม่มีใครได้ยินคำย้ำของอัญชิสาที่บอกเขาอีกครั้งว่าเธอไม่ได้ต้องการสถานะชั่วคราว และไม่มีใครได้ยินเสียงของสายฟ้าที่ตอบรับทุกขอบเขตของเธอด้วยความตั้งใจ ความใกล้ชิดในคืนนั้นเกิดขึ้นจากความยินยอมของคนสองคนที่ต่างรู้ดีว่าควรถอย แต่ต่างก็หยุดตัวเองไม่ได้ มันไม่ใช่ความพ่ายแพ้ของอัญชิสา และไม่ใช่ชัยชนะของสายฟ้า หากเป็นวินาทีที่แรงดึงดูดซึ่งปะทะกันมาตลอดทั้งวันกลายเป็นเปลวไฟที่ทั้งคู่เลือกจะก้าวเข้าไปด้วยตัวเอง

ภายนอกฝนยังตกไม่หยุด หยดน้ำไหลลงบนกระจกหน้าต่างเป็นสายยาว เมืองทั้งเมืองพร่าเลือนอยู่หลังม่านฝน ขณะที่ภายในห้อง ความเงียบค่อย ๆ ห่มคลุมทุกอย่างหลังพายุอารมณ์ผ่านพ้นไป

เช้าวันถัดมา แสงอ่อนของรุ่งสางลอดผ่านม่านสีเทาเข้ามาแตะขอบเตียง อัญชิสาลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ ความทรงจำของคืนที่ผ่านมาไหลกลับมาเป็นลำดับ เธอนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ฟังเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของชายหนุ่มที่หลับอยู่ไม่ไกล

สายฟ้า ผู้ชายที่เธอเพิ่งรู้จักเพียงวันเดียว

ผู้ชายที่เธอบอกตัวเองตั้งแต่วินาทีแรกว่าไม่ควรเข้าใกล้

ผู้ชายที่อันตรายกว่าข่าวลือทุกฉบับ เพราะเขาไม่ได้มีแค่เสน่ห์ แต่มีบางอย่างที่ทำให้เธอเผลออยากรู้จักเขามากกว่าที่ควร

อัญชิสาค่อย ๆ ลุกขึ้นโดยไม่ปลุกเขา เธอสวมเสื้อผ้าของตัวเองอย่างเงียบงัน จัดผมให้เรียบร้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ แล้วหยิบกระเป๋าขึ้นมาถือ

ก่อนออกจากห้อง เธอหันกลับไปมองสายฟ้าอีกครั้ง ชายหนุ่มยังหลับอยู่ ใบหน้าคมที่ยามตื่นมักเต็มไปด้วยความมั่นใจและการควบคุมดูผ่อนคลายลงจนเกือบอ่อนโยน หัวใจของเธอกระตุกเบา ๆ แต่            อัญชิสารีบหันกลับมา

เธอไม่ใช่ผู้หญิงที่จะรอคำอธิบายหลังค่ำคืนหนึ่ง ไม่ใช่ผู้หญิงที่จะนั่งอยู่ข้างเตียงแล้วหวังให้ผู้ชายเพลย์บอยตื่นมามอบคำสัญญา และไม่ใช่ผู้หญิงที่จะปล่อยให้ความรู้สึกเพียงคืนเดียวทำให้ตำแหน่ง งาน และศักดิ์ศรีที่เธอสร้างมาทั้งชีวิตสั่นคลอน

เธอเปิดประตูออกไปอย่างเงียบเชียบ แล้วเดินจากมาโดยไม่ทิ้งข้อความไว้แม้แต่บรรทัดเดียว

หลังประตูปิดลง สายฟ้าลืมตาขึ้นช้า ๆ

เขาตื่นตั้งแต่ตอนที่เธอลุกจากเตียงแล้ว แต่เลือกไม่รั้งไว้ ไม่ใช่เพราะไม่อยากรั้ง หากเพราะรู้ว่าผู้หญิงอย่างอัญชิสาจะยิ่งหนีถ้าเขาใช้มือคว้าเธอไว้ในเวลาที่เธอต้องการเดินออกไปด้วยตัวเอง

สายฟ้านอนมองเพดานนิ่ง ๆ รอยยิ้มบางปรากฏบนริมฝีปาก แต่แววตาของเขากลับลึกกว่าทุกครั้ง

ผู้หญิงคนอื่นมักรอให้เขาตื่น แต่อัญชิสาเลือกเดินออกไปก่อนเขาจะมีโอกาสพูดอะไร และน่าแปลกที่แทนจะรู้สึกเสียหน้า เขากลับรู้สึกเหมือนเกมที่ไม่เคยมีใครชนะเขาได้เริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง

“คุณคิดจะเดินออกจากชีวิตผมง่าย ๆ แบบนี้จริงหรือ อัญชิสา” สายฟ้าพึมพำกับความเงียบ ก่อนยกมือขึ้นลูบใบหน้าตัวเองอย่างคนที่เพิ่งตระหนักว่าค่ำคืนที่ผ่านมาอาจไม่ใช่เพียงความสัมพันธ์ชั่วคราวอย่างที่เขาเคยมี

นอกห้อง ฟ้ายามเช้าเริ่มสว่างขึ้น เมืองทั้งเมืองกลับเข้าสู่จังหวะเร่งรีบอีกครั้ง และที่อภิชาติกรุ๊ป การทำงานวันใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น

อัญชิสาก้าวเข้าสู่ลิฟต์ของคอนโดด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง เธอมองเงาสะท้อนของตัวเองในผนังโลหะ ขอบตาอ่อนล้าเล็กน้อย แต่แววตายังมั่นคงเหมือนเดิม

เธอรู้ว่าหลังจากวันนี้ ทุกอย่างอาจไม่เหมือนเดิมอีก

แต่เธอก็รู้เช่นกันว่าไม่ว่าค่ำคืนที่ผ่านมาจะทำให้หัวใจเธอเสียจังหวะแค่ไหน เมื่อกลับเข้าสู่บริษัท เธอจะยังเป็นอัญชิสา วรภักดี ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์ที่ไม่มีใครมีสิทธิ์ลดค่าด้วยข่าวลือหรือความสัมพันธ์ลับ

ส่วนสายฟ้า จะเป็นเพียงบททดสอบหนึ่งที่เธอต้องควบคุมให้ได้ อย่างน้อยเธอก็คิดเช่นนั้น โดยไม่รู้เลยว่า บางพันธะไม่ได้เริ่มต้นจากคำสัญญา ไม่ได้เริ่มต้นจากความรัก และไม่ได้เริ่มต้นจากความตั้งใจของใครคนใดคนหนึ่ง บางพันธะเริ่มขึ้นในคืนที่คนสองคนต่างคิดว่าตัวเองยังควบคุมทุกอย่างได้ ทั้งที่ความจริง หัวใจได้เริ่มผูกเงื่อนของมันไว้แล้วอย่างเงียบงัน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป