บทที่ 10 ตอนที่ 10 กำแพงหัวใจ
ตอนที่ 10 กำแพงหัวใจ
เสียงเข็มนาฬิกาเดินเป็นจังหวะสม่ำเสมอในความเงียบสงัดของห้องนอน ท่ามกลางแสงไฟจากโคมไฟบนโต๊ะทำงานที่ส่องสว่างกระทบกองเอกสารสัญญาภาษาอังกฤษ ร่างบางของพลอยไพลินยังคงนั่งรัวนิ้วลงบนแป้นพิมพ์อย่างไม่ย่อท้อ ดวงตาคู่สวยที่บวมช้ำและแดงจากพิษไข้และความเหนื่อยล้าสะสม เพ่งมองตัวอักษรทุกตัวด้วยความมุ่งมั่น
เวลา 04:30 น.
เอกสารความยาวเกือบสามสิบหน้าที่ต้องเริ่มแปลใหม่ตั้งแต่หน้าแรก ถูกพิมพ์จนครบถ้วนทุกอักขระด้วยความแม่นยำ
หญิงสาวกดบันทึกไฟล์และสำรองข้อมูลไว้ในไดรฟ์ส่วนตัวทันที เธอมองหน้าจอโน้ตบุ๊กด้วยความรู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก แม้ร่างกายจะเพียบพร้อมไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยจนลำคอแห้งผาก ทว่าหัวใจของเธอกลับพองโตด้วยความภาคภูมิใจในศักดิ์ศรีของตัวเอง หญิงสาวฟุ่บลำตัวลงกับขอบโต๊ะ หลับตาลงเพื่อพักสายตาเพียงชั่วครู่ก่อนจะถึงเวลาไปมหาวิทยาลัย
(ด้านภิภัทร)
ร่างสูงใหญ่ของภิภัทรยืนพิงผนังในความมืดตรงโถงทางเดิน หน้าห้องพักของพลอยไพลิน สายตาคมเข้มทอดมองช่องว่างใต้ประตูที่มีแสงไฟส่องลอดออกมาตลอดทั้งคืน เขาไม่ได้กลับไปนอนที่ห้องของตัวเองเลยแม้แต่วินาทีเดียว ชายหนุ่มยืนสูบบุหรี่หมดไปหลายมวน ฟังเสียงแป้นพิมพ์ที่ดังแว่วออกมา
คำพูดประชดประชันที่เขาสาดใส่เธอเมื่อคืนกลับกลายเป็นคมมีดที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจเขาเอง มาเฟียหนุ่มผู้ที่ไม่เคยยอมสิโรราบให้ใคร ทว่าตอนนี้กลับรู้สึกแพ้อย่างราบคาบต่อเด็กสาววัยเพียงยี่สิบปีที่มีเพียงศักดิ์ศรีและจิตใจที่แข็งแกร่งเป็นอาวุธ
เมื่อเห็นแสงไฟใต้ประตูดับลงในเวลาเกือบตีห้า ภิภัทรจึงค่อยๆ ถอนหายใจออกมาเบาๆ เขาเดินกลับเข้าห้องทำงานของตัวเอง กดโทรศัพท์หาธันวามือขวาคนสนิททันที
“ไอ้ธัน...” น้ำเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าเอ่ยขึ้น
(ครับนาย มีอะไรด่วนหรือเปล่าครับ) ธันวารับสายด้วยน้ำเสียงตื่นตัว
“สั่งสำนักงานแปลภาษา ให้โอนเงินค่าจ้างของพลอยไพลินเพิ่มเป็นสองเท่า... อ้างว่าเป็นโบนัสพิเศษจากลูกค้ารายใหญ่ แล้วส่งคนขับรถไปรอรับส่งเธอที่มหาวิทยาลัยตลอดทั้งสัปดาห์”
ธันวาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแอบยิ้มมุมปากเล็กน้อย ด้วยความอ่อนใจกับความปากแข็งของเจ้านาย
“รับทราบครับนาย... แล้วเรื่องงานแปลที่คุณพลอยอดนอนทำทั้งคืน นายจะให้ผมแจ้งสำนักงานแปลให้ขยายเวลาส่งไหมครับ”
“ไม่ต้อง!” ภิภัทรตวาดเสียงเข้ม ปากแข็งกลับมาทันควัน “ยัยนั่นอวดดีบอกเองว่าจัดการได้ ถ้ากูยื่นมือไปยุ่ง ยัยนั่นก็หาว่ากูไปสมน้ำหน้าอีก แค่ทำตามที่กูสั่งก็พอ!”
“ครับนาย”
เวลา 07:30 น.
พลอยไพลินก้าวลงมาจากชั้นสองในชุดนักศึกษาที่ดูเรียบร้อย ใบหน้าของเธอหวานซูบซีดอย่างเห็นได้ชัด ขอบตาหมองคล้ำ เธอตั้งใจจะเดินเลี่ยงออกไปทางประตูหน้าคฤหาสน์โดยไม่แวะห้องอาหารเหมือนเช่นเคย
ทว่า ภิภัทรที่นั่งจิบกาแฟดำอยู่ที่โต๊ะอาหาร กลับเอ่ยขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบขึ้นมาทันที
“จะรีบไปไหน”
พลอยไพลินหยุดฝีเท้าทันที ก่อนที่จะหันกลับมามองเขาด้วยสายตาเรียบเฉย ไร้ความรู้สึก
“หนูจะไปเรียนค่ะ”
“กินข้าวก่อน” ภิภัทรไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองเธอ เขากวาดสายตาอ่านหนังสือพิมพ์ในมือ เอ่ยคำพูดเย็นชาออกมาราวกับเป็นคำสั่ง “อย่ามาทำตัวเรียกร้องความสนใจด้วยการอดข้าวอดน้ำ ถ้าเธอไปเป็นลมหน้าคณะ คนอื่นจะหาว่าคฤหาสน์ฉันไม่มีปัญญาเลี้ยงดูเมีย”
พลอยไพลินเค้นยิ้มจางๆ บนริมฝีปากเล็ก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่าย
“ขอบคุณในความหวังดีค่ะ แต่หนูไม่หิว และหนูก็ไม่ได้ต้องการเรียกร้องความสนใจจากใคร โดยเฉพาะจากคุณ”
คำตอบเรียบนิ่ง ทว่าสามารถทำให้ภิภัทรชะงักไป ชายหนุ่มวางหนังสือพิมพ์ลงบนโต๊ะเสียงดัง นัยน์ตาคมเข้มฉายแววด้วยความหงุดหงิดที่โดนปฏิเสธความห่วงใยซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“พลอยไพลิน!”
“หนูขอตัวนะคะ เดี๋ยวสาย” พลอยไพลินยกมือไหว้เขาตามมารยาทอย่างนอบน้อม แต่เป็นความนอบน้อมที่แฝงไปด้วยระยะห่างมหาศาล ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากคฤหาสน์ไปทันที
ชายหนุ่มกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เขามองตามแผ่นหลังบางที่เดินห่างออกไปเรื่อยๆ เขาอยากจะวิ่งเข้าไปฉุดรั้งเธอไว้ อยากจะพูดคำว่า ‘ขอโทษ’ ออกไปสักครั้ง ทว่าความเย่อหยิ่งและศักดิ์ศรีที่สวมมาตลอดชีวิต กลับกักขังคำพูดเหล่านั้นไว้ในลำคอจนหมด
ณ มหาวิทยาลัยชื่อดัง
บรรยากาศใต้ร่มไม้หน้าคณะมนุษยศาสตร์ พลอยไพลินนั่งถอนหายใจยาวอยู่บนม้านั่งหินอ่อน เธอนำส่งไฟล์งานแปลเอกสารฉบับสมบูรณ์ให้สำนักงานแปลผ่านอีเมลเรียบร้อยแล้ว และในเวลาต่อมาเพียงไม่กี่นาที เสียงแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันธนาคารบนมือถือก็ดังขึ้น
ยอดเงินเข้า : 100,000 บาท
ดวงตากลมโตของพลอยไพลินเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก เธอรีบกดเข้าไปดูรายละเอียดทันที ยอดเงินที่โอนเข้ามาสูงกว่าค่าจ้างเดิมถึงสองเท่า พร้อมข้อความแนบจากเจ้าหน้าที่สำนักงานแปลว่า ‘ค่าตอบแทนพิเศษและโบนัสจากลูกค้ารายใหญ่ที่ประทับใจความรวดเร็วและคุณภาพงาน’
น้ำตาแห่งความดีใจไหลซึมออกมาจากหางตา หญิงสาวเก็บบันทึกยอดเงินรวมในบัญชีส่วนตัว ตอนนี้เธอมียอดเงินเก็บสะสมแสนกว่าบาทแล้ว แม้จะยังห่างไกลจากตัวเลขห้าล้านบาท แต่นี่คือจุดเริ่มต้นที่ตอกย้ำว่า อิสรภาพของเธออยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
“พลอย! เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมมานั่งร้องไห้ตรงนี้”
น้ำเสียงอบอุ่นของนนท์เอ่ยทักขึ้น ชายหนุ่มเดินเข้ามาพร้อมแก้วน้ำหวานในมือ สีหน้าเต็มไปด้วยความห่วงใยเมื่อเห็นรอยหมองคล้ำใต้ตาและใบหน้าซูบซีดของรุ่นน้องคนโปรด
พลอยไพลินรีบเช็ดน้ำตาออกแล้วส่งยิ้มให้พี่นนท์เล็กน้อย
“เปล่าค่ะ พลอยแค่ดีใจ งานแปลที่พี่นนท์แนะนำ พลอยส่งเรียบร้อยแล้วนะคะ แถมทางสำนักงานยังเพิ่มโบนัสให้อีกตั้งเยอะ พลอยขอบคุณพี่นนท์มากๆ เลยนะคะ”
นนท์ยิ้มรับด้วยความเอ็นดู ชายหนุ่มทอดสายตามองพลอยไพลินด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินกว่ารุ่นพี่รุ่นน้อง ทว่าเขารู้ดีว่าพลอยไพลินมีพันธะและเรื่องหนักใจบางอย่างที่ไม่อาจบอกใครได้
“พี่บอกแล้วว่าพลอยเก่ง” นนท์นั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ยื่นแก้วน้ำหวานให้เธอ “กินน้ำหวานหน่อยสิ หน้าตาพลอยดูโทรมมากเลยนะช่วงนี้ อดนอนมากไปหรือเปล่า มีอะไรให้พี่ช่วย บอกพี่ได้เสมอนะพลอย พี่พร้อมจะอยู่ข้างๆ พลอยเสมอ”
พลอยไพลินมองหน้าพี่นนท์ด้วยความซาบซึ้งใจ เธอสัมผัสได้ถึงความบริสุทธิ์ใจและความอบอุ่นที่ชายตรงหน้ามอบให้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอไม่เคยได้รับจากสามีตามกฎหมายอย่างภิภัทรเลยแม้แต่ครั้งเดียว
“ขอบคุณค่ะพี่นนท์ แค่นี้พลอยก็เกรงใจจะแย่อยู่แล้วค่ะ”
ทว่า... ทั้งสองคนไม่รู้เลยว่า ภาพความอบอุ่นและการพูดคุยอย่างสนิทสนมใต้ร่มไม้นั้น กำลังถูกสายตาคู่คมของภิภัทรที่นั่งอยู่บนรถยนต์คันหรูซึ่งจอดซุ่มอยู่ริมถนนฝั่งตรงข้าม จับจ้องมองอยู่อย่างไม่คาดสายตา
ภิภัทรจ้องมองภาพพลอยไพลินที่กำลังยิ้มหวาน และรับแก้วน้ำหวานมาจากมือของไอ้ประธานรุ่นพี่ปีสี่ นัยน์ตาสีเข้มฉายแววหงุดหงิดออกมาอย่างเห็นได้ชัด มือหนากำพวงมาลัยแน่น
ชายหนุ่มอุตส่าห์ขับรถตามเธอมาจากคฤหาสน์ ตั้งใจจะมาดูให้เห็นกับตาว่าเธอเดินทางมาถึงมหาวิทยาลัยอย่างปลอดภัยหรือเปล่า แอบสั่งให้คนโอนเงินโบนัสพิเศษให้เธอเพื่อหวังจะเห็นรอยยิ้มของเธอ แต่รอยยิ้มหวานและความอบอุ่นเหล่านั้น เธอกลับมอบมันให้ชายคนอื่นได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่มอบให้เขาเพียงแค่สายตาที่เย็นชาและรังเกียจ
“พลอยไพลิน” ภิภัทรเอ่ยน้ำเสียงทุ้มต่ำ และสั่นพร่าออกมาในความเงียบของห้องโดยสาร “เธอท้าทายฉันเองนะ”
