บทที่ 5 5
“พี่เข้าใจ ว่าลูกแพรคงไม่อยากแต่งงานกับผู้ชายเจ้าชู้แบบนั้น พี่ยังคงยืนยันคำเดิมว่าถ้าหากลูกแพรไม่อยากแต่งงานพวกเราก็จะไม่บังคับ ส่วนเรื่องคุณแม่ลูกแพรไม่ต้องเป็นห่วง สักพักคุณแม่ทำใจได้แล้วอาการก็คงจะดีขึ้น” โลฟพี่ชายคนรองมีสีหน้าเศร้าหมองลงถนัดตาเมื่อมองไม่เห็นวี่แววของความหวังจากน้องสาวคนสุดท้องที่จะตอบรับงานแต่งงานครั้งนี้
ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากช่วยวิกฤติครอบครัวครั้งนี้ แต่เป็นเพราะเธอต้องแต่งงานกับผู้ชายคนนั้นมากกว่าที่ทำให้เธอต้องคิดมากขนาดนี้ ถ้าหากเป็นผู้ชายคนอื่นเธออาจจะตอบตกลงทันทีก็เป็นได้ เพราะเธอมั่นใจว่าสามารถหาวิธีจัดการต่อรองแลกเปลี่ยนกับผู้ชายพวกนั้นได้อย่างแน่นอน แต่กับแอชตัน มารีโน่ เธอไม่มั่นใจเลยจริงๆ แต่ว่าทั้งบริษัท ทั้งครอบครัว ก็ฝากความหวังไว้กับเธอเพียงคนเดียว แล้วจะให้เธอทำลายความหวังเพียงหนึ่งเดียวนี้ได้ยังไงกัน ไหนคุณแม่ก็มาล้มป่วยอีก เธออยากจะถามเหลือเกินว่าทำไมทางออกของปัญหามันถึงออกมาในรูปแบบนี้ แต่ใครที่จะเป็นคนตอบคำถามนี้ได้ละ
“แต่งก็แต่งค่ะ”
เฮ้ออ! แทบจะพร้อมกันที่ทุกคนถอนหายใจกับคำตอบของแพรวา รอยยิ้มกลับมาประดับบนใบหน้าของทุกคนอีกครั้งด้วยความยินดี
“แต่มีข้อแม้นะคะ”
ทุกคนหันหน้ามองคนเอาแต่ใจที่เกิดอาการตั้งแง่ขึ้นมาอีกครั้งด้วยความเป็นกังวล ร้อยยิ้มสดใสหุบลงทันทีกับข้อแม้ของแพรวาที่ไม่รู้ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน
“ข้อแม้อะไรลูกแพร”ลูคัสถามลูกสาวสุดที่รักด้วยอาการสั่นเล็กน้อย
“เราต้องปลดหนี้บริษัทให้ได้ภายในหนึ่งปี และลูกแพรจะหย่าทันทีค่ะ”
“อะไรนะ!/อะไรนะ!/อะไรนะ!”
“ตกใจอะไรกันคะ”
“ปะ..เปล่า คือ แด๊ดว่ามันจะดูไม่ดีนะลูกแพร เราเป็นผู้หญิงจะเป็นฝ่ายเสียหายนะลูก แต่งงานกันแค่ปีเดียวก็หย่าแบบนี้”
“ลูกแพรไม่แคร์ค่ะ เอาตามนี้ก็แล้วกันนะคะ”
แพรวาลุกขึ้นแล้วเดินขึ้นบันไดไม่สนใจฟังคำคัดค้านของแด็ดและพี่ๆ ที่ส่งเสียงเรียกตามหลังให้กลับมาคุยอีกครั้ง แพรวายกมือบางปิดหูทั้งสองข้างก่อนเดินหายลับไปตามทางเดินแล้วตรงไปยังห้องพักของมารดาที่นอนป่วยด้วยอาการช็อกกับเรื่องที่เกิดขึ้น
“แด๊ด ผมว่าแล้วไหมละ ลูกแพรยอมง่ายๆ ซะที่ไหน จะให้แต่งงานแค่ปีเดียวละก็หย่า ฝ่ายนู้นเขาจะยอมเหรอครับ”
“ใจเย็นๆ ลูฟ แด๊ดว่าคอยดูกันไปก่อนแล้วค่อยหาวิธีทำให้ทั้งคู่รักกันทีหลังก็ยังไม่สาย เรายังเหลือเวลาอีกตั้งหนึ่งปี”
“โธ่แด๊ด ถ้าเจ้าแอชตันรู้นะว่าผมรู้เห็นเกี่ยวกับงานแต่งงานครั้งนี้ มันเลิกคบกับผมแน่”
“พี่ลูฟ ก็อย่าทำให้พี่แอชตันรู้ก็หมดเรื่อง”
“พูดง่ายนะโลฟ แต่มันทำยากนะจะบอกให้”
ลูฟมองหน้าน้องชายที่ทำเหมือนเรื่องทั้งหมดจะจบลงได้ง่ายๆ แต่มันไม่ง่ายในเมื่อเขากับแอชตันเป็นเพื่อนสนิทที่ถึงแม้จะไม่ค่อยได้เจอกัน แต่พวกเขาก็รู้จักนิสัยใจคอของแต่ละฝ่ายเป็นอย่างดีว่าจะต้องโมโหกับการจับคู่ที่ไม่ต้องการครั้งนี้แน่นอน ถึงแม้อีกฝ่ายจะรู้ว่าเป็นแพรวาเป็นน้องสาวของเขาแต่ทั้งคู่ก็แทบจะไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อนด้วยเหตุที่แพรวาไม่ค่อยอยู่ติดที่ อีกทั้งเขาก็นัดเจอกันข้างนอกมากกว่าจะชวนกันเกี่ยวก้อยผู้หญิงมานอนในบ้านให้ใครเห็น จึงไม่มีทางที่แอชตันจะยอมแต่งงานตามความต้องการของครอบครัวอย่างแน่นอน เพลย์บอยที่หวงชีวิตโสดยิ่งกว่าอะไรจะยอมหยุดอยู่ที่ผู้หญิงคนเดียวง่ายๆ ไม่มีทาง!
“มัม แด๊ด นี่มันเรื่องอะไรกัน ทำไมถึงประกาศว่าผมจะแต่งงานสายฟ้าแลบแบบนั้น” แอชตันเอ่ยถามบิดามารดาทันทีที่เข้ามาในบ้าน
“กลับมาก็ดี จะได้คุยกันให้รู้เรื่อง” คุณหญิงสุชาดาที่นั่งอยู่เคียงข้างสามีสะบัดหน้าใส่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่หนีหน้าหายตัวไปกับสาวๆ ไม่เว้นแต่วัน จนเธอทนไม่ไหวกับพฤติกรรมฉาวโฉ่ต้องทำอะไรสักอย่าง
“ผมขอคุยเรื่องแต่งงานก่อนเลยครับ มันหมายความว่ายังไง ที่มัมกับแด๊ดประกาศออกสื่อไปแบบนั้น ผมไม่แต่งงานกับใครทั้งนั้น ผมรักชีวิตโสดของผม ผมไม่ยอมให้มัมกับแด๊ดจับผมแต่งงานกับผู้หญิงคนไหนทั้งนั้น”
“อายุปูนนี้แล้วจะมารักชีวิตโสดอะไร ควงคนนั้นทีคนนี้ทีมีแต่เรื่องขึ้นหน้าหนึ่งไม่เว้นแต่ละวัน แต่ละคนมัมเห็นละปวดหัว ลูกจะต้องแต่งงานกับคนที่มัมหามาให้คนนี้เท่านั้น”
“มัมครับ ที่นี่ไม่ใช่ประเทศไทยที่มัมจะจับคู่ให้ผมแต่งงานกับใครตามที่มัมต้องการได้นะครับ”
“ยะ แต่มัมเป็นคนไทย มีอะไรไหมแล้วลูกก็เป็นลูกครึ่งไทย-อเมริกัน เพราะฉะนั้นมัมก็มีสิทธิ์ครึ่งหนึ่งในตัวลูก”
“แต่อีกครึ่งหนึ่งต้องไม่ยอมแน่ ใช่ไหมครับ แด๊ด”
“ยอม”
“โธ่แด๊ดครับ” แอชตันขยี้ผมตัวเองด้วยความโมโหจนไม่เป็นทรง ที่จริงมันก็ไม่ได้เป็นทรงมาตั้งแต่แรกแล้วเพราะความรีบร้อนในการเดินทางข้ามน้ำทะเลกลับมาที่นี่
“แต่ยังไงผมก็ไม่แต่ง ถ้ามัมกับแด๊ดอยากจะจัดงานแต่งงานขึ้นมาก็ตามใจ แต่ผมจะไม่อยู่เป็นเจ้าบ่าวหรอกนะครับ มัมกับแด๊ดคงต้องหาเจ้าบ่าวคนใหม่ไว้แก้หน้ากับนักข่าวเองก็แล้วกัน”
ว่าแล้วแอชตันก็ลุกจากเก้าอี้บุนวมอย่างดีตรงไปยังประตูห้องแต่ก็ต้องชะงักเมื่อเสียงที่ลอยตามหลังมานั้นกำลังจะทำให้เขาล้มทั้งยืน
“ถ้าอย่างงั้นมัมก็จะให้แด๊ดยึดตำแหน่งคืนพร้อมกับรายได้ทั้งหมดในบัญชี รถ คอนโด เพนส์เฮ้าส์ ทุกสิ่งทุกอย่างคืนให้หมด แล้วก็จะขายหุ้นขายกิจการทั้งหมดทิ้งยกให้การกุศลซะ แล้วทีนี้ลูกจะไปไหนก็ไป”
