บทที่ 2 ว่าที่เจ้าสาว 2
“เอาน่าอย่าบ่นไปหน่อยเราไปหาอะไรกินกันดีกว่าอัยย์อยากกินชาบู” ไอรดาพยายามเปลี่ยนเรื่อง เธอรู้ดีว่าสริตาเป็นห่วง แต่ตอนนี้เธอหิวจนตาลายแล้ว
“จะมาอยากกินอะไรกันตอนนี้ ริตาว่าอัยย์ควรกินอะไรที่มันเบาๆ เดี๋ยวชุดแต่งงานใส่ไม่ได้จะหาว่าริตาไม่เตือนนะ” สริตาเตือนเพราะไม่อยากให้เพื่อนรักต้องมานั่งกังวลเรื่องชุดแต่งงานในวันสำคัญ
“ใส่ไม่ได้ก็ขยายไซซ์เอาสิ ง่ายจะตาย” ไอรดายักไหล่อย่างมาใส่ใจเท่าไหร่เพราะเรื่องแค่นี้ไม่น่าจะเป็นปัญหาใหญ่อะไร
“เบื่อที่จะพูดกับคนเห็นแก่กินแล้ว ริตาว่าคืนนี้อัยย์กินได้แค่สลัดกับผลไม้เท่านั้นแหละ”
“แค่นั้นมันจะอิ่มที่ไหนล่ะ ขอแซนด์วิชอีกชิ้นได้ไหม”
ว่าที่เจ้าสาวโอดครวญเพราะสองวันมานี้เธอใช้พลังงานไปมากกว่าปกติ ทั้งออกตรวจที่แผนกผู้ป่วยนอก ราวน์คนไข้ที่แผนกผู้ป่วยในและยังต้องเข้าเวรคอยรับเด็กจากห้องคลอด และเมื่อคืนเหมือนจะเป็นฤกษ์ดีเพราะเธอรับเด็กจากการผ่าคลอดไปถึง 4 คนซึ่งเด็กๆ พวกนั้นก็อาจจะกลายมาเป็นคนไข้ของเธอ ทั้งในเวลารับวัคซีนและเวลาเจ็บป่วย เนื่องจากผู้ปกครองส่วนใหญ่ก็อยากให้ลูกของตนเองได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องจากคุณหมอที่ดูแลในวันแรกที่พวกเขาลืมตาขึ้นมา
“ให้ครึ่งชิ้นจ้ะ” สริตาไม่ยอมใจอ่อน เธอรู้ดีว่าต้องใจแข็งเพื่อประโยชน์ของเพื่อนรัก เพราะกลัวว่าเพื่อนจะพุงป่องเวลาใส่ชุดเจ้าสาว แล้วคนจะเอาไปนินทาว่าเจ้าสาวป่องก่อนแต่งงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่เธอไม่อยากให้เกิดขึ้นกับเพื่อนสนิทของเธอเลยแม้แต่น้อย
“โอยยย ริตาใจร้าย”
“ไม่ต้องมาบ่นเลย รีบกลับกันได้แล้ว พรุ่งนี้ริตามีเคสแต่เช้า”
“อ้าว ไหนว่าจะไปขัดตัวกัน”
“มีเคสผ่าคลอดน่ะ ถ้าเสร็จเร็วจะตามไปที่ร้าน ว่าแต่เพื่อนคนอื่นได้รับชุดกันครบแล้วใช่ไหม” สริตาอธิบาย เธอมีเคสผ่าคลอดที่ต้องดูแลในตอนเช้า แต่ก็ยังคงห่วงเรื่องชุดของเพื่อนเจ้าสาวคนอื่นๆ
“ทางร้านส่งให้ครบแล้ว อัยย์ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมจะต้องจัดงานให้มันวุ่นวายด้วย” เธอรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับความวุ่นวายของการเตรียมงานแต่งงาน
“คำถามนี้ริตาว่าอัยย์เก็บไปถามคุณยายนวลแขดีกว่าไหม”
“ถ้าถามได้อัยย์ถามไปแล้วสิ ริตาก็รู้ว่าอัยย์ไม่กล้าขัดใจคุณยาย” เธอไม่เคยกล้าขัดใจคุณยายนวลแขเลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะคุณยายนวลแขเป็นผู้ที่เลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากบิดามารดาของเธอนั้นประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตตั้งแต่เธอยังแบเบาะ ทำให้คุณยายนวลแขเป็นเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเธอ
เพราะฉะนั้นไม่ว่าคุณยายนวลแขจะพูดหรือจะบอกให้เธอทำอะไร ไอรดาก็ยอมทำตามทุกอย่าง รวมถึงการแต่งงานครั้งนี้ด้วย
ไอรดากับอติรุจน์รู้จักกันมานานเพราะทั้งสองครอบครัวนั้นสนิทสนมกันมาตั้งแต่รุ่นคุณทวด ความผูกพันของสองตระกูลมีมาหลายชั่วอายุคนแต่เธอกับชายหนุ่มไม่ได้สนิทกันมากเท่าไหร่ เนื่องจากไอรดานั้นทุ่มเทให้กับการเรียนอย่างหนักในขณะที่เขาก็เอาแต่ทำงาน แต่หลังจากหญิงสาวเรียนจบแพทย์ครอบครัวทั้งสองฝ่ายก็เริ่มคุยกันถึงเรื่องแต่งงาน เพื่อสานสัมพันธ์ของสองตระกูลให้แน่นแฟ้นมากขึ้น
หญิงสาวไม่ได้คัดค้าดการแต่งงานในครั้งนี้ แต่ก็ไม่ได้เห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์เธอบอกกับคุณยายนวลแขว่าเธอยังต้องใช้ทุนอีกถึงสามปีแล้วจากนั้นก็จะขอเรียนต่อเฉพาะทาง ถ้าเรียนจบแล้วอติรุจน์ยังไม่มีใครเธอก็จะยอมตกลงแต่งงานด้วย
แต่ไอรดาก็พลาดอย่างหนักเมื่อคุณยายช่วยร่นเวลาให้ด้วยจ่ายเงินคืนให้กับรัฐบาลเพื่อลดเวลาการเป็นแพทย์ใช้ทุนและยังเป็นคนออกเงินค่าเรียนเฉพาะทางให้เธออีกด้วย ทำให้เธอไม่มีข้ออ้างใดๆ ที่จะปฏิเสธการแต่งงานครั้งนี้ได้อีกต่อไป เธอรู้สึกเหมือนถูกต้อนจนมุม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคุณยายทำไปเพราะรักและหวังดีกับเธอ
ระหว่างที่หญิงสาวไปต่อเฉพาะทางที่อเมริกา อติรุจน์ก็มักจะแวะไปหาเธอที่นั่นอยู่บ่อยครั้ง ความสัมพันธ์ของเธอกับเขาเริ่มพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ เธอได้พูดคุยปรึกษาหารือกับชายหนุ่มได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว หรือเรื่องอนาคต เขากลายเป็นผู้รับฟังที่ดีมาโดยตลอด เป็นที่พึ่งทางใจให้เธอได้เสมอ
และพอเธอเรียนจบกลับมาทำงานได้สามเดือน การแต่งงานจึงถูกกำหนดขึ้นด้วยความเต็มใจของทั้งสองคน ไม่ใช่เพียงเพราะความต้องการของผู้ใหญ่ แต่เป็นเพราะความรักและความเข้าใจที่ก่อตัวขึ้นระหว่างพวกเขา
ระยะเวลา 3 ปีที่ได้รู้จักกับอติรุจน์ ชายหนุ่มไม่เคยทำให้เธอลำบากใจเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าเธอจะขึ้นเวรจนไม่มีเวลาให้เขา แต่อติรุจน์ก็ไม่เคยปริปากบ่น หนำซ้ำเขายังคอยสนับสนุนและเป็นกันชนที่ดีระหว่างเธอกับคุณยาย ซึ่งบางครั้งก็ทะเลาะกันเรื่องที่หญิงสาวเอาแต่ทำงานจนไม่มีเวลาพักผ่อน เขาเป็นเหมือนกับหลุมหลบภัยของเธอ เป็นที่พึ่งพิงทางใจที่มั่นคง เพราะทุกครั้งที่มีปัญหา ชายหนุ่มจะอยู่เคียงข้างและจับมือเธอไว้เสมอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาก็พร้อมที่จะเผชิญหน้าไปกับเธอ เธอรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่ได้เจอผู้ชายที่แสนดีอย่างอติรุจน์
