บทที่ 12 พิศวาสรักเมียชั่วคืน บทที่12

สามสิบปีก่อนตระกูลวิวัฒเมธากุลมีทายาทสืบทอดธุรกิจสองคน คือ คุณนิพนธ์ วิวัฒเมธากุล

อีกคนคือ คุณปรเมศก์ วิวัฒเมธากุล ทั้งสองคนเป็นพี่น้องต่างมารดา อายุห่างกันหนึ่งปี

คุณปรเมศก์เกิดจากภรรยาที่ไม่ได้มีการจดทะเบียนสมรสจึงได้รับมรดกน้อยกว่าพี่ชาย แม้แต่ธุรกิจโรงพยาบาลซึ่งเป็นธุรกิจหลักของครอบครัว วิวัฒเมธากุล ก็ตกเป็นของคุณนิพนธ์ ทายาทเกิดจากภรรยาหลวง มีการจดทะเบียนสมรสถูกต้องถามกฎหมายทุกประการ

อยู่มาวันหนึ่งทั้งสองก็คนประสบกับเหตุการณ์สูญเสียภรรยาไปอย่างกะทันหันในเวลาไล่เลี่ยกัน

โชคดีที่คุณปรเมศก์ยังมีสายเลือดไว้สืบทอดมรดก นั่นก็คือ นิรุท ในขณะที่คุณนิพนธ์สูญเสียภรรยาและลูกชายไปพร้อมกัน

แต่ภายในปีเดียวกันนั้นคุณนิพนธ์ก็ได้ลูกชายกลับคืนมา ไม่สิ ต้องบอกว่าอยู่ ๆ คุณนิพนธ์ก็เก็บก้อนเนื้อที่ไม่เคยต้องการมาเลี้ยงดูต่างหาก

ถ้าเลือกได้เขาไม่อยากใช้ วิวัฒเมธากุล ต่อท้ายชื่อด้วยซ้ำ และถ้าเลือกได้เขาอยากกลับไปเป็น พิธา พินิจนันท์ มากกว่า

แต่โชคชะตาก็ช่างเล่นตลกและไม่ยุติธรรมกับเขาเอาซะเลย

ความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวของเขากับครอบครัวของนิรุทค่อนข้างซับซ้อน แม้ว่าทางนิตินัยจะเกี่ยวพันกันทางสายเลือด ทว่าพิธากับนิรุทก็ไม่ได้ต่างอะไรจากคนนอก พูดให้ชัดเจนคือพวกเขาไม่ถูกกันมาตั้งแต่เด็ก

เป็นนิรุทมากกว่าที่คอยตั้งตัวเป็นศัตรูเพียงเพราะเขาเป็น วิวัฒเมธากุล ผู้ซึ่งจะได้ขึ้นแท่นไปนั่งตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลในอนาคตอันใกล้นี้

และถ้าคุณปรเมศก์รู้ว่าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนสร้างเรื่องก่อนแต่งงาน อาจจะเกิดปัญหาจนกลายเป็นเรื่องใหญ่โต

แต่เขาไม่ใช่พวกขี้ฟ้องเล่นสกปรกเหมือนเด็ก สู้ทำเรื่องอื่นน่าสนุกกว่าตั้งเยอะ

หลายวันมานี้อัจจิมาออกไปสมัครงานเอาไว้หลายแห่ง แต่ก็ยังไม่มีที่ไหนตอบรับ ใครบอกว่าใบปริญญาฯช่วยให้หางานง่าย ได้เงินเดือนสูงเธอขอเถียงขาดใจ ทุกวันนี้อาศัยแค่ประสบการณ์เพียงอย่างเดียวเห็นทีจะไม่พอ ถ้าไร้เส้นสายทะเล่อทะล่าเข้าไปกรอกใบสมัครแบบเธอ ก็แทบจะไม่มีบริษัทไหนมองเห็นความสามารถ

ยังถือว่าโลกไม่ได้ใจร้ายเกินไป ระหว่างรอเรียกสัมภาษณ์อัจจิมาก็ได้งานที่ร้านอาหารของคนรู้จักในตำแหน่งแคชเชียร์ ซึ่งก่อนหน้านี้มีพนักงานเพิ่งจะลาออกไป ในช่วงที่ลูกค้าแน่นร้านเธอเลยต้องช่วยเสิร์ฟด้วย

“เหนื่อยหน่อยนะจี๊ด”

“ไม่เป็นไรหรอกพี่ แค่นี้เองจี๊ดทำได้”

“พี่รู้ว่าจี๊ดทำได้ แต่ยังไงพี่ก็เกรงใจเราอยู่ดี” ทั้งสองคนรู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย มีอะไรก็คอยช่วยเหลือกันตลอด อย่างคราวนี้ พอนุชจรีรู้ว่าอัจจิมาถูกไล่ออกก็ชวนมาทำงานที่ร้านทันที แถมยังจ่ายค่าจ้างล่วงหน้าเพราะรู้ว่าอัจจิมาจำเป็นต้องใช้เงิน

สองวันก่อนมีคนบุกไปที่บ้านของเธอเหตุเพราะเพ็ญพักตร์เป็นหนี้ไม่ยอมจ่าย ทั้งที่เธอเพิ่งจะใช้หนี้ให้ไปหยก ๆ ประสิทธิ์โมโหให้ภรรยาที่คอยแต่สร้างหนี้สินไม่หยุดไม่หย่อน แต่ถ้าเพ็ญพักตร์ไม่นำเงินสี่หมื่นไปให้ภายในสามวันทางนั้นก็จะไปแจ้งตำรวจ

เมื่อไม่อาจทนดูดายประสิทธิ์เลยเอ่ยปากขอให้ลูกช่วย ด้วยเหตุผลเดิม ๆ

เพ็ญพักตร์เคยใช้หนี้สินให้ครอบครัวเธอถึงมีบ้านอยู่มาจนทุกวันนี้

เงินชดเชยจากการถูกให้ออกจากงานที่เพิ่งจะได้มา อัจจิมาเลยต้องเอาไปใช้หนี้สินให้เพ็ญพักตร์จนหมด

“เกรงใจอะไรจี๊ดต่างหากที่ต้องเกรงใจพี่นุช ถ้าไม่ได้พี่นุชช่วยไว้ สิ้นเดือนมาจี๊ดจะเอาเงินที่ไหนไปใช้จ่ายในบ้าน” หญิงสาวทิ้งตัวลงเก้าอี้ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เธอถึงจะหมดเวรหมดกรรม ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เพ็ญพักตร์ถึงจะเลิกลำเลิกบุญคุณกับเธอ

"ไม่ต้องคิดมากหรอก จี๊ดก็เหมือนน้องสาวพี่คนนึง ทำงานที่นี่ไปก่อนจนกว่าจะได้งานใหม่แล้วกันนะ" รุ่นพี่คนสนิทวางมือลงบนไหล่เธอด้วยความเห็นอกเห็นใจ อัจจิมาเป็นคนกตัญญู ขยันหาเงินไม่เคยเกี่ยงงานเป็นคนสู้ชีวิตคนหนึ่งแต่เสียดายที่ถูกชีวิตสู้กลับ หนำซ้ำยังถูกแฟนนอกใจ

"ขอบคุณนะคะ" เธอซาบซึ้งกับน้ำใจในครั้งนี้ อย่างน้อยในตอนที่ลำบาก เธอก็ยังมีนุชจรียื่นมือมาช่วยเหลือ จะว่าไปแล้วคนนอกอย่างนุชจรียังดีกับเธอมากกว่าสองแม่ลูกคู่นั้น เพราะขนาดเธอช่วยใช้หนี้ให้ไม่รู้กี่ครั้งเพ็ญพักตร์กับลูกก็ไม่เห็นเธอเป็นคนในครอบครัวอยู่ดี

เพราะชีวิตมันต้องดิ้นรนอัจจิมาจึงต้องทำงานทั้งกลางวันกลางคืนเพื่อให้รายได้เพียงพอกับรายจ่าย ตอนเช้าของทุกวันเธอต้องตื่นมาหุงหาอาหารไว้ให้คนในบ้าน

“หนูทำกับข้าวไว้แล้ว กลับมาจากโรง’ บาลอย่าลืมกินนะคะ” แม้จะป่วยเป็นโรคหัวใจแต่ประสิทธิ์ก็ยังออกไปขับแท็กซี่ แต่สองสามวันมานี้อาการไม่ค่อยดี เขาเลยว่าจะไปให้หมอตรวจดูสักหน่อย

“ถ้าเหนื่อยก็ไม่ต้องทำหรอกเดี๋ยวพ่อหาอะไรกินเอง” เขารู้ตัวว่าตั้งแต่พาเพ็ญพักตร์เข้ามาอยู่ในบ้านลูกก็ไม่เคยมีความสุข ลำบากตั้งแต่เด็กจนโต แต่เหตุผลส่วนตัวที่ไม่สามารถบอกใครได้ทำให้คนเป็นพ่อต้องกล้ำกลืนเพราะรู้สึกผิดอยู่ในใจ

“ไม่เป็นไรหรอกหนูตื่นไหว แล้วนี่น้าเพ็ญเขาไปไหนคะ” เธอกวาดสายตามองหา

“เห็นบอกออกไปหาเพื่อนเดี๋ยวก็คงกลับ” ชายวัยกลางคนตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง วันนี้ยังไม่ถึงนัดหมายของโรงพยาบาลแต่เพราะหลายวันมานี้รู้สึกไม่ค่อยดี ประสิทธิ์เลยว่าจะไปให้หมอดูอาการ

“ถ้างั้นหนูออกไปทำงานก่อนนะ” หญิงสาวประนมมือขึ้นไหว้บิดาแล้วออกจากบ้านไปทำงานตามปกติ ความจริงเธออยากไปด้วยจะได้พูดคุยกับหมอด้วยตัวเอง แต่เพ็ญพักตร์ก็อ้างสิทธิ์ภรรยาทั้งยังเอาเรื่องที่เธอต้องไปทำงาน ทำหน้าเป็นคนพาพ่อของเธอไปโรงพยาบาลเองทุกครั้ง

ทว่าอัจจิมายังเดินทางไปไม่ถึงร้านของนุชจรีประสิทธิ์ก็โทรมา หญิงสาวรีบร้อนกลับเป็นการด่วน เพราะจนได้เวลาแล้วแต่เพ็ญพักตร์ก็ยังไม่กลับมาบ้านแถมยังติดต่อไม่ได้

พอเห็นว่าอาการของบิดาไม่สู้ดีนัก เธอเลยไม่อยากซักไซ้ให้มากความรีบพาไปโรงพยาบาลทันที

นั่งรอคิวพักหนึ่งพยาบาลก็ขานชื่อคนไข้ หญิงสาวรีบพยุงบิดาเข้าไปในห้องตรวจ

ทว่าดวงตาเรียวรีก็ต้องเบิกออกกว้าง พลันสมองเกิดความมึนงงชั่วขณะ รับรู้ได้ว่าหน้าผากน้อย ๆ ของเธอมีเม็ดเหงื่อซึมออกมา

ไม่จริง! ผู้ชายในคืนนั้นเป็นหมอเหรอ!?

หนำซ้ำเขายังเป็นหมอที่รักษาพ่อของเธออีกต่างหาก

ไอ้จี๊ดหนีไปเร็ว!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป