บทที่ 9 ตอนที่ 9 ห้วงอารมณ์

ตอนที่ 9 ห้วงอารมณ์

เสียงดนตรีคลาสสิกที่แว่วภายในห้องจัดเลี้ยงโถงใหญ่ของโรงแรมหรูไม่อาจดับไฟโทสะและความอึดอัดที่แล่นพล่านอยู่ในอกของภิภัทรได้เลย ชายหนุ่มหมุนแก้วบรั่นดีในมือช้าๆ นัยน์ตาคมกริบจ้องมองไปทางแถวห้องน้ำกว้างที่พลอยไพลินเพิ่งเดินหายเข้าไป

เวลาผ่านไปนานนับสิบนาทีทว่าร่างเล็กก็ยังคงไม่กลับออกมา ความเหินห่างเย็นชาและคำพูดที่ตอกย้ำสถานะ ‘ไม้กันหมา’ ของเธอเมื่อครู่ยังคงดังก้องอยู่ในหัว ราวกับมีเข็มเล็กร้อยเล่มคอยสะกิดหัวใจของมาเฟียหนุ่มให้หงุดหงิดอยู่ตลอดเวลา

ชายหนุ่มวางแก้วเครื่องดื่มลงบนโต๊ะสูงใกล้ๆ ด้วยน้ำหนักมือที่ไม่เบานัก ก่อนที่จะเดินออกไปจากบริเวณงานเลี้ยงทันที โดยไม่สนใจสายตาของเหล่าแขกเหรื่อหรือลูกน้องที่ลอบมองด้วยความสงสัย

บริเวณโถงทางเดินหน้าห้องน้ำผู้หญิง

พลอยไพลินยืนเปิดน้ำซัดฝ่ามือบาง ก่อนจะยกมือขึ้นแตะหน้าผากที่ยังคงมีไข้อ่อนๆ ร่างกายของเธอยังไม่ฟื้นตัวดีนัก การต้องมารับมือกับสงครามประสาทของพวกผู้ใหญ่ในตระกูล และต้องมาเผชิญหน้ากับสายตาดูถูกของคนรอบข้าง ทำให้เธอสูญเสียพลังงานไปมาก หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึกๆ เรียกกำลังใจให้ตัวเอง จ้องมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกเงาบานใหญ่

‘อดทนไว้พลอยไพลิน... อีกแค่ไม่กี่ปี ทุกอย่างก็จบลงแล้ว’

เธอบอกตัวเองในใจ พลางถอนหายใจออกมาเบาๆ ทว่าในจังหวะที่กำลังจะหมุนตัวเดินออกจากหน้าห้องน้ำ ร่างสูงใหญ่ของภิภัทรก็ก้าวเข้ามาขวางทางไว้ทันที

พลอยไพลินชะงักเท้าไปเล็กน้อย ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวตามสัญชาตญาณ สายตากลมโตสบมองใบหน้าคมเข้มที่บึ้งตึงของชายตรงหน้าด้วยความเรียบเฉย ไร้ซึ่งความกลัวและไร้ซึ่งความออดอ้อนออเซาะ

“คุณภัทรมีอะไรอีกเหรอคะ งานเลี้ยงข้างในยังไม่จบไม่ใช่เหรอ” น้ำเสียงราบเรียบเอ่ยถาม

คำถามนิ่งๆ และท่าทีถอยห่างอย่างมีระยะราวกับเขากลายเป็นคนนอก ทำให้ความอดทนของภิภัทรพังทลายลง ชายหนุ่มคว้าหมับเข้าที่เรียวแขนเล็กทันที ออกแรงดึงให้ร่างเล็กก้าวตามเขาไปทางมุมอับสายตาบริเวณโถงทางเดินบันไดหนีไฟ

“ปล่อยนะ! คุณภัทรจะทำอะไร!” พลอยไพลินพยายามสะบัดแขนออก แต่แรงอันน้อยนิดของเธอไม่อาจสู้แรงมหาศาลของมาเฟียหนุ่มได้เลย

ปัง!

ประตูหนีไฟถูกดันปิด ร่างบางถูกดันให้หลังชิดติดกับผนังคอนกรีตเย็น โดยมีร่างสูงใหญ่ของภิภัทรยืนกักขังเธอไว้ในอ้อมแขน นัยน์ตาสีเข้มฉายแววโกรธจัด

“เธอคิดว่าเธอเป็นใคร พลอยไพลิน!” ภิภัทรตวาดเสียงต่ำ ก้มหน้าลงไปใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดแก้มเนียน “เดินหนีฉันออกมาหน้านิ่งๆ แล้วยังกล้าพูดจาประชดประชันเรื่องไม้กันหมาอีกงั้นเหรอ!”

พลอยไพลินสบตาดุดันของเขาอย่างไม่เกรงกลัว แม้หัวใจจะเต้นแรงด้วยความอึดอัด แต่ศักดิ์ศรีที่ยึดมั่นกลับทำให้เธอเชิดหน้าตอบกลับ

“หนูไม่ได้ประชดค่ะ แต่มันคือความจริง” คนตัวเล็กเอ่ยพูดน้ำเสียงเรียบนิ่ง “คุณภัทรพาหนูมาที่นี่ เพื่อแสดงให้คนอื่นเห็นว่าคุณมีอำนาจ และเพื่อใช้หนูตอกหน้าพวกผู้ใหญ่ที่จ้องจะเล่นงานคุณ หนูก็ทำหน้าที่นั้นให้คุณอย่างสมบูรณ์แบบแล้วไงคะ แล้วคุณจะมาเรียกร้องอะไรจากหนูอีก?”

“ฉันไม่ได้เรียกร้อง!!” ภิภัทรปฏิเสธเสียงแข็ง “ฉันแค่หงุดหงิดกับท่าทางอวดดีของเธอ อย่าคิดว่าการที่เธอตอกหน้าคุณหญิงมณีจันทร์ได้ จะทำให้เธอมีสิทธิ์มาทำหน้าตาไร้หัวใจใส่ฉัน!”

“หนูไม่ได้อวดดีค่ะ หนูแค่เจียมตัว” พลอยไพลินเค้นยิ้มบางๆ บนริมฝีปาก รอยยิ้มที่มองดูก็รู้ว่าไร้ความรู้สึก “หนูรู้ดีว่าตัวเองอยู่ในฐานะอะไร... ลูกหนี้ขัดดอกที่คุณซื้อมาด้วยเงินห้าล้าน หนูทำตามคำสั่งของคุณทุกอย่าง แต่งตัวตามที่คุณสั่ง ออกงานตามที่คุณต้องการ แล้วทำไมหนูต้องแกล้งทำเป็นยิ้มหวาน หรือส่งสายตาซาบซึ้งให้คนที่คอยแต่จะสาดคำพูดดูถูกใส่หนูตลอดเวลาด้วยล่ะคะ?”

คำพูดของเธอเหมือนเข็มฉีดยาพิษที่แทงเข้ากลางหัวใจของภิภัทร ชายหนุ่มชะงักไป นัยน์ตาคมสั่นระริกด้วยความรู้สึกชาที่อกซ้าย

ภิภัทรบดกรามแน่นจนสันกรามขึ้นชัดเจน มือหนาที่กุมเรียวแขนเธอไว้ออกแรงบีบแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะตวาดสวนกลับด้วยคำพูดร้ายๆ ตามนิสัยดั้งเดิม

“หึ! เจียมตัวงั้นเหรอ? ปากดีให้ได้อย่างที่พูดเถอะ!” ภิภัทรเหยียดยิ้มเย็นชา “อย่าให้ฉันเห็นว่าเธอแอบไปบีบน้ำตาใส่ไอ้ประธานรุ่นนั่น เพื่อหาเรื่องให้มันช่วยชดใช้หนี้แทนแล้วกัน! เงินห้าล้าน... เธอต้องเป็นคนหามาจ่ายฉันด้วยตัวเองทุกบาททุกสตางค์ ห้ามใช้เงินของผู้ชายคนไหนทั้งนั้น”

พลอยไพลินมองชายตรงหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่ายและความสมเพช เธอเลิกที่จะโต้เถียง เลิกที่จะอธิบาย เพราะรู้ดีว่าต่อให้พูดอย่างไร มนุษย์ใจแคบอย่างเขาก็ไม่มีวันเข้าใจความบริสุทธิ์ใจของคนอื่น

“ค่ะ... หนูจะหามาคืนคุณเองด้วยน้ำพักน้ำแรงของหนู และเมื่อวันนั้นมาถึง หนูหวังว่าคุณภัทรจะรักษาคำพูด ปล่อยหนูไปตามทางของหนู”

พูดจบ พลอยไพลินก็จ้องหน้าเขานิ่งๆ สายตาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวจนภิภัทรเป็นฝ่ายที่ต้องคลายมือออกจากแขนเธออย่างช้าๆ ร่างบางขยับตัว ผลักประตูหนีไฟเดินกลับเข้าสู่งานเลี้ยงไปโดยไม่หันกลับมามองเขาอีกเลย

ภิภัทรยืนนิ่งอยู่กลางบันไดหนีไฟที่มืดมิด ชายหนุ่มก้มมองมือหนาของตัวเองที่ยังสั่น ความอึดอัดแน่นในอกกัดกินหัวใจเขาจนแทบหายใจไม่ออก มาเฟียหนุ่มยกมือขึ้นต่อยเข้ากับผนังอย่างแรง เพื่อระบายความเกรี้ยวกราด

‘ปล่อยเธอไปงั้นเหรอ...’ ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเองในความเงียบ ก่อนที่จะดึงสติตัวเองกลับมา ทำสีหน้าให้ราบเรียบเหมือนเดิม

เวลา 22:30 น.

รถยนต์คันหรูแล่นมาจอดอยู่ที่หน้าคฤหาสน์ บรรยากาศภายในรถตลอดการเดินทางเต็มไปด้วยความเงียบสนิทที่ชวนอึดอัด พลอยไพลินทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างตลอดทาง ไม่คิดจะเอ่ยปากพูดอะไรแม้แต่คำเดียว ในขณะที่ภิภัทรทำเพียงนั่งกอดอก ใบหน้านิ่งๆ ไม่แสดงความรู้สึกใดๆ

ทันทีที่รถจอดสนิท คนตัวเล็กก็เปิดประตูรถก้าวลงไปก่อนโดยไม่รอให้ใครมาเปิดให้ เธอเดินตรงขึ้นไปยังชั้นสองเพื่อกลับเข้าห้องนอนของตัวเอง หวังจะได้พักผ่อนและลืมเรื่องราววุ่นวายในค่ำคืนนี้

ทว่าเมื่อเธอก้าวเท้าเข้ามาในห้องนอน แสงไฟฉุกเฉินจากหน้าจอโน้ตบุ๊คที่เปิดค้างไว้อยู่บนโต๊ะทำงานกลับทำให้เธอขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ

พลอยไพลินก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงาน ก่อนจะพบว่าไฟล์เอกสารสัญญาธุรกิจภาษาอังกฤษความยาวเกือบสามสิบหน้า ซึ่งเธอซุ่มแปลมาตลอดหลายคืน และใกล้จะเสร็จสมบูรณ์เพื่อส่งให้สำนักงานแปลในวันพรุ่งนี้

ก็เกิดข้อผิดพลาดทางระบบ และเสียหายจนไม่สามารถเปิดใช้งานได้

“ทำไม... ทำไมถึงเปิดไม่ได้ล่ะ!”

ดวงตากลมโตสั่นระริกด้วยความตื่นตระหนก มือเรียวพยายามคลิกเปิดไฟล์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่หน้าจอกลับขึ้นข้อความแจ้งเตือนไฟล์เสีย ความหวังที่จะส่งงานเพื่อรับเงินค่าจ้างก้อนใหญ่พังทลายลงไปต่อหน้าต่อตา

ร่างกายที่เพิ่งฟื้นจากไข้บวกกับความเครียดและอดนอนสะสม ทำให้พลอยไพลินรู้สึกหน้ามืดขึ้นมาดื้อๆ ขาเรียวหมดแรงจนแทบยืนไม่อยู่ หญิงสาวทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ยกมือขึ้นกุมศีรษะไว้แน่น น้ำตาที่อัดอั้นมาตลอดทั้งคืนเริ่มไหลออกมาจากหางตาช้าๆ

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นเบาๆ ก่อนที่ประตูจะถูกเปิดออกโดยภิภัทร ชายหนุ่มถือถาดแก้วนมร้อนที่ย่นระยะเวลาเดินขึ้นมาจากชั้นล่างเพื่อตั้งใจจะเอามาวางไว้ให้เธอ โดยใช้ข้ออ้างเดิมๆ กับตัวเองว่า ‘กลัวเธอกลับมาป่วยเป็นภาระ’

ทว่า ภาพที่เขาเห็นเมื่อก้าวเข้ามาในห้องนอน คือร่างเล็กของพลอยไพลินที่นั่งกุมศีรษะอยู่หน้าโน้ตบุ๊ค ไหล่บางสั่นเทาด้วยการสะอื้นเบาๆ แผ่นหลังที่เคยเชิดตรง ตอนนี้ดูล่าถอยและเปราะบางอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ชายหนุ่มวางถาดนมลงบนโต๊ะข้างประตูอย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้าวเข้าไปหาเธอ

“เป็นอะไร” น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยออกมาในยามนี้ ไม่มีร่องรอยของความเกรี้ยวกราด

พลอยไพลินรีบยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาบนใบหน้าออกอย่างรวดเร็ว พยายามปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉย แต่ดวงตากลมโตที่แดงช้ำและชุ่มน้ำตากลับไม่อาจซ่อนความเจ็บปวดไว้ได้

“เปล่าค่ะ หนูไม่ได้เป็นอะไร มีอะไรหรือเปล่าคะ” เธอเอ่ยตอบเสียงสั่นเล็กน้อย พยายามจะลุกขึ้นยืนเพื่อสร้างระยะห่าง

ภิภัทรมองหน้าเธอนิ่ง สายตาคมกริบเหลือบไปเห็นหน้าจอโน้ตบุ๊คที่ขึ้นข้อความแจ้งเตือนไฟล์เสียหาย พร้อมกับกองเอกสารภาษาอังกฤษต้นฉบับที่วางกระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะ

มาเฟียหนุ่มเข้าใจสถานการณ์ได้ในทันที ชายหนุ่มยื่นมือออกไปหวังจะแตะที่ไหล่บางเพื่อปลอบประโลม

“งานมีปัญหาเหรอ...”

“อย่ามาแตะต้องตัวหนูค่ะ!” พลอยไพลินเบี่ยงตัวหลบ ถอยหลังไปจนชิดขอบเตียง สายตามองเขาด้วยความระแวงและเย็นชา “หนูจัดการปัญหาของหนูเองได้ ไม่ต้องให้คุณภัทรมาสมน้ำหน้าหรือย้ำเตือนหรอกค่ะว่าหนูมันไร้ปัญญา”

คำพูดและสายตาที่มองเขาเหมือนศัตรู ทำให้มือหนาของภิภัทรชะงักค้างกลางอากาศ ความห่วงใยที่ก่อตัวขึ้นถูกกำแพงแห่งความเกลียดชังของเธอกระแทกกลับมาจนยับเยิน

มาเฟียหนุ่มดึงมือกลับ ชักสีหน้าเรียบตึง ปรับน้ำเสียงให้กลับมาเหมือนเดิม

“สมน้ำหน้างั้นเหรอ? ฉันยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ!” ภิภัทรกอดอกมองเธอด้วยสายตาเย็นชา “กะอีแค่ไฟล์งานเสีย ทำเป็นร้องไห้โฮเหมือนเด็กประถม โดนแค่นี้ก็ท้อแล้วเหรอ ไหนบอกว่าเก่งนักเก่งหนา ไหนบอกว่าจะหาเงินห้าล้านมาปาใส่หน้าฉันไง!”

พลอยไพลินเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง นัยน์ตาจ้องมองเขาด้วยความเกลียดที่เพิ่มพูนขึ้นเป็นเท่าตัว

“หนูไม่เคยท้อค่ะ!” พลอยไพลินตวาดกลับ เสียงสั่นด้วยความอัดอั้น “ต่อให้ไฟล์นี้เสีย หนูก็จะแปลใหม่ทั้งหมด! หนูจะทำงานจนกว่าหนูจะหาเงินมาคืนคุณครบทุกบาท คุณไม่ต้องมาห่วงหรือมาสมน้ำหน้าหนู!”

ภิภัทรบดกรามแน่น จ้องมองสบสายตาแข็งกร้าวของเมียเด็กที่ช่างอวดดีและดื้อรั้น ชายหนุ่มหมุนตัวเตรียมจะเดินออกจากห้องพัก

ทว่าก่อนจะก้าวขาพ้นประตู เขาก็หยุดชะงักและหันกลับมามองเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“งั้นก็แปลใหม่ซะสิ... ทำงานทั้งคืนให้มันตาแฉะไปเลย แต่อย่าลืมล่ะ ว่าพรุ่งนี้เธอมีเรียนแปดโมงเช้า ถ้าเธอนอนซมป่วยเป็นภาระให้คนในบ้านฉันอีก ฉันจะคิดค่าพยาบาลและค่ายาเพิ่มเป็นสองเท่า!”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป