บทที่ 29 EP 5/3 ถึงร้ายก็รัก
“ถูกใจละสิ หมั่นไส้! โอย…พูดมากแล้วคอแห้งจริงๆ” บ่นแล้วแลหาบริกรที่ยกแก้วเครื่องดื่ม แต่ไม่มีใครผ่านมาสักคน
“ฉันไปชนแก้วกับสาวๆ กลุ่มนั้นหน่อยดีกว่า”
“แล้วแต่…ฉันก็ว่าจะอ่อยผู้ชายอยู่แถวๆ นี้แหละ เผื่อฟลุกแม่มองไม่ทัน”
“ยุ!?”
“อะไร ฉันอ่อยบ้างทำเป็นมีปากมีเสียง”
“ก็เธอจะพูดออกมาทำไมล่ะ”
“ก็ปากฉันนี่ พี่ไม่อยากให้ฉันทำอย่างนั้นก็อยู่เป็นเพื่อนฉันสิ เนี่ย…หิวด้วย มีคนทำฉันเสียพลังงาน หิวมากๆ ตาลายเดี๋ยวเป็นลมพอดี”
แทนไทฟังแม่ตัวแสบเจื้อยแจ้วแล้วส่ายหัว สองขาออกเดินจากตรงนั้น
“พี่แทน! พูดขนาดนี้แล้วยังจะเดินหนีอีก!”
“จะไปหาอะไรมาให้กิน!”
“อ้อ…โอเคๆ พี่นี่น่ารักจริง ไปๆ ขอเค้กจานใหญ่ๆ นะคะพี่ขา น้องจะรอค่า...”
“เฮ้อ…อย่ามาทำเสียงแบบนั้นได้ปะ ขนลุกอะยุ” ร้องว่าแม่ตัวแสบที่ยืนยิ้มแป้นรออยู่ สงสัยว่าวันนี้จะไม่ได้สาวๆ ไปนอนกกแล้วล่ะ เพราะยัยตัวแสบนี่แท้ๆ เชียว ฮึ่ม!
แม้ปากจะครางฮึ่มๆ ขัดใจ แต่สองขาก็เดินหาของกินให้ยุริญดา จนสุดท้ายเค้กส้มชิ้นพอเหมาะในจานสวย ก็ถูกวางใส่มือแม่คนงาม อย่างที่เจ้าตัวต้องการ
...........
เมื่องานเลี้ยงจบลง สมาชิกบ้านไกรวัลย์ก็พากันเดินทางกลับ เฉกเช่นสมาชิกของบ้านหลังข้างๆ แทนไทต้องพยุงบิดาไปขึ้นรถด้วยว่าความเมาของท่านทำเอาเจ้าตัวเดินไม่ไหว
รถสามคันแล่นตามกันมาเรื่อยๆ กระทั่งเลี้ยวเข้าสู่รั้วบ้านสองหลังในเวลาไล่เลี่ยกัน
ชนะชัยกับยุภารวมถึงยุริญดา ต่างก้าวสู่ห้องส่วนตัวเพื่อพักผ่อน ผิดก็แต่ริษาที่ก้าวเข้าห้องเด็กชายสไมล์ที่ชั้นล่าง แทนที่จะก้าวเข้าห้องตัวเองที่อยู่ข้างกัน เธอเข้าไปในห้องของเด็กชาย สำรวจตรวจตราผ้าห่มบนตัวเจ้าหนู จัดการห่มผ้าให้ดีๆ ก่อนจะเพิ่มอุณหภูมิแอร์ในห้องขึ้นอีกนิดเพราะอากาศเย็นเกินไป แล้วค่อยกลับมาออกมา
งานของเธอเสร็จสิ้นแล้วในวันนี้ พอๆ กับสังขารของเธอที่อ่อนแรงเต็มที ไม่รู้ว่าเมาหรือเพลีย แต่ตอนนี้เธออยากทิ้งกายลงบนเตียงเป็นที่สุด เธอรีบอาบน้ำเตรียมตัวเข้านอน แต่ว่าจู่ๆ ประตูที่ล็อกไว้ก็ถูกไขเข้ามา
ภากรในชุดนอนยืนตีหน้ามึนอยู่ตรงนั้น ก่อนที่เขาจะปิดประตูแล้วล็อกมันอีกรอบหนึ่ง
“คุณบ้าไปแล้วแน่ๆ ลงมานี่ทำไม เดี๋ยวแม่คุณก็สงสัยหรอก”
“เข้านอนกันหมดแล้วน่า” ตอบหล่อนขณะเดินเข้าหา
“แล้วไงคะ มีอะไร จะเอาอะไร ริษาก็ง่วงเหมือนกันนะ”
หมับ!
คนถามได้หุบปากฉับเมื่อมืออุ่นๆ ของเขาวางทาบลงมาที่หน้าผาก
“ตัวร้อนนี่นา กินยาหรือยัง”
“แค่ตัวรุมๆ นอนพักก็คงหาย”
“แล้วถ้าไม่หายล่ะ”
พอเข้าย้อนอย่างนั้น ริษาก็ได้พ่นลมหายใจทิ้ง เธอเปิดลิ้นชักหยิบขวดยามาเปิด หย่อนยาเม็ดสีขาวเข้าปากไปเม็ดหนึ่งแล้วดื่มน้ำตามไปหลายอึก
“ดี…นอนได้ละ นอนสิ”
“คุณกลับห้องไปได้แล้ว จะลงมาทำไมก็ไม่รู้”
“บ้านฉันน่า พูดมากจริง ขยับสิ”
“ขยับอะไร”
“จะนอนด้วย”
“คุณกร? ฟูกมันสามฟุตครึ่ง”
“แล้วไง นอนไม่ได้เหรอ” ย้อนถามแล้วเลิกผ้านวมของหล่อนขึ้น ก่อนจะสอดกายเข้าไป
ริษาคร้านจะเถียง แย่งเตียงไม่พอ แย่งหมอนเธออีก
“มานี่” เขาสั่งพลางดึงร่างหล่อนมานอนหนุนแขนกัน และพอทำอย่างนั้น เขาก็สามารถกอดหล่อนได้ง่ายๆ ยามได้โอบกอดคนตัวนุ่มอย่างริษา มันรู้สึกดีจริงๆ นะ
“ปล่อยนะคุณกร อึดอัด” เธอร้องขอ เขายอมคลายอ้อมแขน แต่ยังกอดอยู่ “ต่างคนต่างนอนได้ไหม หายใจไม่ออก”
“ถ้าพูดว่าหายใจไม่ออกอีกที ฉันจะผายปอดให้เธอด้วยปากฉัน”
“โอ…อยู่ๆ ก็หายใจโล่งขึ้นมาเลย นอนดีกว่าเนอะ นอนๆๆ”
ภากรลอบยิ้มยามเห็นท่าทีแม่ตัวแสบ เห็นเงียบๆ นิ่งๆ บทเจ้าเล่ห์ขึ้นมาก็เหลือร้ายเช่นกัน เขากอดกระชับคนในอ้อมแขนให้แน่นขึ้น ทั้งจุมพิตกระหม่อมบางอย่างเอ็นดู เส้นผมหล่อนยังชื้นอยู่ เขาใช้ปลายนิ้วสางผมให้แผ่บนหมอนที่หล่อนหนุนนอน
“ทำอะไรคะ”
“ผมมันชื้น”
“โอย…ไม่เอา…จะนอน” บอกเขาอย่างรำคาญใจ
“ก็ไม่ได้ ‘เอา’ ซะหน่อย สางผมต่างหาก”
“เอ๊ะ คุณนี่?”
“ชู่ว์…นอนได้แล้วน่า นอนๆๆ”
ภากรสั่งเป็นหนสุดท้าย แต่มือข้างหนึ่งยังมิวายสางผมให้คนในอ้อมแขน เขาทำอยู่อย่างนั้น จากที่ได้ยินเสียงบ่น ก็ค่อยๆ เงียบลง จนสุดท้ายริษาก็เข้าสู่ห้วงนิทรา
“หลับจนได้แฮะ สงสัยจะง่วงจริงๆ” พูดกับคนที่หลับใหล ก่อนจะพาตัวเองเข้าสู่ห้วงนิทราไปด้วยอีกคน
..........
สามสี่วันให้หลัง บ้านไกรวัลย์
ยุภามองกระเป๋าแบรนด์เนมใบหรูที่อยู่ตรงหน้าด้วยความตกตะลึง มันช่างงามนัก รุ่นใหม่แบบที่ในเมืองไทยอาจยังไม่มีใครได้เป็นเจ้าของ ใจก็อยากได้ละนะ แต่ว่า…
“จะติดสินบนฉันรึพี่มัท” ถามคนตรงหน้าไปตรงๆ เพราะราคากระเป๋ามันไม่ใช่น้อยๆ
“ของฝากหรอกน่า ไม่ได้เจอกันตั้งนานนี่นา”
“แบบนี้มันก็เกินไป พ่อตากรรู้เข้า บ่นฉันหูชาแน่”
“ก็ไม่ต้องบอกสิ” มัทรีเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม เลื่อนกระเป๋าใบงามไปให้สหายผู้มีมิตรไมตรี ด้วยรู้ดีว่าตอนที่เธอไม่อยู่ แทนไทต้องมาขลุกอยู่ที่นี่แน่ๆ
“ยังไงก็…ขอบคุณนะยุภา ที่ช่วยดูแลลูกชายแทนพี่”
“เด็กๆ เขาดูแลตัวเองน่า พ่อแม่อย่างเรามีหน้าที่แค่อำนวยความสะดวกนั่นแหละ”
“พี่เกรงใจมากเลยรู้ไหม ทั้งรู้สึกผิดที่แม่แท้ๆ อย่างพี่ไม่ได้มาดูแลลูกอย่างที่ควรทำ”
“เราเป็นเจ้าของทุกอย่างไม่ได้นี่นา พี่ทำดีที่สุดแล้ว แล้วนี่บินมาทำธุระเหรอ”
