บทที่ 1 ตอนที่ 1 เจ้าหนี้ชื่อชยุตม์
ตอนที่ 1
เจ้าหนี้ชื่อชยุตม์
ฝนกำลังตก หยาดน้ำสีเงินไหลพรากลงมาตามกระจกสูงจรดเพดานของอาคารสำนักงานเก่าแก่ใจกลางเมือง ท้องฟ้าด้านนอกมืดครึ้มราวกับมีใครสาดหมึกสีเทาเข้มลงบนผืนฟ้า แสงไฟจากตึกสูงส่องวูบวาบอยู่หลังม่านฝน ให้ความรู้สึกพร่าเลือนและหนาวเยือกอย่างประหลาด
อธิชา วรากานต์ นั่งอยู่ในห้องประชุมชั้นยี่สิบสามของบริษัท วรากานต์ คอนสตรักชัน จำกัด บริษัทที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นความภาคภูมิใจของครอบครัวเธอ
แต่วันนี้มันเหลือเพียงโต๊ะประชุมตัวยาวที่เงียบงัน เอกสารกองสูงราวกับภูเขา และสีหน้าหนักอึ้งของผู้บริหารไม่กี่คนที่ยังยอมอยู่จนวาระสุดท้าย
หญิงสาวก้มมองแฟ้มเอกสารตรงหน้า ปลายนิ้วเรียวซีดขาวขณะจับมุมกระดาษแน่นเกินจำเป็น
ตัวเลขในเอกสารชัดเจนจนไม่เหลือที่ให้หลอกตัวเอง
หนี้สินรวมทั้งหมด...เกินกว่าที่เธอจะหาเงินมาชำระได้ในเวลานี้
บริษัทของบิดาถูกกล่าวหาว่ายักยอกเงินจากโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ หลักฐานหลายอย่างดูเหมือนชี้มาทางครอบครัวของเธอ ทั้งที่อธิชารู้ดีว่าพ่อของเธอไม่ใช่คนแบบนั้น
อธิป วรากานต์ เป็นคนซื่อตรงเกินไปด้วยซ้ำ
ซื่อตรงจนถูกคนอื่นใช้เป็นบันไดเหยียบ ซื่อตรงจนวันนี้ทุกอย่างที่เขาสร้างมากับมือกำลังพังลงต่อหน้าลูกสาวเพียงคนเดียว
“คุณอธิชาครับ”เสียงของทนายประจำบริษัทดังขึ้นอย่างระมัดระวัง
อธิชาเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีน้ำตาลเข้มแม้อิดโรย แต่ยังพยายามรักษาความมั่นคงเอาไว้สุดกำลัง
“ค่ะ คุณภพ”
“ทางเจ้าหนี้รายใหม่ยืนยันว่าจะเข้ามาคุยด้วยตัวเองวันนี้ครับ”
เธอสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ“เขายอมให้เราขอผ่อนผันไหมคะ”
ทนายสูงวัยนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงที่ทำให้หัวใจของหญิงสาวหล่นวูบ
“ยังไม่มีคำตอบครับ”
ไม่มีคำตอบ...บางครั้งคำนี้ก็โหดร้ายกว่าคำปฏิเสธเสียอีก
อธิชาก้มมองเอกสารอีกครั้ง ดวงตาไล่ผ่านรายการหนี้ สัญญาเงินกู้ ภาระค้ำประกัน และหนังสือแจ้งเตือนจากธนาคาร ทุกแผ่นกระดาษเหมือนหินก้อนใหญ่ที่ถูกวางทับลงบนอกจนหายใจแทบไม่ออก
บ้านกำลังจะถูกยึด บริษัทกำลังจะล้มละลาย พ่อยังนอนอยู่ในโรงพยาบาล หลังล้มลงจากอาการเส้นเลือดในสมองแตกเมื่อสามวันก่อน แม่ของเธอแทบไม่เหลือน้ำตาจะร้องและเธอ...คือคนเดียวที่ยังต้องยืนอยู่
แม้ข้างในจะแตกละเอียดไปหมดแล้วก็ตาม
เสียงนาฬิกาบนผนังเดินไปข้างหน้าอย่างเย็นชา เข็มวินาทีขยับทีละจังหวะ คล้ายกำลังนับถอยหลังให้ชีวิตของครอบครัววรากานต์
“เจ้าหนี้รายใหม่คือใครกันแน่คะ”
อธิชาถามคำถามเดิมเป็นครั้งที่สาม
ทนายภพมีสีหน้าลำบากใจ “เอกสารซื้อหนี้ทำผ่านบริษัทลูกหลายชั้นครับ แต่ข้อมูลล่าสุดระบุว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนใหญ่... RP Group”
ทันทีที่ได้ยินชื่อกลุ่มบริษัทนั้น ผู้บริหารคนหนึ่งที่นั่งอยู่ไม่ไกลถึงกับถอนหายใจ RP Groupชื่อที่ใครในแวดวงธุรกิจก็รู้จัก
กลุ่มบริษัทอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม รีสอร์ต และการลงทุนขนาดมหึมา เจ้าของโครงการหรูทั่วประเทศ มีอำนาจพอจะทำให้บริษัทเล็ก ๆ ล้มได้เพียงแค่ขยับนิ้ว
อธิชาเคยได้ยินชื่อกลุ่มบริษัทนี้บ่อยครั้ง แต่ไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งชะตาชีวิตของครอบครัวเธอจะตกไปอยู่ในมือของคนเหล่านั้น
“ถ้าเป็น RP Group จริง...” ผู้บริหารวัยกลางคนเอ่ยเสียงแผ่ว “เราแทบไม่มีอำนาจต่อรองเลยนะครับคุณอธิชา”
หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น เธอรู้ แต่การรู้ไม่ได้แปลว่าเธอจะยอมแพ้
อธิชาปิดแฟ้มตรงหน้าอย่างช้า ๆ ก่อนเงยหน้ามองทุกคนในห้องประชุม
“ต่อให้ไม่มีอำนาจต่อรอง เราก็ต้องคุยค่ะ อย่างน้อยต้องขอเวลาให้พ่อได้ฟื้นก่อน ถ้าขายทรัพย์สินบางส่วน ชำระหนี้ก้อนแรก แล้วขอปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ บางทีเขาอาจ...เอ่อ...”คำพูดของเธอหยุดลง เมื่อเสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง
ทุกคนในห้องเงียบกริบ ประตูห้องประชุมเปิดออก ชายชุดสูทสีดำสองคนก้าวเข้ามาก่อน หนึ่งในนั้นเป็นเลขาหนุ่มท่าทางสุขุม อีกคนดูเหมือนฝ่ายกฎหมาย พวกเขาเบี่ยงกายเล็กน้อยอย่างเป็นระเบียบ เปิดทางให้ใครบางคนเดินตามเข้ามา
วินาทีนั้นเอง อธิชารู้สึกราวกับเสียงฝนด้านนอกหยุดลง ไม่ใช่เพราะฝนหยุดตก แต่เพราะทั้งโลกของเธอคล้ายถูกดึงให้เงียบสนิทในฉับพลัน
ชายหนุ่มร่างสูงในสูทสีเข้มก้าวเข้ามาในห้องประชุมด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง แผ่นหลังกว้างตั้งตรง ใบหน้าคมคายหล่อเหลาราวกับถูกสลักขึ้นอย่างประณีต คิ้วเข้มพาดเหนือดวงตาลึกจัด จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากหยักได้รูปที่ครั้งหนึ่งเคยยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน แต่ตอนนี้ ริมฝีปากคู่นั้นมีเพียงรอยยิ้มเย็นเยียบ
