บทที่ 9 พันธะร้อน วิวาห์สวาท EP9

เพราะหล่อนรู้ว่าคนอย่างจิราจันทร์ไม่มีทางซื้อชุดราคาเกือบครึ่งแสนได้แน่ๆ เพราะทันทีที่เห็นราคาความคิดบางอย่างก็แล่นมาในหัว จนต้องยอมปล่อยชุดที่ชอบไปอย่างแสนเสียดาย

“คนอย่างฉันราคาแค่นี้ ซื้อได้สบายมาก แต่เพราะว่ามันเริ่มไม่ค่อยจะถูกใจฉันแล้วต่างหากล่ะ” จิราจันทร์แสร้งพูดไปอย่างนั้น เพราะไม่อยากเสียหน้าต่อคู่แข่ง แม้จะเริ่มรู้แล้วว่ายังไงเสียเธอจะต้องเสียเงินซื้อชุดนี้แน่ๆ เพื่อป้องกันหน้าแตกต่อหน้าคนอื่น

“เหรอ ฉันนึกว่าแกจะเห็นราคาแล้วตกใจซะอีก” ลลิตายิ้มเยาะอย่างเป็นต่อ ดูก็รู้ว่าคนตรงหน้ารู้สึกเสียหน้ามากแค่ไหน ที่เธอพูดออกไปอย่างนั้น แต่นั่นมันยังไม่สะใจคนอย่างเธอหรอก เมื่อไหร่ที่จิราจันทร์ควักเงินจ่ายค่าชุดนั่นแหละ  จึงจะยอมเลิกรา

“คนอย่างฉันนี่นะตกใจ ไม่มีทาง เสื้อราคาแค่ไม่กี่หมื่น กระจอกเกินไปสำหรับคนอย่างจิราจันทร์ เครื่องแต่งกายของฉัน แกดูไม่ออกหรือไง ว่ารวมกันตั้งแต่หัวจรดเท้านี่ราคาเท่าไหร่”

สิ้นเสียงโอ้อวดของจิราจันทร์ มีหรือที่ลลิตาจะไม่กวาดตาสำรวจ ทว่ายิ่งมองก็ยิ่งเห็นถึงความน่าสมเพช คนที่ใช้ของแบรนด์เนมมาตลอดชีวิตยี่สิบกว่าปี มีหรือจะมองไม่ออกว่าชิ้นไหนของแท้ ชิ้นไหนของเทียมที่ทำขายขึ้นมาเพื่อสนองความต้องการของคนที่ต้องการยกระดับตัวเอง และมีกำลังทรัพย์น้อยเกินกว่าที่จะซื้อของจริง

เริ่มตั้งแต่แว่นตาดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นของปลอม ในเมื่อแบรนด์ที่มันเด่นหราอยู่ที่ขาแว่น มองยังไงมันก็ปลอมชัดๆ ในเมื่อเป็นแบรนด์สินค้าที่ตัวเองโปรดปรานเป็นที่สุด แว่นตาแบบนี้ไม่มีแน่นอนในคอลเลคชั่นของจริง หรือจะเป็นเสื้อที่มีสัญลักษณ์ของแบรนด์อยู่ที่หน้าอก มองดูก็รู้ว่ามันของก๊อป

เนื่องจากเสื้อแบบนี้สีนี้เธอมีอยู่ในตู้เสื้อผ้า จนกระทั่งกระเป๋าแบรนด์หรูที่เธอใช้มาตั้งแต่สมัยเริ่มโตเป็นสาว ทั้งสัญลักษณ์ที่สายและลายแม้ว่าจะดูเหมือนของแท้ แต่ทว่าเจ้าแม่ที่มีกระเป๋าเกือบ 20 ใบอย่างเธอ มีหรือจะไม่รู้ว่ามันคือของปลอม

“อย่าให้ฉันต้องพูดเลยนังจันทร์ เพราะถ้าฉันพูด แกอาจจะต้องอายจนต้องแทรกแผ่นดินหนี” เมื่อไม่อยากจะสำรวจด้วยตาไปมากกว่านี้ ลลิตาจึงเอ่ยเตือนอดีตเพื่อนรัก ให้หยุดโกหกตอแหลต่อหน้าคนอื่นได้แล้ว ก็แค่พูดว่าไม่มีเงินแค่นั้นก็จบ อาจจะโดนเธอหัวเราะเยาะนิดหน่อย เพื่อแลกกับการไม่ต้องเสียเงินซื้อชุดที่ไม่มีปัญญาซื้อ มันคุ้มกว่ากันเยอะ

“ทำไมคนอย่างจิราจันทร์ต้องอาย คนขี้แพ้อย่างแกมันจะทำอะไรฉันได้”

จิราจันทร์พูดออกมาอย่างไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังตกเป็นรอง ในเมื่อสำหรับเธอแล้วการแย่งผู้ชายที่นังลลิตาชอบมาครอบครองได้ ก็ถือว่าชนะทุกสิ่งแล้ว

“งั้นเหรอ ที่แกบอกว่ารสนิยมของแกดีเลิศนะ แกคงไม่รู้สึกอับอายกระดากปากของตัวเองเลยว่างั้น ในเมื่อของทุกอย่างที่แกใส่อยู่บนตัว ล้วนแล้วแต่เป็นของปลอมทั้งนั้น ไม่มีที่เป็นของแท้เลยแม้แต่ชิ้นเดียว รวมทั้งจมูกโด่งๆ และนมปลอมๆ ของแกด้วย”

เมื่อเจอคำพูดของลลิตาเข้าไป อาการที่มั่นอกมั่นใจในตอนแรกหายไปจนหมด ในเมื่อสิ่งที่คู่อริพูดออกมานั้นจิราจันทร์ย่อมรู้ดีว่าใช่เรื่องจริงหรือไม่ และก่อนที่จะถูกแฉไปมากกว่านี้ เลยจำต้องรีบเปิดกระเป๋าถือของตัวเองออก เพื่อหยิบกระเป๋าสตางค์ลายเดียวกับกระเป๋าถือออกมา หยิบบัตรเอทีเอ็มที่สมัครแบบสามารถรูดชำระสินค้าได้ ส่งให้พนักงานที่ยืนฟังอยู่ด้วยท่าทางสอดรู้สอดเห็น

“ตกลงฉันเอาชุดนี้”

เมื่อเห็นจิราจันทร์ยื่นบัตรเพื่อทำการชำระค่าสินค้าแล้ว คนที่ต้องการจะแกล้งให้อับอายก็ถือว่าทำสิ่งที่ตั้งใจสำเร็จแล้ว ก็ไม่อยากจะทนอยู่เสวนาด้วยให้เสียปาก จึงตั้งท่าว่าจะเดินจากไปช็อปปิ้งเสื้อผ้าร้านอื่นแทน ให้สบายอารมณ์ ก่อนจะกลับบ้าน แต่ก็ยังไม่วายพูดทิ้งท้าย         สร้างความเจ็บใจให้คนที่ได้ยินไม่น้อย

“ฉันเชื่อล่ะว่าแกรวยจริง เอาเป็นว่าชุดนั้นมันเหมาะสมกับแกมากกว่าฉัน เพราะสำหรับฉันมันราคาถูกเกินไป ไปก่อนนะจ๊ะจิราจันทร์ ผู้รวยและเลิศเลอ” ลลิตาพูดและยิ้มออกมาอย่างเป็นต่อ ก่อนจะเดินออกไปจากร้าน ด้วยท่วงท่าที่สวยสง่าราวกับนางแบบ ก็ยิ่งทำให้คนโดนหลอกให้ซื้อ ถึงกับโกรธจนตัวสั่น

“อีลูกบัว คอยดูนะ ฉันจะทำให้แกรู้ว่าคนอย่างจิราจันทร์นั้นเหนือกว่าแกทุกๆ ด้าน คอยดู”

จิราจันทร์ประกาศกร้าวออกมา ทันทีที่รู้ตัวว่าเสียรู้นังลลิตาอดีตเพื่อนรักเสียแล้ว แต่พอหันไปทางเคาน์เตอร์ชำระค่าสินค้า บัตรของเธอกำลังถูกรูดอยู่ ความโกรธมันก็พุ่งขึ้นจนน้ำตาจะไหล เงินก้อนสุดท้ายที่มีอยู่หายวับไปกับตา ทั้งๆ ที่อุตส่าห์ใช้อย่างประหยัดมาเสียหลายวัน ยิ่งเห็นก็ยิ่งอยากจะระบายอารมณ์ ด้วยการกรีดร้องออกมาให้สุดเสียงเสียให้ได้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป