บทที่ 4 พ่อลูกตระกูลเหลืองอังกูรเยาะเย้ย

“พ่อคะ คืนนี้นาราจะกลับมาจริงๆ เหรอคะ” อลิซาวิ่งพรวดเข้ามาในห้องนั่งเล่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย

“อืม ไปตายข้างนอกนั่นซะได้ก็ดี!” พิชัยพูดลอดไรฟัน

“พ่อคะ นาราคนนั้นหายไปตั้งห้าปีไม่กลับมาเลย สงสัยวุฒิปริญญาตรีคงยังเรียนไม่จบด้วยซ้ำ อยู่ข้างนอกต่อไปไม่ไหวแล้ว ก็เลยกลับมาเกาะพ่อแม่กินที่บ้านสินะคะ!” อลิซายกยิ้มมุมปากอย่างดูแคลน ในแววตาเต็มไปด้วยความท้าทาย

“ถ้ามันกล้า บ้านหลังนี้ฉันเป็นคนตัดสินใจ ส่วนแม่ของเธอก็ยังอยู่ในกำมือของฉัน” พิชัยพูดต่อ

อลิซาหันหลังกลับ ก้าวขึ้นบันไดไปอย่างรวดเร็ว ชายกระโปรงพลิ้วไหว ทิ้งท้ายคำพูดที่ไม่ยอมแพ้ไว้ว่า “หึ ฉันล่ะอยากจะเห็นนักว่าเธอจะหน้าด้านกลับมาได้ยังไง เรื่องเมื่อตอนนั้นสร้างความเดือดร้อนให้ที่บ้านไว้ขนาดไหน”

นารานั่งอยู่ในรถแท็กซี่คันหนึ่ง กำลังเล่า “ภารกิจลับ” ของคืนนี้ให้ลูกชายฟังด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน เจ้าตัวเล็กตาเป็นประกาย พยักหน้าหงึก ๆ

ณ บ้านตระกูลเหลืองอังกูร งานเลี้ยงอาหารค่ำของครอบครัวภายใต้ความมืดมิดของยามค่ำคืน คลื่นใต้น้ำกำลังก่อตัวอย่างรุนแรง ในใจของทุกคนต่างซ่อนแผนการที่ไม่มีใครล่วงรู้เอาไว้

ในขณะนี้ สมหญิงยืนรออยู่หน้าประตูนานแล้ว แววตาเต็มไปด้วยความปรารถนาและความกังวลใจจากการรอคอยการกลับมาของลูกสาว รถแท็กซี่ค่อย ๆ จอดลง เธอแทบจะพุ่งเข้าไปหา ในจังหวะที่ประตูรถเปิดออก ภาพของนาราที่จูงมือเด็กชายตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งก็ปรากฏสู่สายตา สมหญิงถึงกับตกตะลึงอ้าปากค้าง

“นี่... นี่มันเรื่องอะไรกัน” สมหญิงตกใจ ทำไมข้าง ๆ ลูกสาวถึงมีเด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ เพิ่มมาคนหนึ่งได้

นารามองหน้าแม่ของเธอ เวลาห้าปีได้ทิ้งร่องรอยไว้บนใบหน้าของท่าน และมันก็ทำให้ความแค้นในใจของเธอจางลงไปบ้าง

"แม่คะ หนูกลับมาแล้ว" เธอพูดอย่างอ่อนโยน พลางจูงเด็กชายไปอยู่ตรงหน้าแม่ของเธอ "จอร์น เรียกคุณยายสิลูก"

“คุณยายครับ!” เสียงเล็ก ๆ ใส ๆ ของจอร์นทำให้หัวใจของสมหญิงละลายในทันที

สมหญิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจในทันที เธอเบิกตากว้างมองไปที่นารา “นี่... คือหลานยายเหรอ ลูก... ไปแต่งงานตอนไหนกัน”

“ค่ะแม่ เขาชื่อจอร์น เป็นลูกชายของหนู อายุสามขวบแล้วค่ะ” นาราจงใจบอกอายุของลูกให้น้อยกว่าความเป็นจริง เพื่อป้องกันไม่ให้อลิซาคิดแผนร้าย

นอกจากความตกใจแล้ว สมหญิงก็ไม่อาจปิดบังความรักใคร่เอ็นดูที่ฉายชัดในแววตาได้ เด็กคนนี้ ช่างน่ารักน่าเอ็นดูอะไรอย่างนี้!

“แล้วพ่อของเด็กล่ะลูก” สมหญิงรีบถาม

“เขาทำงานอยู่ต่างประเทศค่ะ พอดีครั้งนี้หนูกลับมาร่วมงานอีเวนต์งานหนึ่ง ก็เลยถือโอกาสพาเขามาเยี่ยมแม่ด้วย” นาราบอกปัดไปง่าย ๆ

ขอบตาของสมหญิงแดงก่ำ ความรู้สึกผิดและความรักเอ็นดูผสมปนเปกัน “นารา แม่ขอโทษนะลูก ต่อไปนี้แม่จะชดเชยให้ลูกกับจอร์นเป็นสองเท่าเลย”

เธอโอบกอดหลานชายไว้แน่น ร่างกายที่แน่นปั้กและเครื่องหน้าที่งดงามราวกับแกะสลักของเจ้าตัวเล็ก ทำให้เธออดไม่ได้ที่จะชื่นชม นี่คือเด็กที่น่ารักที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา

“แม่คะ เราเป็นครอบครัวเดียวกัน อย่าพูดแบบนี้เลยค่ะ” นารายิ้มพลางปลอบโยนแม่ของเธอ

“เด็กคนนี้... ลูกใคร” น้ำเสียงของพิชัยเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ สายตาของเขากวาดมองนาราตั้งแต่หัวจรดเท้า

นารายิ้มบางๆ รอยยิ้มนั้นดูเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยพลังที่ไม่อาจมองข้าม เธอค่อย ๆ เผยอริมฝีปาก “ลุงพิชัย ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ” น้ำเสียงของเธอราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ แต่กลับซ่อนความตั้งใจที่หนักแน่นดั่งหินผาเอาไว้

“นารา ห้าปีแล้วนะ พอกลับมาคราวนี้ ก็มอบ ‘ของขวัญสุดเซอร์ไพรส์’ ชิ้นใหญ่ให้ลุงเลยเหรอ” พิชัยรีบเก็บอารมณ์อย่างรวดเร็ว ใบหน้าแสร้งยิ้ม

เขาคิดในใจว่าจะสั่งสอนแขกที่ไม่ได้รับเชิญคนนี้ให้รู้สำนึกได้อย่างไรดี

สมหญิงเห็นท่าไม่ดีจึงรีบชิงพูดขึ้น ในแววตามีประกายแห่งความระแวดระวังแวบผ่าน “พ่อของเด็กเขายุ่งเรื่องงานที่ต่างประเทศ เลยกลับมาด้วยกันไม่ได้ค่ะ” เธอพยายามจะเปลี่ยนเรื่องเพื่อหลีกเลี่ยงความน่าอึดอัด

พิชัยรู้ดีอยู่แก่ใจ มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะหยัน “การเป็นแม่คนมันไม่ง่ายเลยนะ นารา ทีนี้เธอก็คงจะเข้าใจความลำบากของพวกเราในตอนนั้นแล้วสินะ” รอยยิ้มจอมปลอมนั้นราวกับสวมหน้ากาก ชวนให้รู้สึกรังเกียจยิ่งนัก

ในตอนนั้นเอง หนูน้อยจอร์นก็กระพริบตาปริบ ๆ แล้วถามขึ้นด้วยเสียงเล็ก ๆ ว่า “หม่ามี้ครับ คุณยายครับ คุณลุงแก่ ๆ คนนี้เป็นใครเหรอครับ” เขาจงใจเน้นคำว่า คุณลุงแก่ ๆ เป็นพิเศษ เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้รู้สึกดีกับ คุณตาที่เพิ่งเคยเจอหน้ากันครั้งแรกคนนี้เลย

“คุณลุงแก่อะไรกัน ฉันเป็นคุณตาของแกนะ!” แม้ในใจพิชัยจะไม่พอใจ แต่ก็ยังแสร้งทำเป็นใจเย็น

“คุณตาเหรอครับ หม่ามี้บอกว่าคุณตาไปอยู่บนสวรรค์แล้วนี่ครับ” คำพูดไร้เดียงสาของเจ้าตัวเล็กแต่กลับแทงใจดำ ทำให้บรรยากาศเย็นเยือกไปในทันที

“ดูสิ นารา นี่เหรอเด็กที่เธอสอนมา ไม่มีมารยาทเอาซะเลย” พิชัยแสร้งทำเป็นประหลาดใจ แววตาเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน

น้ำเสียงของนาราเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง แฝงไปด้วยความเด็ดขาดที่ไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้ง “มีมารยาทหรือไม่มี เดี๋ยวหนูสอนเขาเองค่ะ ไม่ต้องรบกวนลุงพิชัยให้ลำบาก” พลังอำนาจที่แผ่ออกมาจากตัวเธอ กดดันบารมีของพิชัยให้หดหายไปในทันที

สมหญิงถอนหายใจเบา ๆ เหลือบมองพิชัยแวบหนึ่งอย่างเงียบ ๆ แล้วพูดเสียงเบาว่า “ห้าปีแล้วนะ กว่านารากับลูกจะได้กลับบ้านสักที คุณก็อย่าพูดอะไรแบบนี้อีกเลย”

ในตอนนั้นเองก็มีเสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังมาจากบันได อลิซาชะโงกหน้าออกมา เมื่อเห็นเจ้าตัวเล็กในอ้อมแขนของสมหญิง ในแววตาก็ฉายแววสงสัยใคร่รู้ “อ้าว เจ้าหนูนี่มาจากไหนกัน น่ารักดีนี่” น้ำเสียงของเธอเจือไปด้วยความขบขัน

พิชัยตอบอย่างหัวเสีย “น้องสาวแกแอบไปมีลูกที่ต่างประเทศ พอใจรึยังล่ะ”

พอได้ยินดังนั้น สีหน้าของอลิซาก็เปลี่ยนไปทันที เธอรีบวิ่งลงมาอย่างรวดเร็ว ชี้หน้าไปที่นารา “นารา แกคงไม่ได้โดนผู้ชายสารเลวที่ไหนหลอกมาหรอกนะ เด็กคนนี้ คงไม่ได้กะจะเอามาให้พวกเราเลี้ยงหรอกนะ”

สมหญิงหน้าเครียดลง หันไปมองพิชัย แล้วอธิบายอย่างจนใจว่า “อลิซา ทำไมพูดแบบนั้นล่ะลูก เด็กเขามีพ่อนะ เพียงแต่พ่อเขาทำงานยุ่งอยู่ที่ต่างประเทศ เลยกลับมาด้วยกันไม่ได้”

อลิซาแค่นเสียงหึ แล้วพูดท้าทายต่อว่า “ป้าสมหญิง ป้าก็เชื่อคำพูดเหลวไหลของมันสินะ แล้วรูปพ่อของเด็กล่ะ เอาออกมาให้พวกเราดูหน่อยสิ!”

“ใช่ รูปถ่ายล่ะ เอาออกมาพิสูจน์สิ” พิชัยพูดเสริมขึ้น สองพ่อลูกประสานเสียงกันเป็นอย่างดี หวังจะทำให้นาราต้องอับอาย

อลิซาฉวยโอกาสเข้าไปใกล้นารา กดเสียงให้ต่ำลง คำพูดเต็มไปด้วยการยั่วยุ “ผู้หญิงอย่างแก สงสัยว่าลูกของแกคงจะเกิดจากการไปเป็นเมียน้อยให้คนอื่นเขาล่ะสิ...” ยังไม่ทันจะพูดจบ นาราก็ตวัดสายตาคมกริบมองมา ทำเอาเธอต้องกลืนคำพูดครึ่งหลังกลับลงคอไป

สมหญิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ เธอไม่มีปากมีเสียงอะไรในบ้านหลังนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ตอนนี้จึงทำได้เพียงจูงมือหลานชาย ค่อยๆ เดินออกไปนอกประตู ทิ้งไว้เพียงความอึดอัดและความเงียบงันทั่วทั้งห้อง

สายตาของนาราเย็นเยียบดุจลมหนาว มุมปากของเธอยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน ก่อนจะเอ่ยออกมาว่า “แล้วมันกงการอะไรของเธอ”

เวลาห้าปีที่ผ่านไป ไม่เพียงแต่ไม่ได้ทิ้งร่องรอยแห่งวัยไว้บนตัวของนารา แต่กลับเพิ่มเสน่ห์ของความเป็นผู้ใหญ่ให้กับเธอมากขึ้น

ไฟริษยาในใจของอลิซาแทบจะทำให้เธอเสียสติ ตั้งแต่เล็กจนโตเธอต้องเติบโตอยู่ภายใต้เงาของน้องสาวมาตลอด มาตอนนี้กลับยิ่งถูกบดขยี้ในทุก ๆ ด้าน ในใจของเธอจึงไม่ยอมรับ

พิชัยเห็นดังนั้นจึงฉวยโอกาสโจมตี น้ำเสียงแฝงไปด้วยความเชือดเฉือน “นารา กลับมาคราวนี้คิดจะทำอะไร ในตระกูลเหลืองอังกูรไม่มีที่สำหรับเธออีกต่อไปแล้ว!”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป