บทที่ 3 เธอผู้มีสัตว์ร้ายเป็นเพื่อน (2) จบตอน
“หนูชื่อลั่นทมเจ้าค่ะ... หนูมาขอรบกวนไม่นาน หากเจอที่ทางหนูก็จะไปจ้ะ”
“ในป่าเขาไม่มีที่ทางใดๆ ให้เอ็งหรอก นอกเสียจากที่นี่ คงมิรู้สิท่าว่าตนเองพลัดหลงมาถึงไหน”
“หนู...”
“ข้าจะรับเลี้ยงเอ็งเอาไว้ เพียงแลกเปลี่ยนกับการดูแลเรือนกาแลหลังนี้ จัดสำรับอาหารต่อวัน และดูแลแม่จันทน์ผาแทนข้า” คงไม่ต้องบอกก็รู้ว่าชายผู้นี้คือเจ้าของที่สะกดเสือดำตัวนั้น จันทน์ผาคือชื่อของมันไม่ผิดแน่ เธอจับสัมผัสบางอย่างจากเขาได้ จากการอยู่ร่วมกับครอบครัวที่รับขันธ์ผีสืบทอดต่อมาเป็นรุ่นๆ พวกเราจะพอจำแนกคน ‘มีของ’ ออก
ใช่... เธอมองเห็นเงาดำทะมึนที่เต็มไปด้วยไอหมอกเย็นยะเยือกเกาะอยู่หลังเขาเต็มไปหมด ไม่ใช่วิญญาณอาฆาตหากแต่จำยอมเป็นผีที่ถูกเลี้ยงไว้ด้วยเหตุผลบางอย่าง แต่ไม่เห็นสมควรว่าต้องถามออกไป
และคงไม่มีเหตุผลที่จะต้องปฏิเสธน้ำใจของชายแปลกหน้าท่าทางน่ากลัวผู้นี้ ลั่นทมแทบจะก้มลงกราบกรานที่เขาเมตตา ถึงแม้ว่าจะไม่รู้จักกันดี
“หนูขอบคุณมากนะจ๊ะ ท่านผู้มีพระคุณ หนูจะไม่ลืมบุญคุณนี้ไปชั่วชีวิตเลย”
“ข้าเป็นเพียงหมอผี หาใช่ผู้มีพระคุณไม่ เอ็งหนีร้อนมาพึ่งเย็นเช่นนี้จะให้นิ่งดูดายได้อย่างไร ในฐานะผู้ใหญ่ข้าเองก็ปล่อยไว้ไม่ได้”
“... หมอผีงั้นหรือจ๊ะ?”
“ใช่ ชาวบ้านเรียกข้าว่าเช่นนั้น พ่อหมอพ่อครู ข้ามีหน้าที่ขับไล่วิญญาณสิงสู่ รวมถึงปกปักษ์รักษาหมู่บ้านในระแวกนี้ แม่จันทน์ผาเป็นคนพาเอ็งมาที่นี่ ฉะนั้นตั้งแต่นี้ เอ็งก็ไม่ต่างจากแขกผู้พักอาศัย เห็นที่นี่เป็นบ้านก็ได้ตามใจศรัทธา ขอเพียงช่วยข้าคนละไม้คนละมือตอบแทนเท่านั้น”
เริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมาว่าจะหนีเสือมาปะจระเข้ ผู้ชายตรงหน้าเป็นหมอผี แบบนี้จะต่างจากบ้านเก่าที่เธอจากมาตรงไหน หากแต่แววตาดุดันนั้นกลับมีแววของคนใจดี ราวกับมองลูกหมาลูกแมวที่เก็บมาเลี้ยงก็ไม่ปาน
เอาเถอะ อย่างไรลั่นทมก็ไม่มีทางเลือกมากนัก จากการผ่านเรื่องเลวร้ายแกมวิปริตจากบ้านหลังนั้น เธอเองก็ไม่หวั่นเกรงอะไรอีกแล้ว
อีกอย่าง... ผู้ชายคนนี้ยังไม่รู้ว่าเธอเพิ่ง ‘ฆ่าคน’ มา
เรือนกาแลนั้นอยู่ท่ามกลางป่าที่เย็นชื้น มีหมอกหนาปกคลุมในช่วงดึกสงัด ยิ่งดึกยิ่งมีแต่ละอองหมอกล้อมรอบเรือน เพราะเธอเดินทางมาที่นี้ตอนฟ้ามืด จึงไม่สามารถรู้ได้ว่าแถวนี้มีหมู่บ้านใกล้เรือนเคียงเป็นอย่างไร
พ่อหมอให้เธอปูเสื่อนอนอยู่หน้าประตู เพราะบ้านทรงไทยค่อนข้างเป็นบ้านเปิด เมื่อหมอกลงหนา อากาศก็เย็นยะเยือก เสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงม พร้อมกับเสียงครางฮือของสัตว์ป่า เงายักษ์ตะคุ่มเคลื่อนกายเข้ามาใกล้ร่างของเด็กสาวที่นอนหันหลังให้ มันค่อยๆ ล้มตัวลงหมอบต่ำและเข้ามาใกล้ชิดเธอมากขึ้น
‘จันทน์ผา’ เป็นเสือดำเพศเมียที่ถูกลงอาคมให้จงรักภักดีต่อพ่อหมอผู้นี้ มันเคียงข้างตระกูลของเขามาช้านาน มีความรู้สึกนึกคิดประหนึ่งมนุษย์ และมีวิชาพอจะจำแลงเป็นร่างมนุษย์ได้ หากแต่เนื้อแท้มันเป็นเพียงสัตว์เท่านั้น
จันทน์ผาเห็นลั่นทมหลงเข้ามาในป่าใกล้กับเรือนกาแลแห่งนี้ เจ้าหล่อนดูระแวดระวังตัวและหวาดระแวง แค่ดมกลิ่นก็รู้สึกได้ถึงลางร้าย เด็กคนนี้มีชะตาชีวิตที่ต้องจบสิ้นอย่างน่าหดหู่ ด้วยความเป็นเสือใจดีจึงต้องการนำทางหล่อนมาให้พ่อหมอหนุ่มที่เธอรับใช้ช่วยเหลือ
เสือดำตัวนี้รู้สึกคุ้นเคยกับเธออย่างแปลกประหลาด มันอยู่มานับร้อยปีเพื่อตามหาลูกที่ถูกฆ่าตายให้กลับมาเกิดใหม่
เด็กสาวผู้น่าสงสาร... ชะตาชีวิตของหล่อนช่างคล้ายกับลูกของนาง
“หากแต่เอ็งก็รู้นี่จันทน์ผา ว่าชะตาของนางไม่อาจเปลี่ยนได้ เด็กคนนี้จะต้องตายในภายภาคหน้าด้วยความทุกข์ทรมานอย่างถึงที่สุด” เสียงทุ้มของชายหนุ่มดังอยู่เบื้องหลังเมื่อก้าวออกมาเห็นว่าแม่เสือดำกำลังนอนซุกข้างเอวของเด็กสาวที่เขาเพิ่งได้พบหน้าเป็นครั้งแรก พ่อหมอคนนั้นออกมายืนจังก้าอยู่หน้าประตูห้องนอน เขารู้ดีว่าหล่อนจะมีจุดจบเช่นไร แต่เพราะเห็นถึงสัมพันธ์อันดีต่อแม่จันทน์ผา จึงยอมช่วยเหลือ
จันทน์ผาเยื้องหน้ามองเด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่ เขาชื่อ ‘ไมยราฬ’ เป็นพ่อหมอพ่อธรรมที่มีอาคมทรงพลังตั้งแต่อายุยังน้อย แม้อายุของเขาจะเทียบกับทั้งชีวิตของนางไม่ได้ด้วยซ้ำ หากแต่เด็กหนุ่มผู้นั้นมีความสามารถ เขาจึงกลายเป็นพ่อหมอที่มีชาวบ้านนับหน้าถือตาตั้งแต่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
เจ้าเสือดำค่อยๆ แปลงกลายกลับเป็นมนุษย์ผู้หญิงในผ้าซิ่นตีนจกและผ้ารัดอกสีดอกเลา เส้นผมเหยียดตรงสง่างามมีสีดำขลับราวกับสีขนของนาง ดวงตาสีอำพันงดงามราวกับแสงของดวงตะเกียง นางใช้ฝ่ามือเรียวค่อยๆ ลูบไล้ไปตามกระหม่อมของเด็กสาว
“มึงจักไปรู้กระไรไมยราฬ ดวงจิตของกูพันผูกกับเด็กสาวผู้นี้อย่างแรงกล้านัก เพียงได้เห็นคราแรกก็รู้ได้ในทันที... นางคือบุตรสาวในอดีตชาติของกูไม่ผิดแน่แท้”
ไมยราฬชินชาเสียแล้วกับวาจาแข็งกระด้างราวกับผู้ชาย อย่างไรในทีแรกแม่จันทน์ผาก็เป็นเพียงเสือที่เผลอไปกินผู้มีอาคม และถูกปู่ทวดสะกดวิญญาณเอาไว้ แม้นางจะรับใช้ต้นตระกูลเขามานาน หากแต่นางก็ไม่ได้ยอมรับเขาในทีเดียว ต่างอยู่ร่วมกันเพราะความจำเป็น
แต่เด็กสาวคนนั้น แม้ว่าทีแรกที่เห็นเขาจะตกตะลึงในความงดงามของหล่อน เพราะตั้งแต่ดำรงหน้าที่พ่อหมอมาตั้งแต่อายุยังน้อย หมู่บ้านใกล้เรือนเคียงนั้นมีเพียงหญิงชายสูงอายุเข้ามานับถือ นี่เป็นครั้งแรกที่ได้พบกับคนรุ่นใกล้เคียงกัน แต่ก็เพียงเท่านั้นแล แม่นี่ยังเด็กนักเขาคงไม่คิดเป็นอื่นนอกจากเวทนา แค่มองปราดแรกก็รู้ว่าคงจะตายไม่ดี ดวงตาใสซื่อหากแต่หมองเศร้าราวกับผ่านเรื่องราวฉกรรจ์มานับไม่ถ้วนทำให้เขานึกใจอ่อนรับเลี้ยงดูเอาไว้
อีกอย่างเรื่องราวของหล่อน ก็พอได้รับรู้มาจากจันทน์ผาอยู่บ้าง
“หล่อนคือคนในตระกูลปุณณ์เตชะ” ชายหนุ่มนิ่งไป หากแต่ข้อมูลนี้จันทน์ผาเพิ่งจะมาบอกกล่าว
“ตระกูลที่เลี้ยงของวิปริตนั่น?” หญิงสาวพยักหน้ารับในทันที
“ไม่ต้องนึกก็พอรู้ว่านางจักทุกข์ทรมานเพียงไหน”
“งั้นข้าก็รับคนในตระกูลนั่นเข้ามาเลี้ยงดูสิเนี่ย” แค่คิดว่าหญิงสาวนิสัยดุร้ายคนนี้กำลังจะสร้างปัญหาในอนาคตอะไรเอาไว้ เขาก็แทบจะกุมขมับ แม่จันทน์ผายังเป็นหญิงที่หุนหันพลันแล่น ใจร้อนทำอะไรโดยไม่คิดให้ถี่ถ้วนไม่ต่างจากสมัยสาวๆ การควบคุมหล่อนไม่ให้หาเรื่องเข้าบ้านเป็นอะไรที่ค่อนข้างยาก
เพราะตระกูลนั่นน่ะ...
“หากแต่นางไร้ที่พึ่งพิง มึงจักนิ่งดูดายรึ ไหนพูดจาเสียดิบดีว่าเป็นผู้ใหญ่จึงมิปล่อยผ่านไป” ที่นางย้อนมาก็ถูก เขาตั้งใจเช่นนั้นทั้งที่รู้ดีว่าคงไม่อาจสอดมือไปยุ่งกับชะตาชีวิตของผู้อื่น กรรมเวรเกิดจากอดีตชาติ หล่อนเคยทำบาปร้ายแรงชาตินี้จึงต้องตกระกำลำบากและจบสิ้นอย่างโหดเหี้ยม
“แม่จันทน์ผา ตระกูลนั่นมันไม่ปล่อยนางไว้แน่” เขารู้จักพวกมันดี เพราะ ‘แม่’ เคยอยู่ในตระกูลนั้น แต่สุดท้ายมันเอาแม่ถึงตายโดยที่พ่อไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้เลย
“เด็กคนนี้มีกลิ่นเลือดจางๆ”
“หล่อนฆ่าคนมา”
“นางอาจจำเป็นต้องทำ มึงก็รู้ว่าการสืบทอดของต้นตระกูลนั้นมันเป็นเช่นไร นางต้องสมสู่กับสายเลือดเดียวกันเอง!” แม่จันทน์ผาเป็นเพื่อนรักของแม่ไมยราฬ หล่อนรู้ดีถึงชะตากรรมของแม่และเมื่อเห็นนางคล้ายลูกที่ตายไป นางจึงผสมปนเปไปด้วยความส่งสาร ห่วงหาอาทร และหวังให้ชะตาของหล่อนเปลี่ยนไป
“ขนาดพ่อข้ายังช่วยไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรกับเด็กคนนี้”
“แต่มึงไม่ใช่พ่อมึง ไมยราฬ มึงมีพรสวรรค์และเป็นที่นับถือตั้งแต่อายุยังน้อยที่สุดในตระกูล พ่อมึงยังเคยบอกกูว่าสู้วิชามึงมิได้ มันต้องมีวิธีสิ!” หากแต่นางยึดติดกับเด็กสาวผู้นี้มาก และถึงแม้ว่าชายหญิงสองคนที่ต่างรุ่นต่างราวกันจะมายืนทะเลาะตรงนี้ หล่อนก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่นเลยสักนิด เขาไม่ได้ร่ายอาคมสะกดจิตให้หลับเลยแท้ๆ ท่าทางคงจะไม่ได้นอนมาหลายวัน “มึงเห็นบาดแผลฟกช้ำตามตัวของนางหรือไม่ ดูซิ เจ้าตัวน้อยช่างน่าสงสารเหลือเกิน นางโดนทำร้ายทุบตีมาอย่างแน่นอน”
ก็เห็นว่าเป็นจริง ตามร่างกายขาวเนียนละเอียดเต็มไปด้วยรอยแผลฟกช้ำที่เกิดจากการทารุณ และคงไม่แปลกถ้ามาจากครอบครัวนั้น ตระกูลที่เลี้ยงทายาทไม่ต่างจากเลี้ยงสัตว์เพื่อเอาไว้ฆ่าเป็นอาหาร
“เด็กคนนี้ชื่อลั่นทม” เขานึกถึงคราแรกที่ดวงหน้าใสบริสุทธิ์นั้นพูดชื่อของตนเอง หล่อนคงปลงตก หากแต่เขากลับตกตะลึงที่มีคนชื่อเช่นนี้
“แค่ชื่อก็โศกาเหลือทน พวกมันคงไม่สนใจที่จักตั้งชื่อลูกสาวดีๆ เลยสิหนา”
“เหอะ ข้าทนดูไม่ได้จริงๆ” เมื่อเห็นแววตาอมทุกข์และปลายนิ้วที่ลูบไล้ไปตามเรียวแขนที่เต็มไปด้วยรอยช้ำ ไมยราฬไม่คิดว่าตนเองจะใจอ่อนอีกครั้ง แม่จันทน์ผาที่อยู่เคียงข้างครอบครัวเขาตั้งแต่เกิดนั้นก็ไม่ต่างกับแม่คนที่สอง ถึงแม้ว่านางจะดุร้ายและดื้อด้านเพียงใดก็ตาม “แต่ข้าไม่รับปากว่าจะเปลี่ยนโชคชะตาของหล่อนได้ แค่เลี้ยงไว้ได้ชั่วระยะหนึ่ง”
“กูจักหาทางของกูเอง” ขนาดเขายอมยังไม่มีแม้แต่คำว่าขอบคุณ แม่จันทน์ผาก็ยังคงเป็นแม่จันทน์ผา เสือดำที่ดุร้ายที่สุดในอดีตกาล เขาหันหลังให้และเดินกลับเข้าห้องนอนไป ในขณะที่หญิงสาวนั้นยังคงสาละวนอยู่กับการลูบผมเด็กสาวตัวน้อย
“จันทาของแม่...”
ลั่นทมที่ตกลงสู่ห้วงนิทราอันยาวนานนั้นทุรนทุราย เธอฝันว่าตัวเองถูกข่มเหงซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากไอ้สันต์ แม้ว่ามันจะตายไปแล้ว แต่ความตายไม่อาจพรากความโหดเหี้ยมที่มันสร้างเอาไว้ในความทรงจำให้เด็กสาวตัวเล็กๆ ได้ ความหวาดกลัวสุดขีดพุ่งขึ้นหน้า พร้อมกับมือที่ควานสะเปะสะปะไปทั่วความมืดที่โอบล้อมรอบกาย มีเพียงหล่อน และไอ้สันต์ที่กำลังจะรุกรานร่างกายของน้องสาวด้วยเจตนาร้าย
หากแต่มือของลั่นทมคว้าบางสิ่งกลางพื้นมืดสนิทและเย็นเยียบได้ เธอฉวยมันแล้วทิ่มปักเข้าที่ท้ายทอยของคนบนร่างทันที ร่างกายของไอ้สันต์ชักกระตุกราวกับคนที่โดนแทงเข้าจุดตาย ลั่นทมจึงได้เห็นว่าในมือที่กำแน่นและประทุษร้ายมันคือมีดคมกริบ
เลือดข้นๆ อาบไล้ไปทั่วใบมีด ไอ้สันต์ล้มหงายท้องไปนอนชักอยู่ที่พื้นที่ดำสนิท หล่อนผวาลุกขึ้นมา ราวกับภาพจำอันโหดร้ายซ้อนทับกลับมา แต่คราวนี้พี่ชายที่ควรจะตายเพราะถูกแทงที่คอ กลับหยัดกายลุกขึ้นมา ขึ้นคร่อมหล่อนอีกครั้ง เลือดที่กระเซ็นตกลงที่แก้มใสจนแดงฉาน ดวงหน้าอำมหิตระคนน่าหวาดกลัวของไอ้สันต์นั้นตะคอกใส่หล่อนด้วยเสียงอันแหบแห้ง
“มึงฆ่ากูทำไม อีลั่นทม มึงฆ่ากูทำไม!!”
เลือดจากปากทะลักลงสู่ดวงตากลมโตจนทัศนียภาพตรงหน้าบดบังด้วยสีแดงก่ำ หล่อนกรีดร้องสุดเสียงอย่างไร้ทางหนี เมื่อไฟจากร่างกายปะปนกับกลิ่นคาวเลือดน่าสะอิดสะเอียดของพี่ชายสารเลวแผดเผาทั้งร่างมันและร่างของเธอไปพร้อมกัน
เฮือก!
หากแต่หล่อนกลับผุดลุกขึ้นมาบนเสื่อกลางเรือนกาแล เหงื่อที่ท่วมตัวบ่งบอกว่านี่คือฝันร้าย เด็กสาวหอบหายใจถี่ระคนความกลัว ภาพวันคืนที่ทำร้ายจิตใจผุดขึ้นมาชวนให้ปวดหัว
คงยากที่จะลืมมันลงไปได้ ประสบการณ์อันโหดร้ายที่ยังฝังลึกอยู่ในความทรงจำ ดวงหน้างามมีแต่คราบเหงื่อที่ไหลริน เธอหน้าซีดเซียว รู้สึกเหมือนแบกรับบาปที่หนักหนามาพึ่งใบบุญคนแปลกหน้า ทั้งที่รู้ดีอยู่แก่ใจว่าตนเองคงไม่มีวันหลุดพ้นไปจากมันได้
“ตื่นแล้วรึ?” หากแต่เสียงทุ้มต่ำที่ดังอยู่ข้างๆ กันทำให้หล่อนผวา เงยหน้าขึ้นไปจึงเห็นร่างใหญ่โตของชายไว้หนวดเคราผู้หนึ่งที่คุ้นเคย เขากำลังพันผ้าขาวม้ารอบเอวด้วยอารามสบายๆ ราวกับคนเฒ่าคนแก่ ไม่ได้สนใจสายตาของเด็กสาววัยแรกรุ่นที่มองมาเลยสักนิด “ไปอาบน้ำอาบท่าเสีย มีท่าบึงบัวอยู่ในป่า ไม่ลึกมากนัก ประเดี๋ยวแม่จันทน์ผาจะพาเอ็งไปส่ง”
“...”
“แต่งตัวเสร็จมาทำกับข้าว ข้ากินอะไรก็ได้ แต่ข้าไม่กินฟัก”
“... เจ้าค่ะท่าน” เด็กสาวรับคำพลางก้มหัวให้ด้วยความรู้สึกเคารพ ชายหนุ่มเดินลงกระไดเรือนไป เธอจึงถอนหายใจ
ครือออ
เสียงลมหายใจดังขึ้นข้างหู เมื่อหันขวับไปด้านหลังก็พบกับเสือดำตัวเดิมที่พาเธอมาที่นี่ มันค่อยๆ ย่างเท้าเข้ามาหาเธอด้วยอุ้งขนสีดำสนิท ดวงตาสีอำพันจดจ้องมองหล่อนอยู่นานแสนนาน แม่จันทน์ผาไม่อาจจำแลงเป็นมนุษย์ได้ เพราะไม่อยากให้เด็กสาวตกใจกลัว แค่นี้เจ้าตัวน้อยก็เจอเรื่องราวมามากมายพอควรแล้ว
มันใช้ปลายจมูกดุนศีรษะทุยของเด็กสาว หล่อนจึงคลี่ยิ้มออกมา
“ขอบคุณนะ เพราะเธอแท้ๆ ฉันถึงได้มีที่หลบภัย” แม้ตอนแรกลั่นทมจะกลัวและหวาดระแวง แต่การกระทำของเสือดำตรงหน้าได้บ่งบอกอะไรหลายๆ อย่างว่ามันไม่ได้หวังร้ายหรือต้องการจะกินเธอ กลับกันกลับพาเธอเข้ามาเจอผู้มีพระคุณและถูกเขารับดูแลเอาไว้
“ครือออ”
“เธอจะพาฉันไปอาบน้ำใช่ไหม” มันผงกหัวลงหนึ่งครั้ง พร้อมกับหมุนตัวหันหลังแล้วเดินตรงไปหน้าประตูเรือน โดยมีเด็กสาวเดินตามไปติดๆ
น้ำในบึงบัวนั้น ยามเมื่อวางปลายนิ้วเท้าลงไปแตะเพียงนิด กลับรู้สึกอุ่นวาบทั้งๆ ที่เป็นบึงบัวกลางป่าไพร เด็กสาวในร่างเปลือยเปล่าค่อยๆ วางร่างกายที่บอบช้ำลงชำระกายกับน้ำใสสะอาดจนเห็นปลาตัวจ้อย เธอเอนตัวพิงกับตลิ่ง แหงนหน้าขึ้นมองฟ้าที่แทบถูกปกคลุมด้วยร่มไม้
แม่จันทน์ผาในร่างเสือเฝ้ามองดูเด็กสาวที่ค่อยๆ ใช้สองมือผอมบางโอบกอดตัวเอง แม้น้ำจะอุ่น แต่กลับรู้สึกว่างเปล่า ชอกช้ำ เจ็บปวดจนเจียนบ้า แผ่นหลังเล็กๆ เกือบผอมติดกระดูกนั้นสั่นระทม หล่อนร่ำไห้ไร้เสียงในขณะที่กำลังชำระล้างร่างกายจากความอัปยศอดสู
จันทน์ผาไม่ได้เข้าไปแม้ว่าในใจจะอยากโอบกอดร่างน้อยๆ นั้นท่ามกลางอุ้งขนที่อบอุ่นเหลือเกิน แม้รู้ดีจากสัญชาตญาณว่าเด็กคนนี้จะมีจุดจบที่น่าเศร้า และไมยราฬอาจเลือกที่จะไม่ยุ่งเรื่องของหล่อน เจ้าเด็กหนุ่มนั้นมีกฎเหล็กกับตัวเอง ว่าชะตาชีวิตคนเราดำเนินไปตามกรรมในชาติปางก่อน ไม่สามารถเปลี่ยนชะตาของตนได้ เหมือนที่จันทน์ผาไม่สามารถช่วยชีวิตลูกสาวเอาไว้ได้ แต่เธอกลับยึดติดกับลูกจนอยู่มาร่วมร้อยปีเพื่อตามหาลูกสาวที่มาเกิดใหม่
ลึกๆ ใจแม่เสือใหญ่รู้ดีว่าหล่อนหาใช่ลูกสาวในอดีตของตนไม่ แต่ไม่อาจนิ่งดูดายมองร่างเล็กๆ ที่วิ่งหนีจากภยันตรายมาตายตรงหน้าได้หรอก
ข้าต้องหาทางช่วยเจ้าให้ได้
ฝ่ายไมยราฬ ปากว่าไม่สนใจ แต่ก็เฝ้ามองจากหน้าต่างเรือน ตั้งแต่ที่ร่างเล็กนั้นเดินกลับมาจากบึงที่อาบท่ามายังเรือนกาแลด้วยชุดเดิมกับที่มาเมื่อวาน พร้อมด้วยแม่เสือดำที่ก้าวย่างตามหล่อนอย่างเชื่องช้า เขาเฝ้ามองจนกระทั่งสองร่างนั้นหายลับไปที่เรือนด้านหลัง
ดวงตานั้นบวมช้ำเชียว
ร้องไห้หนักเลยสิ
“ทั้งที่ข้าเองก็รู้อยู่แก่ใจแท้ๆ” เขาบ่นพึมพำกับตนเอง พ่นถอนหายใจอย่างหนักหนา ถึงแม้จะบอกว่าใจจำยอมเพราะแม่จันทน์ผา แต่ส่วนหนึ่งก็เพราะดวงหน้าอันเศร้าหมองของเจ้าหล่อน ทั้งๆ ที่หน้าตางดงามเช่นนั้น แต่เมื่อไม่มีรอยยิ้มประดับดวงหน้า มันช่างดูขัดหูขัดตาเสียเหลือเกิน
ทั้งที่เวรกรรมหนักหนาขนาดนั้น ยังสู้อุตส่าห์...
รอสักพักใหญ่สำรับอาหารถูกยกมาวางตรงหน้าเสื่อปู พ่อหมอบ้วนหมากพลูในโถที่เคี้ยวจนฟันดำสนิท เงยหน้ามองสาวเจ้าที่ยกสำรับอาหารมาวางไว้ด้วยความนอบน้อม เธอค้อมตัวในขณะที่ถอยร่นไปนั่งพับเพียบหลบมุมห้องอย่างเรียบร้อยราวกับไม่ต้องการรบกวนการทานอาหารของเขา
ชายร่างใหญ่ถึงกับจนปัญญา ก่อนหน้านั้นเขาพยายามกลั้นใจให้แข็งราวกับหิน แต่เมื่อเห็นท่าทางเจียมตัวจนลีบเล็กเช่นนั้น กลับรู้สึกหงุดหงิดใจ ทั้งๆ ที่กะจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเธอทางความคิดมากเกินจำเป็น
เขาไม่ใช่คนใจอ่อน ยกเว้นก็แต่เมื่อถูกชะตา
ไม่อยากยอมรับนักว่าทันทีที่เห็นดวงหน้าอันไร้เดียงสานั้น เขารู้สึกต้องชะตาหล่อนอย่างประหลาด
เหมือนลูกแมวลูกหมาที่ซมซานมาขอที่อยู่หลบฝน
“เกรงข้าหรือ?” เด็กสาวสะดุ้งเฮือก รีบหลบตาพ่อหมอที่มองมาราวกับกำลังอ่านใจเธออยู่
“... หากเป็นผู้มีพระคุณ เป็นใครก็ต้องเกรงบารมีเจ้าค่ะ”
ฉลาดตอบจริง เขาคิด
“ข้าไม่ได้มีบารมีประดับบ่า หากอยากอยู่ร่วมกัน ก็ทำตัวเหมือนข้าเป็นคนกันเองเถิด”
“...”
“เอ็งอยู่ที่นี่ อย่างไรก็ยังปลอดภัย ตราบใดที่ไม่ทรยศข้า ทำงานแลกอิสระ ข้าก็จะให้”
ดวงใจน้อยๆ เต้นตุบกับคำพูดแข็งกระด้างหากแต่เหมือนกับเป็นคำปลอบใจกลายๆ เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นว่าชายหนุ่มดวงหน้าคมคายกำลังใช้มือจ้วงข้าวปลาอาหารกิน เขาไม่ได้พูดอะไร แต่ดูจากจานข้าวที่ไม่เหลือแม้แต่ข้าวสวยสักเม็ด หล่อนก็รับรู้ได้ในทันทีว่าเขาถูกใจรสมือหล่อน
ร่างเล็กเผลอยิ้มออกมาบางๆ อย่างน้อยก็เป็นเรื่องดีๆ ของวันที่ทำสิ่งเล็กน้อยให้ผู้มีพระคุณพึงพอใจได้ หล่อนรอจนเขาทิ้งสำรับไว้จึงนำไปล้างโดยไม่มีอาการอิดออดหรือปริปากบ่น
ดวงตาดุเหลือบมองหลังเล็กที่หายไวๆ ไปจากเรือนเพื่อไปล้างจานชามอาหารที่เขาเพิ่งทานเสร็จ ทันสังเกตว่าเมื่อครู่เมื่อเห็นจานชามที่ว่างเปล่าไม่ว่าจะเป็นจานข้าวและจานกับ หล่อนก็ผลิยิ้มบางออกมา
แทนที่จะหงุดหงิดเหมือนเก่า เขากลับพอใจ
เวลายิ้ม... ก็สวยดี
