บทที่ 4 ลั่นทมผู้หมองเศร้า (1)
ภายในเรือนครัวเล็กๆ ที่ถูกสร้างเป็นเพิงไม้ขนาดย่อมด้านหลังเรือนกาแลหลังใหญ่ด้านหน้านั้น มีซากสัตว์ป่าที่ถูกตากแห้งเอาไว้ ผักผลไม้อุดมสมบูรณ์ พร้อมกับกระสอบข้าวสารถุงโต ลั่นทมไม่ต้องเสียเวลาในการหาวัตถุดิบนานนัก เธอจัดสำรับอาหารด้วยวัตถุดิบที่มีในครัว และรสมือของเธอก็ไม่เป็นรองใคร แต่กระนั้นก็ยังแอบกังวลว่าจะไม่ถูกปากผู้มีพระคุณ แต่เมื่อเห็นว่าเขาคนนั้นทานกับข้าวจนเกลี้ยงจานชาม ก็อุ่นใจ
เธอไม่มีปัญหากับการทำงานบ้านบนเรือนหลังใหญ่ขนาดนี้ด้วยตัวคนเดียวเลยสักนิด การใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านปุณณ์เตชะนั้นจำเป็นต้องทำงานบ้านงานเรือนเป็นทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่เสน่ห์ปลายจวัก เธอจำเป็นต้องทำกับข้าวให้คนกินทั้งครอบครัว ปรกติจึงเข้าครัวไปกับแม่เสมอ แม่จะเป็นคนออกไปล่าสัตว์ส่วนเธอทำกับข้าวรอพ่อใหญ่และพี่ชายตื่น แล้วต้องคอยทำอาหารมื้อใหญ่ไปให้ลุงๆ ป้าๆ และพี่ๆ ที่เป็นผู้พิการทานอาหารอ่อนๆ พวกเขาไม่ว่าจะเด็กหรือแก่ ไม่ได้รู้เรื่องราวของตัวเองเลยว่าถูกปฏิบัติอย่างดูแคลนขนาดไหน
แม้ว่าพวกเขาจะถูกกำหนดว่าไร้ประโยชน์ และถูกกักขังในกรงสกปรกเหมือนหมูหมาก็ตาม แต่แม่ก็กำชับเสมอว่าเขาก็คือญาติของเรา
เรื่องนี้มันผิดตั้งแต่ตรงไหนกันนะ หากไม่มีประเพณีประหลาดเช่นนี้ พวกเขาก็คงไม่ต้องมาทุกข์ทรมานด้วยร่างกายแบบนั้น ทายาทไร้ประโยชน์นั้นไม่มีแม้แต่อำนาจในการประคองสติ ใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่ต่างกับสัตว์ที่ถูกเลี้ยงในคอกแคบๆ เพื่อรอวันเชือด
การใช้ชีวิตในบ้านนั้นไม่ต่างจากนรก อดทนกับการถูกหยามเหยียดในฐานะลูกผู้หญิง แค่เพราะเป็นผู้หญิงจึงไม่มีสิทธิ์ได้รับอิสระทางร่างกายและความคิด พ่อใหญ่มักชูโรงให้พี่ชายราวกับเป็นเทวดาอยู่เสมอ
แต่เทวดานั่นแหละ ได้ตายด้วยน้ำมือของหล่อนไปแล้ว ลึกๆ ลั่นทมรู้ดีอยู่แก่ใจว่าตนเองนั้นเจตนาเอามีดซ่อนไว้ใต้หมอนด้วยเหตุใด เธอไม่ใช่ผู้หญิงจิตใจงามบริสุทธิ์ที่จะไม่มีความรู้สึกนึกคิดด้านลบต่อพี่ชายตนเอง ไอ้สันต์นั้นข่มเหงรังแกเธอมาตั้งแต่เล็ก ใช้สายตาสะอิดสะเอียนจ้องมองเวลาที่เธออาบน้ำในทุกๆ บ่าย จิกหัวใช้ราวกับขี้ข้า
เธอเกลียดมัน แต่ก็ยังปรนนิบัติรับใช้ตามคำสั่งของพ่อ ด้วยเห็นความเป็นเลือดเนื้อเชื้อเดียวกันอยู่บ้าง
แต่ลึกๆ การที่ฆ่าไอ้สันต์ตาย... เธอเองก็ไม่ได้รู้สึกเศร้ากับการตายของมันเลยเเม้เเต่น้อย
มันมีแต่ความกลัว... มันคือการฆ่าคนครั้งแรกของลั่นทม ตั้งแต่เกิดมาความรุนแรงเดียวที่ทำคือการเชือดเหงือกปลาเวลาทำกับข้าว และเธอจำเป็นต้องปกปิดเรื่องนี้ไม่ให้พ่อหมอที่รับดูแลต้องได้รับรู้ เธอเพียงหาที่พักหลบฝนชั่วคราว แต่ไม่คิดจะรบกวนเขานานนัก
แต่แปลกจริง... ท่าทางดุดันเคร่งขรึม น้ำเสียงทุ้มต่ำห้วนจัด วาจาที่พ่นออกมาก็หยาบกระด้างสมกับเป็นผู้ชาย
แต่กลับรู้สึกราวกับถูกปลอบประโลมอย่างน่าประหลาด แตกต่างจากวาจาของพ่อใหญ่ ที่ดูสุภาพหากแต่กลับเต็มไปด้วยถ้อยคำหยามเกียรติและศักดิ์ศรีไม่เว้นวัน
นี่สินะความแตกต่างของหมอธรรมกับหมอผี
“แม่จันทน์ผาจ๊ะ ฉันเอาเนื้อมาให้” เมื่อเห็นเสือดำตัวใหญ่นอนเฝ้าอยู่ใกล้ครัวไม่ห่าง หล่อนคิดว่าเจ้าหน้าขนคงหิวเลยมารออาหาร จึงคว้าหูซากกระต่ายส่งให้มัน ดวงตาสีอำพันเหลือบขึ้นจ้องมองร่างเล็กนิ่ง เมื่ออาบน้ำชำระกายแล้วเจ้าหล่อนดูงดงามมาก หากขุนตัวให้อ้วนท้วนกว่านี้ น่าจะยิ่งงามขึ้นไปอีก ตอนนี้เธอผอมไปหน่อย
มันหันหน้าหนี ดูเหมือนตอนนี้จะยังไม่หิวสักเท่าไหร่ ด้วยสื่อสารกันเข้าใจโดยไม่ต้องใช้คำพูด ร่างเล็กจึงนำซากกระต่ายไปตากที่เดิม
เพราะบ้านอยู่ในป่า วัฏจักรเหล่านี้จึงมักเห็นเป็นกิจวัตร ตอนเด็กๆ เธอเคยร้องไห้กับซากสัตว์ที่ถูกล่าและต้องสังเวยชีวิตอย่างน่าเวทนา แต่เมื่อเติบใหญ่ขึ้นก็เริ่มชินชา นั่นเพราะมนุษย์จำเป็นต้องดำรงชีวิตต่อ สัตว์พวกนี้จึงต้องตกเป็นอาหารเพื่อให้เรามีชีวิตรอด
อาจเพราะเจอเรื่องโหดร้ายมามากมาย เธอมองซากกระต่ายพวกนั้นไม่ต่างกับตัวเอง
เมื่อตะวันขึ้นจนตกเที่ยงวัน ชาวบ้านชาวเขาเดินทางมาแออัดที่เรือนกาแลจนจากเรือนใหญ่ที่เงียบสงบมีแต่เสียงจ้อกแจ้กจอแจ ไม่ว่าลูกเด็กเล็กแดงล้วนจับจูงมากับผู้ใหญ่ด้วยไม่อยากทิ้งเด็กไว้ที่บ้านลำพัง เด็กสาวที่แอบอยู่ที่เสาเรือนข้างๆ นั้นลอบมองชาวบ้านที่ต่อแถวยืนพูดคุยกันหน้าลานของเรือน ดูพวกเขาจะคุ้นเคยกับป่านี้เป็นอย่างดี เพราะเห็นหลายคนโผล่ออกมาจากทางพุ่มไม้หน้าเรือน เป็นอีกฝั่งกับที่เธอออกมา ดูเหมือนว่าจะมีหมู่บ้านอยู่แถวนี้
เมื่อประตูเรือนถูกเปิดออก พ่อหมอไมยราฬจึงเรียกชาวบ้านเข้ามาทีละคน ลั่นทมสังเกตเห็นว่าส่วนใหญ่ชาวบ้านจะแบกของป่ากับซากสัตว์ที่ล่ามาติดไม้ติดมือมาอย่างสองอย่าง เมื่อคนหนึ่งถูกรักษาสำเร็จจากในเรือนโดยที่เธอเองก็ไม่รู้ว่าพ่อหมอทำอย่างไรเพราะอยู่ด้านนอกเรือนก็ออกมาพร้อมตะกร้าสานเปล่าๆ เธอจึงเข้าใจว่าซากสัตว์ในครัว รวมถึงกระสอบข้าวสารมากมายที่กินไปหลายเดือนก็คงไม่หมดและผักผลไม้เหล่านั้น คงเป็นสินน้ำใจของชาวบ้านแลกกับการที่ให้พ่อหมอพ่อธรรมดูแลรักษา
“นี่ เอ็งน่ะ” เด็กสาวที่แอบเกาะเสาเรือนมองอยู่อย่างเงียบๆ สะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินเสียงทุ้มต่ำของใครบางคนพร้อมกับมือหนาที่เอื้อมมาจับไหล่มน เธอปัดมือเขาทิ้งโดยสัญชาตญาณ เพราะก่อนหน้านั้นที่บ้านปุณณ์เตชะมักถูกพี่ชายแท้ๆ ล่วงเกินเป็นประจำ มือจึงต้องไวก่อนสติเสมอ แต่เมื่อหันขวับไปมองตาแข็งก็เห็นว่าเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เขาสวมเพียงโจงกระเบนสีแดงดูมอซอ ผิวค่อนข้างคล้ำเหมือนคนทำงานกลางแดด ผมเตียนรูปร่างแข็งแรง เด็กหนุ่มผู้นั้นยกมือทั้งสองข้างขึ้นเป็นการบอกว่าตนนั้นไม่มีพิษภัยเมื่อเห็นว่าเด็กสาวหน้าตาสะสวยดูจะเกรี้ยวโกรธที่เขาไปทักทาย “ประเดี๋ยวก่อน ข้ามาดีนะ”
“... ใครหรือคะ” ยิ่งเห็นว่าเป็นเด็กหนุ่มแปลกหน้า หล่อนยิ่งระมัดระวังตัว ถอยหลังกรูดไปด้านหลังพร้อมกับลอบมองเขาไม่วางตา
‘ไอ้เจิด’ ถึงกับตะลึง เห็นด้านหลังว่าน่ารักแล้วพอหันหน้ามาสบตากันเท่านั้นแหละ งามยิ่งกว่า แถมเสียงยังไพเราะเสนาะหู จะว่าไปที่หมู่บ้านไม่เคยเห็นหล่อนมาก่อน เขาจึงฉีกยิ้ม
“ข้าชื่อเจิด เอ็งล่ะเป็นใครมาจากไหน ดูเหมือนว่าไม่เคยเห็นหน้าเอ็งที่หมู่บ้าน หรือว่ามาจากทางไกล?”
ไอ้เจิดเพิ่งอายุสิบหกปีเมื่อวานนี้ มันตัวใหญ่แม้จะยังอายุน้อย แทบจะเป็นวัยรุ่นส่วนน้อยที่แวะเวียนมาหาพ่อหมอเลยกระมัง ชาวบ้านที่นี่ยากจนและอาศัยเก็บของป่ากิน พ่อหมอไมยราฬเป็นผู้มีพระคุณที่ทำให้ชาวบ้านลืมตาอ้าปากได้ แม้ไม่มีเงินแต่พวกเขาก็แวะเวียนมาให้ผักผลไม้และปลาที่ล่ามาได้แทนเงินพด เพราะพ่อหมอเขารักษาโดยไม่รับเงิน ผู้คนจึงนับถือกันนัก
ด้วยพิธีกรรมที่พ่อหมอทำ รวมถึงคำแนะนำต่างๆ หมู่บ้านในป่าจึงกลับมาร่มรื่นอีกครั้ง ชาวบ้านมีที่ทางทำมาหากิน พื้นที่แห้งแล้งกลายเป็นที่นา จากที่ไม่เคยมีเด็กแรกคลอดเกิดมาเพราะอดอยากตายกันเกือบหมด ก็ค่อยๆ มีลูกเด็กเล็กแดงที่หมู่บ้านเดินกันไปมาให้ชื่นใจ
แต่วัยประมาณเขาก็มีไม่กี่คน ส่วนใหญ่เป็นเด็กผู้ชายที่ผ่านร้อนหนาวมาแต่ยังอยู่รอดได้จนอายุขึ้นสิบปี เขาเองก็ผ่านความทรหดมาไม่น้อย กว่าจะลืมตาอ้าปากได้ เขาทำงานหนักตั้งแต่เล็กจึงมีผิวที่คล้ำกร้าน
ในหมู่บ้านแทบไม่เคยเห็นเด็กผู้หญิงวัยเดียวกัน ส่วนใหญ่เด็กผู้หญิงจะอ่อนแอจึงทนสภาวะแล้งไม่ค่อยไหวและล้มตายกันหมด ก่อนหน้านี้ก็มีไข้ประหลาดระบาดทั่วหมู่บ้าน ส่วนใหญ่จะหนักที่ผู้หญิง มีเพียงเด็กผู้ชายไม่กี่คนที่รอดมาได้ ก็พ่อหมอนี่ล่ะที่เพียรรักษาจนชาวบ้านหายดี นี่คือครั้งแรกจึงเผลอตัว
เอาเป็นว่าที่หมู่บ้านไม่เคยมีเด็กผู้หญิงมาพูดคุย เขาเห็นแต่หญิงหม้าย หญิงแก่จนชินชา นึกสงสัยมาตลอดว่าเด็กผู้หญิงวัยประมาณเขาจะเป็นเช่นไร และวันนี้ก็ได้พบได้เห็น ได้พูดคุยกับเด็กผู้หญิงสักที ด้วยความตื่นเต้นที่เจอเพื่อนใหม่เขาจึงเผลอเข้าหาอย่างโผงผางตามประสาเด็กหนุ่มที่ไม่เคยคุยกับผู้หญิงมาก่อน แต่ดูเหมือนเด็กสาวจะค่อนข้างตื่นกลัว
อาจเพราะตัวใหญ่ และเป็นเพศตรงข้าม
“มาทักข้าต้องการอะไร” รูปประโยคที่พูดใส่ก็ดูหวาดระแวง เพราะมีปมที่ฝังใจเกี่ยวกับผู้ชาย เธอจึงหวาดกลัวเด็กหนุ่มแปลกหน้าที่ถือวิสาสะถึงเนื้อถึงตัวตั้งแต่ครั้งแรก
“ข้าเห็นว่าเอ็งแอบมองมาจากตรงนี้ ไม่เคยเห็นหน้าคราแรกนึกว่าผีที่พ่อหมอเลี้ยงไว้จึงอยากมาดูให้รู้กับตา แต่พอจับตัวก็เห็นว่าอุ่น เอ็งเป็นคนนี่นา เลยทักทายเสียหน่อยน่ะ เอ็งก็มาหาพ่อหมอรึ?” เขาอธิบายเสียยืดยาว ใส่มุขตลกขบขันตามประสาเด็กหนุ่มอารมณ์ดี แต่จริงๆ ไอ้เจิดประหม่าอยู่มากทีเดียว เพราะนอกจากผู้หญิงตรงหน้าเป็นคนจริงๆ ไม่ใช่ผีอย่างที่คิด แล้วยังน่ารักมากอีกต่างหาก ผิวกายขาวจัดจนคราแรกนึกว่าผี ผมยาวหยักศกถูกปล่อยสยายกลางหลัง ดวงหน้าก็เล็กนิดเดียว นี่หรือคือเด็กสาววัยแรกรุ่น?
ที่หมู่บ้านมีแต่หญิงแก่ผิวสองสี ไม่ก็ผิวคล้ำเพราะทำงานตากแดดกลางไร่นา เพิ่งเจอคนที่ขาวราวกับสว่างด้วยตนเองได้เช่นนี้ จึงคิดเอาเองว่าไม่ใช่คน
“ไม่ใช่ ข้าแค่...” เธอเองก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ถ้าบอกว่าพ่อหมอรับเลี้ยงเอาไว้แล้วจะดูหลงตัวเองไปไหม เรื่องพวกนี้ต้องให้พ่อหมอพูดเองจะดีกว่า “... จะคิดว่าข้าเป็นผีก็ได้ อย่ามาทักข้าอีก”
“ประเดี๋ยวก่อน!” เมื่อเห็นว่าเด็กสาวตัดบทสนทนาทำท่าจะหมุนตัวหนี เขาก็รั้งไว้ทันที อยากคุยกับเจ้าหล่อนต่อให้นานกว่านี้อีกสักหน่อย เพราะอะไรผู้หญิงคนนี้ถึงดูไม่เป็นมิตรนัก ออกจะเย็นชาเสียด้วย หรือไม่ชอบที่เขาหาว่าเธอเป็นผีงั้นหรือ “เป็นผีก็ไม่เป็นไร ข้าอยากคุยกับผี”
แต่ปากไอ้เจิดเนี่ยนะ!
“... ดื้อด้านนัก” เจ้าหล่อนพึมพำ ขนาดปดว่าเป็นผีให้เห็นโต้งๆ ว่าไม่อยากเสวนาพาทีด้วยอีก เขายังสู้อุตส่าห์ดื้อรั้นรั้งเธอเอาไว้ การกระทำของไอ้เจิดไม่ได้สร้างความอึดอัดเหมือนคนที่บ้านปุณณ์เตชะ เพราะเขาดูจะเข้าหาเธออย่างเป็นมิตรไม่มีพิษภัย แต่ด้วยอดีตที่แสนโหดร้ายทำให้หล่อนต้องระแวงตัว
“ที่แขนเอ็งมีแผล โดนกระไรมา” เด็กหนุ่มสังเกตมาตั้งแต่แรกเห็น แผลฟกช้ำตามแขนเรียว เพราะผิวเจ้าหล่อนขาวมากรอยเลยยิ่งชัด
“เรื่องของผี จะอยากรู้ไปเพื่อกระไรกัน” หล่อนตอบปัด ด้วยไม่อยากจะอธิบายเรื่องราวของตัวเองมากนัก หากรู้ว่าเป็นคนบ้านไหน เขาคงไม่อยากยุ่งด้วยแน่
“แต่หากเป็นผีแล้วเป็นรอยฟกช้ำ ข้าว่าน่าจะเจ็บเหมือนกัน”
“หากมีกระไรให้พ่อหมอช่วยเหลือ ก็ไปต่อแถวสิ จะมาเสียเวลาคุยกับข้าที่เป็นผีไปทำไม”
“แต่ว่า...”
“หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ ไอ้เจิด”
ยังไม่ทันที่ไอ้เจิดจะได้รั้งเด็กสาวไว้เป็นครั้งที่สอง ก็มีชายหนุ่มยืนจังก้าอยู่หลังเขา ผู้ชายคนนั้นรุ่นราวคราวเดียวกับเจิด คนละสายเลือดแต่รักกันเหมือนพี่เหมือนน้อง ดูคนนี้จะสูงกว่าไอ้เจิดนิดหน่อย เขารูปร่างดูสมส่วนไม่ติดกำยำนัก สีหน้าดูเป็นพี่ชายที่อบอุ่น
เขาชื่อ ‘พี่เทิด’
เทิดพ่นลมหายใจ ตามหาอยู่ตั้งนาน เห็นหลังไวๆ ว่ามาทางนี้ อย่างน้อยไอ้เจิดก็มีส่วนดีตรงที่เคารพกันอยู่บ้าง
“อ้าวพี่เทิด เป็นไงมาไงเนี่ย ไหนบอกว่าจะไม่มาเรือนพ่อหมอ”
“ข้าตามตามา ตาอยากเอาของป่ามาให้ท่าน เอ็งก็รู้ว่าตาข้าขาไม่ค่อยดีแล้ว แต่ดื้อจะมาให้ได้” ชายหนุ่มที่ดูโตกว่าเจิดและน่าจะอายุไม่ห่างจากเธอมากนักชะเง้อคอมาด้านหลังเด็กหนุ่ม เพราะไอ้เจิดร่างกำยำ ถึงจะตัวเตี้ยกว่าเขา จึงบังเด็กสาวที่ยืนตรงหน้าเสียมิด “นั่นใครน่ะไอ้เจิด เด็กผู้หญิง?”
“ใช่ ข้าเห็นแอบด้อมๆ มองๆ อยู่ตรงนี้ นึกว่าผีจึงเข้ามาดู”
เทิดเผลอมองเด็กสาวนานไปนิด มิน่าล่ะ เห็นมันไวๆ มายืนตรงนี้ตั้งนาน ท่าทางประหม่าดูยังไงก็ไม่ใช่ไอ้เจิด แต่เด็กสาวคนนี้ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนผีเลยสักนิด ไอ้เจิดนี่มันปากเสียจริงๆ
แต่ก็ครั้งแรกเลยสินะที่ได้เห็นผู้หญิงรุ่นราวคราวเดียวกัน
“ดูอย่างไรถึงคิดว่าเป็นผี ปากน่ะมีไว้ทำไมกัน” เขาส่ายหน้า ดุเพื่อนที่โตมาด้วยกันไม่ต่างกับเป็นน้องชายแท้ๆ ของตัวเอง พลางก้มหัวขอโทษเด็กสาวตรงหน้าแทนน้อง “ข้าขอโทษแทนไอ้เจิดมันด้วย นิสัยมันโผงผางเช่นนี้ อย่าไปถือสามันเลย”
ลั่นทมมองเทิดที่ดูจะคุยง่ายกว่าชายข้างๆ ที่ชื่อเจิด เธอพยักหน้ารับเบาๆ
“งั้นเราไปก่อนนะ ข้าทิ้งตาไม่ได้นาน ไปเร็วไอ้เจิด” เมื่อเห็นท่าทางดูอึดอัด เทิดนั้นจึงไม่คิดเซ้าซี้กวนใจหล่อน จึงหาเรื่องพาไอ้เจิดเดินกลับไปอยู่กับเหล่าชาวบ้านเช่นเดิม ไอ้เจิดเดินตามไปอย่างเสียไม่ได้ แต่ไม่วายแอบเหลือบมองแม่สาวน่ารักที่เดินหลบไปหลังเรือน
“พ่อหมอมีเมียแล้วหรือพี่?” พอเดินพ้นมานิดหนึ่งไอ้เจิดก็ถามตามตรง เทิดถึงกับหันมาถลึงตาใส่
“พูดจาอะไรกัน ตั้งแต่เกิดมาจนโต ข้ายังไม่เห็นท่านสนใจผู้หญิงคนไหนเลยสักคน”
“หรืออาจจะเป็นลูกของพ่อหมอ” ป้าบ! คราวนี้โดนเพื่อนที่นับถือเหมือนพี่ชายตบบ้องหูเข้าให้ “โอ้ย ข้าเจ็บนะพี่เทิด ตบหัวข้าทำไม”
“เห็นท่านแบบนั้น ท่านห่างจากข้าไม่กี่ปีเองไอ้เจิดเอ้ย อย่าไปปากสว่างเช่นนี้ต่อหน้าพ่อหมอล่ะ มิเช่นนั้นอาจไม่โดนแค่บ้องหู”
“ให้ตายเถอะ” ไอ้เจิดเองก็เพิ่งรู้เรื่องรู้ราว “จริงรึนี่”
“ก็ตอนที่ท่านช่วยคนในหมู่บ้านกับไข้ห่านั่นน่ะ ท่านเพิ่งจะสิบหกเอง”
“ก็ท่าทางราวผู้หลักผู้ใหญ่ ข้าจะไปดูออกได้ยังไง”
“อย่างไรก็เถอะ หากพ่อหมอต้องการแจ้งเรื่องเธอผู้นั้น คงบอกเอง ตอนนี้ท่านยังไม่ได้บอกกระไร ก็ไม่ต้องไปสอดรู้นักหรอก” เทิดว่าเช่นนั้น ทั้งที่รู้ดีอยู่แก่ใจว่าคงไม่สามารถปรามเพื่อนของตนได้ ไอ้เจิดหูหางชูเชียว ดูสนอกสนใจเรื่องแม่สาวคนนั้นเอามากๆ
“จะไม่ให้สอดรู้สอดเห็นได้อย่างไร พี่ไม่เห็นหรือไง หมู่บ้านเราไม่มีเด็กผู้หญิงเลยเพราะไข้ระบาดและภัยแล้ง ข้าเพิ่งเห็นผู้หญิงที่สวยขนาดนี้เป็นครั้งแรก”
เทิดได้ยินเช่นนั้นจึงเงียบไป เขาเองก็ไม่คิดปฏิเสธความจริงในข้อนั้น เด็กผู้หญิงที่เห็นเมื่อครู่นั้นงดงามเสียจนนึกว่าไม่มีอยู่จริง ไม่แปลกที่ไอ้เจิดจะคิดว่าเป็นผี ผิวกายของหล่อนขาวจัดจนส่องสว่าง มีแผลฟกช้ำอยู่หลายจุดบนแขนเรียวๆ จึงคิดว่าน่าจะมีที่มาน่าเวทนาพอควร เขาจึงไม่อยากให้เธอลำบากใจ ไอ้เจิดเองก็ไม่เคยได้คุยกับเด็กผู้หญิงเพราะโตมากับลุงเปี้ยกคนเดียว มันเลยไม่รู้วิธีพูดคุยกับเพื่อนต่างเพศมาก่อน ต่างกับเขาที่โตมากับตายาย และแม่
“... ข้าก็เพิ่งเห็นเหมือนกัน”
และเทิดก็ตกหลุมรักเธอตั้งแต่แรกเห็นเช่นเดียวกัน
ทางด้านพ่อหมอเองก็รับหน้าที่เป็นหมอยารักษาอาการไข้ป่าของชาวบ้านอย่างเคร่งครัด ลูกเด็กเล็กแดงเจ็บป่วย คนท้องแก่ใกล้คลอด ท่านก็รับเป็นหมอตำแยให้ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจของฝากจากชาวบ้านก็กองพะเนินเทินทึก
ทั้งที่บอกว่าไม่ต้องเอาอะไรมาให้ก็ได้ ที่เขาทำอยู่นี่ก็มีเหตุผล แต่ดูเหมือนชาวบ้านเองก็ไม่อยากรบกวนอยู่ฝ่ายเดียว เร้าหรือให้เขารับให้ได้ เลยจำใจต้องรับๆ ไป แต่อย่างไรก็ตามที่เรือนแห่งนี้ก็มีเพียงเขาผู้เดียวที่อาศัยอยู่กับแม่จันทน์ผา พ่อแม่ที่เคยอยู่คู่เคียงเรือน ก็ตายจากไปหมดแล้ว
มีเพียงเขาที่ยังคงสืบหน้าที่หมอธรรมต่อจากบิดา อยู่มาได้ด้วยคำสั่งเสียสุดท้าย
ปกติคนที่กินเนื้อสัตว์จะเป็นแม่จันทน์ผาจึงพอลดปริมาณเนื้อที่ชาวบ้านล่ามาฝากไว้ลงไปได้บ้าง เพราะเขาเองก็ปรุงอาหารไม่เป็น ตั้งแต่เกิดก็จับทางหมอธรรมมาตั้งแต่ยังน้อย ในหัวสมองจึงมีแต่เรื่องงาน
เรียกได้ว่าวันนี้เป็นครั้งแรกที่ได้กินกับข้าวกับปลาเป็นมื้อจริงๆ
คงต้องขอบคุณเด็กสาวคนนั้นใช่หรือไม่
จะไปหวังให้แม่จันทน์ผาทำกับข้าวรึ? รายนั้นนิสัยไม่ต่างจากผู้ชาย แถมยังติดนิสัยสัตว์ป่าชอบกินเนื้อสดเสียด้วยซ้ำ
“หน้าตาดูผ่องใสจังเลยนะขอรับพ่อหมอ” ชายชราผู้หนึ่งเดินกะเผลกขึ้นมาบนเรือนโดยมีเด็กหนุ่มรูปร่างสูงเดินประคองอยู่ไม่ห่าง เด็กหนุ่มผู้นี้ชื่อเทิด เป็นเด็กกตัญญูที่ดูแลชายชราผู้นี้มาหลายปี ตั้งแต่โรคไข้ห่าจนมาถึงวันนี้ มันไม่เคยคิดจะทิ้งบุพการีที่เหลืออยู่ของตนเองเลยสักนิด
“ข้าสวดมนต์ทุกวัน บุญคงรักษาข้าบ้าง” เขาเองก็ไม่คิดอยากบอกความเป็นจริงว่าอุดมสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ
“ฮึๆ ออกจะดูอุดมสมบูรณ์ราวกับกินข้าวกินปลามาสามมื้อเสียด้วยซ้ำ” ท้ายประโยคชายหนุ่มที่นั่งจีบหมากพลูอยู่ก็เผลอยิ้มมุมปากออกมาบางๆ
“แล้วมีอะไรให้ข้าช่วยล่ะตา” เมื่อชายแก่ล้มลงนั่ง เทิดจึงนั่งคุกเข่าด้วย พูดตามตรงที่ตาพูดก็ถูก หน้าตาของพ่อหมอวันนี้ดูสดใสกว่าทุกวัน ปรกติมาทีไรจะเห็นนั่งหน้าดำคล้ำเครียดตลอด ปัญหาชาวบ้านต่อวันค่อนข้างมาก ท่านจะมีอารมณ์เคร่งเครียดก็ไม่แปลก
แต่สิ่งที่เขารอจะฟังน่ะ คงไม่ใช่เรื่องนั้น
“ไม่มีกระไรหรอก แค่อยากเอาข้าวเอาของจากบ้านมาฝาก หลานข้าเพิ่งเกี่ยวข้าวมาได้ เม็ดงามเชียวหนา”
“ข้าวสารบ้านข้าเยอะจนไม่รู้จะเยอะอย่างไรแล้ว”
“รับไปเถิด อย่างน้อยข้าก็อยากตอบแทนกระไรท่านบ้าง หากไม่ได้ท่าน แม่น้อยคงไม่ไปสู่สุขคติ”
แม่น้อยคือภรรยาเพียงคนเดียวของตา ก่อนหน้านั้นมีโรคประหลาดระบาด รวมถึงผีป่าที่เฮี้ยนหนักไล่ตามหลอกหลอนคนเป็นว่าเล่น ยายน้อยที่เข้าไปเก็บของป่าถูกผีเข้าสิงกัดกินเครื่องในกลายเป็นสัตว์ประหลาด ตาทนดูไม่ได้ อย่างน้อยหากยายน้อยจะตาย ขอให้ตายแบบมนุษย์ทั่วไป ไม่ใช่โดนสิงสู่จนกลายเป็นครึ่งผีครึ่งคนเช่นนี้ พอพาไปหาพ่อหมอที่ตอนนั้นอายุสิบสองปี ท่านก็ช่วยขับไล่และทำพิธีกรรม จนยายน้อยกลับมา หากแต่กลับมาแค่เพียงจิตสั่งเสียครั้งสุดท้าย ก่อนจะจากไปอย่างสงบ
ทั้งที่ไม่ได้ยายกลับมาแบบมีชีวิต แต่อย่างน้อย... ยายน้อยก็ได้จากไปในฐานะยายน้อยที่คุณตารู้จัก
การโดนสิงสู่กินเวลามาหลายปี ในที่สุดยายก็ได้ไปอย่างสงบเสียที
หากแต่ไมยราฬกลับไม่ได้ตอบรับคำขอบคุณนั้นกลับไปในทันที เขาในวัยสิบสองปียังอ่อนประสบการณ์นัก แม้จะช่วยขับไล่ผีป่าร้ายในตัวไปได้ หากแต่ยายแก่คนนั้นก็ไม่ได้มีชีวิตกลับมา เป็นคราแรกที่มีคนถูกพรากไปไม่ใช่เพราะเวรกรรมที่สร้าง หากแต่เป็นคราวซวยเลยถึงที่ตาย
หากเป็นเวรกรรมที่เขามองเห็น อย่างเช่นมารดาของเขา เช่นนั้นเขาคงจะยอมรับกับความผิดพลาดครั้งนี้ของตนได้อย่างเต็มใจ เมื่อพูดถึงยายน้อยเขาจึงหวนคิดถึงเรื่องราวเมื่อหลายปีที่ผ่านมา
“ไข้นั่นคงไม่ระบาดแล้วใช่ไหม”
“ชาวบ้านแข็งแรงดีขอรับท่าน เพราะท่านแท้ๆ ที่ช่วยหมู่บ้านของเรา” เป็นฝ่ายเทิดที่โพล่งขึ้นมา ดวงตาของเด็กหนุ่มยังคงนอบน้อมให้ความเคารพเพราะพ่อหมอไมยราฬช่วยเหลือคนมามากมายโดยไม่เคยพูดจาอวดอ้างตนเองเลยสักนิด ในทีแรกที่เห็น นึกว่าจะเป็นคนดุและเข้มงวด แต่ท่านก็มีความใจดีในแบบของท่าน
แม้จะอายุไม่ห่างกันมากนัก แต่สำหรับเขา พ่อหมอนั้นทรงบารมีมากจริงๆ
“แล้วพวกผีป่าล่ะ ยังตามหลอกพวกชาวบ้านอยู่ไหม”
“ก็ได้พ่อหมอกำจัดไปมากเหมือนกันขอรับ อีกอย่างได้รับของดีมาจากท่าน จึงคุ้มครองหมู่บ้านไว้ได้ จากป่าแห่งนี้ที่เฮี้ยนหนักหนาแทบเข้าไปเอาของป่าไม่ได้ ตอนนี้กลายเป็นป่าที่ร่มรื่นขนาดนี้”
“ดีใจที่ได้ยินเช่นนั้น ไม่อย่างนั้นข้าเองก็คงไม่ลำบากมามากเพื่อมาคว้าน้ำเหลวหรอก” ชายหนุ่มพูดพลางยัดหมากพลูเข้าปาก แต่เขารู้สึกได้ ดวงตาอยากรู้อยากเห็นของเด็กหนุ่มที่ไม่ได้ปริปากพูดออกมา หากแต่ตั้งใจมองหน้าเขาเหมือนอยากถามอะไรบางอย่าง ทำให้ไมยราฬเงยหน้าขึ้นสบตากับเทิด “มีกระไรกับข้าหรือไม่ ถึงจ้องเอาเช่นนั้น”
“อะ... ท่านรู้ด้วยหรือ” เทิดถึงกับอับอาย จะให้พูดออกไปได้อย่างไรว่าสิ่งที่เขาอยากรู้มันเกี่ยวกับแม่สาวข้างเรือนพ่อหมอคนนั้น เอาจริงๆ ที่ไอ้เจิดว่าว่าอาจเป็นเมีย เขาก็มีคิดบ้างเหมือนกัน “คือ... ผม”
“เห็นยัยนั่นแล้วรึ”
“ครับ?”
“เด็กผู้หญิงที่ทำหน้าอมทุกข์ตลอดเวลานั่นน่ะ” น่าตกใจที่พ่อหมอมักจะรู้ก่อนที่เขาจะถามเสมอ เมื่อเห็นเด็กหนุ่มก้มหน้าลงไม่ตอบอะไร ท่านจึงคิดว่าสิ่งที่ทักไปนั้นถูก ลั่นทมคงเป็นหนึ่งในคำถามในใจของเทิดสินะ ไม่แปลกที่จะสงสัย เพราะหล่อนไม่ใช่คนคุ้นเคยในหมู่บ้าน หน้าตาสะสวยสะดุดตาเช่นนั้นคงหาได้ยาก “เห็นหลงป่ามา ไม่มีที่พัก ข้าเลยรับดูแลเอาไว้ชั่วระยะเพียงเท่านั้น”
ไม่รู้เพราะเหตุใด เทิดกลับสบายใจที่ได้ยินเช่นนั้น อย่างน้อยๆ หล่อนก็ไม่ใช่เมียหรือลูกสาวของพ่อหมอที่ยังหนุ่มยังแน่น แต่มันก็เป็นเพียงความคิดของมนุษย์ มีรักโลภโกรธหลง ลึกๆ เขาอยากรู้จักเธอคนนั้นมากกว่านี้
“น่าสงสารจริงๆ แต่เป็นโชคดีของแม่หนูที่ได้พ่อหมอรับดูแล” คุณตาเองก็พยักหน้ารับอย่างนับถือใจพ่อหมอ ที่คอยช่วยเหลือชาวบ้านธรรมดาที่ลำบากอยู่เรื่อยราวกับนักบุญผู้ไม่หวังสิ่งตอบแทน ชายวัยหนุ่มทั้งสองเริ่มสังเกตกันเอง หากแต่พ่อหมอนั้นนิ่งสงบกว่ามาก เทิดนั้นให้ความเคารพไมยราฬมาก เพราะความเกรงใจจากบารมีของท่าน เขาจึงเกิดความรู้สึกบางอย่าง... บางอย่างที่เขาเองก็เกลียดที่ตนเองได้คิดแบบนี้
“เด็กสาวคนนี้เจอเรื่องราวแย่ๆ มามาก ข้าเองก็นึกเวทนานัก” พ่อหมอส่ายหน้าเล็กน้อย นึกถึงคนที่พาเธอเข้ามาอย่างแม่จันทน์ผาแล้วก็ได้แต่นวดขมับ เทิดได้ยินพ่อหมอพูดเช่นนั้นจึงยิ่งรู้สึกว่าปล่อยผ่านไปไม่ได้ หลังจากนั้นเขาจึงตั้งปณิธานกับตนเองว่าหากมีเวลาว่างจากการทำไร่นาเมื่อไหร่ เขาจะแวะมาหาหล่อนเพื่อทำความรู้จักทันที
อย่างน้อยก็อยากเป็นเพื่อนให้เธอคลายเหงา เป็นเพียงเจตนาอันดีจากเขาไม่มีอะไรแอบแฝงทั้งนั้น
เมื่อตกค่ำชาวบ้านทั้งหลายก็เดินทางกลับหมู่บ้าน ลั่นทมยกขันไม้ตักน้ำสะอาดจนเต็มไปวางใกล้สำรับกับข้าวพ่อหมอที่ตระเตรียมไว้ให้ แม้เขาไม่ได้ออกปากขอว่าควรทำ แต่เธออยากทำของเธอเอง
แต่เขาก็กินหมดเกลี้ยงไม่เหลือเม็ดข้าวสักเม็ดเหมือนเดิม
“ประเดี๋ยวข้ามา” ก่อนจะลงกระไดเรือนไปเขากำชับเธอเอาไว้เช่นนั้น แต่ไม่ได้บอกว่าจะออกไปทำอะไรกลางดึกกลางดื่น แต่เดินหายลงเรือนไปเลย ลั่นทมมองตามแผ่นหลังกว้างใหญ่นั้นไปโดยไม่ได้พูดอะไร หล่อนเชื่อฟังคำสั่งโดยไม่มีข้อกังขา พลางเก็บจานชามไปล้างที่ใต้ถุนบ้าน
หากแต่น้ำในโอ่งกลับเหือดแห้ง ดึกก็จริงแต่ลั่นทมไม่ใช่คนที่กลัวความมืดหรือกลัวผีสักเท่าไหร่ เธอยกหาบน้ำแล้วเดินอาดๆ ไปยังบึงบัวที่ไปอาบน้ำมาเมื่อเช้า เมื่อถึงริมตลิ่งจึงตักน้ำใส่ตุ่มจนเต็มแล้วสะพายหาบไป
แต่ทว่า...
เสียงน้ำกระเพื่อมอยู่อีกฝั่งของบึงบัว ห่างจากตรงนี้ไม่มากเท่าไหร่ แต่อาจเพราะความมืดเธอเลยเพ่งสายตาไม่ค่อยชัดนัก ผิวน้ำสั่นไหวพร้อมกับมีร่างหนึ่งที่โผล่พ้นน้ำออกมา เป็นเงาตะคุ่มร่างใหญ่โต ดูเหมือนจะเป็นผู้ชาย
ผีอย่างนั้นหรือ? เด็กสาวคิด
เธอไม่ได้กลัวเพราะการใช้ชีวิตกับครอบครัวที่บูชาผีเป็นเรื่องปรกตินั้นทำให้เธอค่อนข้างจิตแข็งพอสมควร ความมืดไม่อาจทำอะไรเธอได้ เด็กสาวหลบอยู่หลังต้นไม้ และแอบซุ่มมองว่าเงานั้นคือตัวอะไร
หากแต่เมื่อสายตาปรับกับความมืดได้ ร่างนั้นก็ชัดเจนขึ้น
นั่นคือร่างเปลือยเปล่าล้อนจ้อนของพ่อหมอไมยราฬ!
