บทที่ 4 [4]
[4]
“การแต่งงานที่ต้องเร่งให้เร็วขึ้น”
” คุณปิดบังแพร คุณหลอกลวงแพร”
หญิงสาวเอ่ยขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นท่าทีราวกับอับจนคำพูดของคู่สนทนา กันต์กับเธอไม่ใช่แค่คู่รักแต่อยู่กินกันฉันสามีภรรยาเกือบสามปี มีช่วงเวลามากมายที่เขาสามารถบอกความจริงกับเธอ แต่กันต์ก็ไม่เคยทำ
“น้องปุณณ์ใช่ไหมคะ คนที่คุณจะต้องแต่งงานด้วย เธอก็น่ารักดีไม่ใช่เหรอคะ นอกจากน่ารักแล้วยังร่ำรวย คนอย่างแพรจะไปเทียบอะไรได้” แพรไหมเอ่ยอีก
“ตอนที่ผมคบกับคุณ ผมไม่ได้คิดว่าผมจะแต่งงานกับเขา มันมีวิธีตั้งมากมายที่ผมจะหลีกเลี่ยงการแต่งงาน ปุณณ์เองก็รู้ว่าผมรักเขาแบบไหน คุณควรจะถามผมสิ ควรจะถามก่อนจะตัดสินใจเรื่องของเรา คุณรู้ไหมว่าผมรักคุณมากแค่ไหน ผมยอมแม้กระทั่งจะทะเลาะกับคุณพ่อ... เพื่อคุณ”
“มันไม่สายไปหน่อยเหรอคะ คนที่จะเป็นคู่ชีวิตกันไม่ควรจะมีความลับต่อกัน มีอะไรคุณก็ควรจะบอกกับแพรไม่ใช่เหรอ”
“ผมไม่อยากให้คุณรู้สึกแย่ ตอนที่ต้องมาเจอกับน้องปุณณ์ ผมคิดว่าคุณไม่รู้เรื่องมันน่าจะดีกว่า” กันต์พยายามอธิบาย เขาคิดอย่างที่บอกกับแพรไหมจริง ๆ ถึงแม้จะไม่ได้มั่นใจว่าตนเองจะทำได้อย่างที่คิดหรือไม่
“พอเถอะค่ะ ทุกอย่างมันสายไปแล้ว ตอนนี้แพรเป็นภรรยาของคุณรัน”
“คุณกับคุณพ่อยังเป็นแค่คู่หมั้น” กันต์แย้ง
“แพรกับคุณรันเกินเลยกันแล้ว” แพรไหมเอ่ยออกไปตามตรง
กันต์ได้ยินถึงกับชะงัก ร่างสูงใหญ่ที่เคยสง่างามราวกับถูกแช่แข็ง ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยราวกับไม่เชื่อหูตัวเอง แพรไหมนอนกับพ่อบุญธรรมของเขาแล้ว
คำพูดเดียวของเธอทำลายกำแพงแห่งความหวังสุดท้ายที่เขายังคงยึดถือไว้จนหมดสิ้น ความสัมพันธ์แบบเกินเลยย่อมหมายถึงความผูกพันที่ลึกซึ้งและจริงจัง พ่อบุญธรรมของเขาก็เป็นประเภทที่จริงจังกับความสัมพันธ์เสียด้วย
ความรักและความรู้สึกที่เขามีให้แพรไหมจึงไม่มีทางหวนกลับมาได้อีกแล้ว ทุกอย่างจบลงอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่วินาทีที่เธอสารภาพออกมา กันต์คงทำได้แค่เก็บทุกอย่างเป็นความลับไปจนวันตายเท่านั้น
แววตาของกันต์ที่มองแพรไหมจึงเปลี่ยนไป จากความโกรธแค้นกลายเป็นความว่างเปล่าราวกับจิตวิญญาณได้ถูกดึงออกจากร่าง เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย พยายามควบคุมเสียงที่สั่นเครือไม่ให้หลุดรอดออกมา มือหนาที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋ากางเกงกำแน่นจนเล็บจิกลงบนฝ่ามือเพื่อระงับความเจ็บปวด
เขาเงยหน้าขึ้นมองเธออีกครั้ง ดวงตาแดงก่ำแต่ไร้หยดน้ำตา กันต์พยายามรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดเพื่อกล่าวคำพูดสุดท้าย ซึ่งเป็นคำพูดที่แสดงถึงการยอมจำนนต่อโชคชะตาที่เล่นตลกนี้
“ดึกมากแล้ว ผมว่าแม่เล็กกลับขึ้นตึกเถอะครับ โดนน้ำค้างจะไม่สบายเอาได้ คุณพ่อจะเป็นห่วง”
สรรพนามที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจาก “คุณ” กลายเป็น “แม่เล็ก” นั้นหนักแน่นและบาดลึกกว่าคำด่าทอใด ๆ กันต์เรียกเธอด้วยสถานะใหม่ที่เธอเลือกแล้วอย่างเต็มปาก ราวกับเป็นการตอกย้ำถึงการสิ้นสุดของความสัมพันธ์ในอดีตทั้งหมด และนั่นคือการยอมรับความพ่ายแพ้ของเขาอย่างสมบูรณ์
เขาหันหลังให้เธอช้า ๆ โดยไม่รอฟังคำตอบใด ๆ ร่างสูงใหญ่ก้าวเดินออกไปจากสวนราวกับว่ากำลังแบกรับโลกทั้งใบไว้บนบ่า ทิ้งให้แพรไหมยืนอยู่เพียงลำพังในความมืดมิด พร้อมกับความจริงที่ว่าพวกเขาไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้ว
กันต์เพิ่งกลับมาจากสวนได้เดินมาถึงทางขึ้นบันไดเพื่อจะกลับเข้าห้องนอนของตัวเอง แต่แล้วสายตาคมกริบก็ต้องหยุดชะงักบนขั้นบันไดหินอ่อน เมื่อปรากฏร่างบางของปุณณ์ที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องครัว มือเล็กประคองแก้วที่บรรจุนมอุ่น ๆ ไว้อย่างระมัดระวัง
ปุณณ์ในยามค่ำคืนนี้ดูงดงามและเปราะบางอย่างแปลกประหลาด เขาไม่ได้สวมชุดนอนที่หรูหราแต่เป็นเพียงเสื้อยืดคอตตอนสีขาวตัวใหญ่ที่ดูจะหลวมโพรกจนแทบจะกลายเป็นชุดคลุมและมีความยาวเลยสะโพกลงมาแค่คืบเท่านั้น กันต์มองเห็นสัดส่วนร่างกายที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าบาง ๆ นั้นได้อย่างชัดเจน
วินาทีที่ปุณณ์ก้าวลงมาใกล้ แสงไฟสลัว ๆ ของโถงบันไดก็สาดส่องลงมาพอดี กันต์เห็นว่าใบหน้าหวานของน้องชายดูซีดเซียวเล็กน้อย แต่ความงดงามตามธรรมชาติก็ยังคงโดดเด่น
ปุณณ์สวยมาก กันต์ปฏิเสธไม่ได้แม้สักคำเดียว แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจกันต์ไม่ใช่ความปรารถนาในเชิงชู้สาว แต่เป็นความรู้สึกไม่พอใจเล็ก ๆ ที่คนน้องสวมเสื้อผ้าน้อยชิ้นอย่างไม่ระวังตัว บ้านหลังนี้มีคนงานมากมาย ไม่นับบอดี้การ์ดและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่มองทุกอย่างผ่านมอนิเตอร์อยู่ทุกนาที
“ปุณณ์ ทำไมแต่งตัวแบบนี้”
กันต์เอ่ยเสียงต่ำ ดวงตาคมกริบที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและความขัดแย้งจ้องมองชุดที่ปุณณ์สวมใส่
“มันไม่เปิดเผยเนื้อตัวเกินไปเหรอ”
ปุณณ์ชะงักเท้าทันที ดวงตาที่เคยมีร่องรอยของความเศร้าเงยขึ้นมองพี่ชาย จากนั้นก็ก้มมองชุดตัวเองแล้วก็เงยหน้าขึ้นอย่างไม่เข้าใจ
“น้องแค่ลงมาอุ่นนม แม่บ้านยกขึ้นไปรอบหนึ่งแล้วแต่น้องลืมกิน”
ปุณณ์เอ่ยเสียงแผ่ว เขาไม่คิดว่าการอยู่ในบ้านจะผิดอะไร แต่ก็รับรู้ได้ถึงความไม่พอใจอย่างชัดเจนจากน้ำเสียงของกันต์ ส่วนกันต์ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ปุณณ์มากขึ้น ความหงุดหงิดจากเรื่องแพรไหม บวกกับความกังวลในตัวน้องชายทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะตำหนิ
“อยู่ในบ้านก็จริง แต่ก็ไม่ควรใส่ชุดที่มันดูยั่วยวนแบบนี้”
กันต์เน้นคำว่ายั่วยวนอย่างจงใจ เขารู้สึกไม่สบายใจกับภาพที่เห็นเป็นอย่างมาก เขาไม่ต้องการให้ใครก็ตามมองน้องชายด้วยสายตาที่ไม่เหมาะสม
“ขอโทษครับ” ปุณณ์เอ่ยเสียงแผ่วเบาจนแทบเป็นเสียงกระซิบ ก่อนจะรีบเบี่ยงตัวเดินผ่านกันต์ขึ้นบันไดไปอย่างรวดเร็ว
กันต์ยืนมองตามร่างบางนั้นด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งในใจ เขารู้ว่าพูดแรงเกินไป แต่เขาก็ยังคงรู้สึกไม่สบายใจกับชุดที่ปุณณ์สวมใส่จริง ๆ ความรู้สึกหวงแหนที่มีต่อปุณณ์ในฐานะน้องชายและคู่หมั้นผสมปนเปกับความสับสนในเรื่องของแพรไหม ทำให้เขาควบคุมอารมณ์ได้ยากกว่าปกติมากนัก
เช้าวันต่อมาปุณณ์ยังคงขังตัวเองอยู่ในห้อง ปารัณนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะในห้องรับประทานอาหาร ใบหน้าของชายวัยห้าสิบหกปีเต็มไปด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด เขาวางแก้วกาแฟลงอย่างช้า ๆ แล้วมองไปยังเก้าอี้ที่ว่างเปล่าของลูกชาย ปุณณ์ยังคงขังตัวเองอยู่ในห้องตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็นและปฏิเสธที่จะลงมาร่วมโต๊ะอาหารเช้า
“ปุณณ์ยังไม่ยอมลงมาอีกเหรอ” ปารัณถามพ่อบ้านคนสนิทที่ยืนอยู่ไม่ไกล
“ครับนายท่าน คุณหนูปุณณ์บอกว่าไม่หิวและขออยู่คนเดียวครับ”
พ่อบ้านตอบด้วยความลำบากใจ สีหน้าของปารัณยิ่งเครียดหนักขึ้นไปอีก เขาเข้าใจดีว่าการตัดสินใจของเขาสร้างความเจ็บปวดให้ลูกชายมากแค่ไหน แต่จะให้เขาเลิกรากับแพรไหม ปารัณก็ทำไม่ได้จริง ๆ
แพรไหมซึ่งนั่งอยู่ข้างปารัณก็รู้สึกไม่สบายใจพอ ๆ กัน เธอพยายามรักษาสีหน้าให้ดูเป็นปกติแต่ความกังวลก็ยังฉายชัดในแววตา เธอไม่ต้องการสร้างรอยร้าวให้ครอบครัวนี้เลย แต่ทำอย่างไรได้ ในเมื่อเธอเองก็ต้องเชื่อฟังปารัณ ถ้าเขาต้องการให้เธออยู่ เธอก็จำเป็นต้องอยู่
กันต์นั่งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะอาหาร เขาพยายามทำเป็นสนใจเครื่องมือสื่อสารที่อยู่ในมือ แต่ประสาทสัมผัสทั้งหมดกลับจดจ่ออยู่กับความเงียบและความตึงเครียดรอบตัว เขารู้สึกอิหลักอิเหลื่ออย่างถึงที่สุด ความกตัญญูต่อปารัณสั่งให้เขาสนับสนุนการตัดสินใจของพ่อบุญธรรม แต่การต้องนั่งร่วมโต๊ะกับแพรไหมในสถานะ 'แม่เล็ก' ก็ทำให้หัวใจของเขาเจ็บปวดอย่างเงียบ ๆ
“กันต์ เรื่องแต่งงานของกันต์กับน้อง เราเร่งขึ้นมาสักหน่อยดีไหม”
หลังจากทอดถอนใจเรื่องที่ลูกชายดื้อแพ่งไม่ยอมรับภรรยาคนใหม่ ปารัณก็หันมาพูดคุยกับลูกบุญธรรม ปารัณรู้ว่าปุณณ์รักกันต์และอยากใช้ชีวิตเป็นสามีภรรยากับกันต์ บางทีการแต่งงานอาจจะทำให้ลูกชายของเขามีสภาพจิตใจที่ดีขึ้นก็ได้
“ผมคิดว่าดีเหมือนกันนะครับ”
ชายหนุ่มวัยสามสิบสองเอ่ยตอบรับ แม้เขาจะไม่ได้รักไม่ได้ชอบปุณณ์ แต่การแต่งงานอาจจะทำให้กำแพงภายในใจของเขาสูงขึ้นกว่าเดิม เขามีภรรยา แพรไหมมีสามี ความสัมพันธ์กลายเป็นเส้นขนาน มันคงดีสำหรับทุกคน
“งั้นไปเรียกน้องลงมาดีไหม บอกว่าพ่ออยากพูดคุยเรื่องแต่งงานของน้อง ส่วนเรื่องแต่งงานของพ่อน่ะ พ่อเลื่อนออกไปได้” ปารัณเอ่ยอีก
“ครับคุณพ่อ ผมจะไปตามน้องเดี๋ยวนี้”
กันต์เอ่ยก่อนจะวางไอแพดลงและลุกขึ้นจากเก้าอี้ จากนั้นก็เดินออกไปจากห้องรับประทานอาหาร
“คุณรัน เราไม่ได้กำลังกดดันน้องปุณณ์ใช่ไหมคะ”
แพรไหมถามด้วยความเป็นห่วง ปารัณดีกับเธอจริง ๆ และเธอก็ไม่ได้โกรธเคืองอะไรปุณณ์ เธอเข้าใจความรู้สึกของปุณณ์ดี
“ปุณณ์น่าจะดีใจ เขารักกันต์มาก อยากแต่งงานมาตั้งนานแล้ว”
“คุณรันรักน้องปุณณ์มากจริง ๆ นะคะ” แพรไหมเอ่ยอีก
“ผมมีลูกคนเดียว ผมก็ต้องรักเขามากอยู่แล้ว แต่กันต์ก็เป็นคนที่ผมเลี้ยงมาตั้งแต่สิบขวบ ถึงไม่ใช่ลูกแท้ ๆ แต่ผมก็รักเหมือนลูก ตอนแรกผมก็คิดหนักเหมือนกันว่าจะจัดการเรื่องมรดกเรื่องทรัพย์สินหลังจากผมตายไปยังไง แต่ในเมื่อปุณณ์รักกันต์และทั้งคู่ยินยอมจะแต่งงานกัน มันก็เลยไม่มีปัญหา อ้อ... ผมไม่ได้เล่าให้แพรฟังมาก่อน พ่อแม่ของกันต์คือคนที่ร่วมก่อตั้งบริษัทที่กันต์บริหารอยู่ หลังจากพ่อแม่ของเขาเสียชีวิต ผมก็เป็นผู้จัดการมรดก ถึงจะคืนทุกอย่างให้กันต์แล้ว แต่ผมก็คิดว่ากันต์ควรจะได้รับอะไรที่มากกว่านั้น”
“คุณรันน่ารักมากค่ะ ทั้งน่ารัก ใจดี อบอุ่น แพรคิดไม่ผิดจริง ๆ ที่รักคุณ เพราะคุณรันทำทุกอย่างเพื่อลูก คุณรันทำดีที่สุดแล้วค่ะ น้องปุณณ์อาจจะแค่ต้องการเวลา”
เธอพูดพร้อมกับเอื้อมมือไปกอบกุมมือของปารัณเอาไว้
ปารัณรู้สึกได้ถึงสัมผัสที่อ่อนโยนและนุ่มนวลของแพรไหม ความเครียดที่สะสมมาจากเมื่อวานและบรรยากาศที่อึดอัดก็คลายลงไปจนเกือบหมดสิ้น
เขาหันไปมองใบหน้าหวานที่กำลังสบตาเขาด้วยความห่วงใย แววตาของแพรไหมช่างอ่อนโยนและบริสุทธิ์ จนทำให้เขาเชื่ออย่างสนิทใจว่าเธอรักและปรารถนาที่จะดูแลเขาจริง ๆ เขาเอื้อมมืออีกข้างไปกอบกุมมือของแพรไหมที่วางอยู่บนหลังมือของเขาไว้แน่น แล้วบีบเบา ๆ เพื่อตอบรับความรู้สึก
“ขอบคุณนะแพรที่เข้าใจผม และผมก็ขอบคุณมากที่ไม่รังเกียจผม”
“คุณรันไม่มีตรงไหนที่ใกล้เคียงกับคำว่าน่ารังเกียจเลยค่ะ แพรรักคุณ แพรต่างหากที่ต้องขอบคุณ”
แน่ล่ะว่าปารัณมีบุญคุณกับแพรไหมจนล้นหัว ปารัณหาหมอที่ดีที่สุดมารักษาแม่ของเธอ หลังจากแม่ของเธอหายดีก็ยังซื้อบ้านหลังเล็ก ๆ ให้และจัดหาคนคอยดูแลแม่ของเธออีกต่างหาก
