บทที่ 14 14

14

หลังอิ่มท้องเรียบร้อยหญิงสาวก็เดินกลับเข้าไปยังคอนโดฯ กดลิฟต์ขึ้นไปยังห้องที่เคยอยู่ร่วมกันกับอรุณรัศมีเมื่อครั้งเรียนมหาวิทยาลัย ครั้นเปิดประตูเข้าไป จู่ๆ ก็รู้สึกถึงความเหงาที่เกาะกินหัวใจของเธอฉับพลันอย่างที่ไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน ทั้งๆ ที่หนึ่งปีที่ผ่านมาเธอก็อยู่คนเดียวมาโดยตลอด ไม่รู้ว่าทำไมจะมาเหงาอะไรกันตอนนี้ ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน

เมื่ออาบน้ำชำระร่างกายจนสดชื่นขึ้นแล้ว หญิงสาวก็คว้าโทรศัพท์มือถือแล้วเปิดประตูออกไปยืนตรงระเบียง ซึ่งเป็นที่ที่ตัวเองใช้เวลาว่างหลังเลิกงานบ้าง วันหยุดบ้าง จัดสวนเล็กๆ ปลูกต้นไม้จำพวกพลูด่าง หมากเขียว กวักมรกต ต้นเฟิร์น เอาไว้มุมด้านหนึ่งมีชุดเก้าอี้สีดำขนาดกะทัดรัดวางไว้สำหรับนั่งดื่มกาแฟและอ่านหนังสือ

ร่างบอบบางทรุดนั่งบนเก้าอี้แล้วเอนกายแหงนมองท้องฟ้ายามค่ำคืน ที่คืนนี้แม้แต่ดวงดาวก็ยังหาดูได้ยาก อากาศดูอึมครึมคล้ายฝนจะตก อีกทั้งความเหงาก็ยังคงจู่โจมเข้าสู่หัวใจไม่หยุดหย่อน หรือเป็นเพราะเรื่องในวันนี้ที่คอยรบกวนจิตใจของเธอให้สับสนวุ่นวาย สายลมด้านนอกเริ่มพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ และเป็นไปตามที่คิด ไม่นานสายฝนก็พร่างพรมลงมาและค่อยๆ หนักขึ้น จนแทบจะกลบแสงสียามค่ำคืนของเมืองหลวงไว้หมด ทว่ากลับทำให้ความรู้สึกเหงาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ค่อยบรรเทาและผ่อนคลายลงได้อย่างน่าประหลาด

บุษบามินตรากดโทรศัพท์ในมือหาญาติสาวอย่างที่ตั้งใจ หลังรอสายเรียกแค่ครั้งเดียวเสียงใสๆ ก็ดังขึ้นราวกับอีกฝ่ายรออยู่

“นุช แกนี่ใจเดียวกับฉันเลยนะ กำลังจะกดหาแกอยู่พอดี วันนี้ได้ยินอานิ่มบ่นถึงอยู่ บอกว่าแกไม่โทร.หาหลายวันแล้ว

“หลายวันที่ไหนกันเล่า เพิ่งโทร.คุยกันเมื่อวานซืนนี่เอง เอ้อ...น้ำ ฉันมีเรื่องด่วนจะคุยกับแก” บุษบามินตราตอบน้ำเสียงสดใส พอได้ยินเสียงญาติสาวความรู้สึกคิดถึงบ้านก็จู่โจมขึ้นมาอีกระลอก

“แกมีเรื่องอะไรจะคุยกับฉันเหรอ”

น้ำเสียงร้อนรนของคนในสายทำให้คนโทร.ไปหายิ้มนิดหนึ่งก่อนจะเฉลย

“พี่ต้นให้ฉันถามแกว่าตกลงจะเอายังไง จะมาทำงานกับพี่ต้นหรือเปล่า แต่ใจฉันอยากให้แกขึ้นมานะน้ำ คิดถึงแกจะแย่อยู่แล้ว ปล่อยให้ฉันอยู่คนเดียวมาตั้งปีแล้วนะ ไม่ห่วงฉันบ้างหรือไง”

คำพูดยืดยาวดังกล่าวทำให้คนในสายหัวเราะร่วนออกมา

“จะคิดถึงอะไรกันนักหนา โทร.คุยกันเกือบทุกวัน ว่าแต่ที่นั่นฝนตกเหรอนุช”

“อืม...ฝนกำลังตกหนัก แล้วแกไม่ต้องมาพูดโยกโย้เลยนะน้ำ บอกมาเลยว่าจะเอายังไง”

เสียงจากปลายสายเงียบไปครู่ใหญ่ คิดว่าเจ้าตัวคงกำลังตัดสินใจอยู่ บุษบามินตราคอยอยู่ไม่นานก็ได้คำตอบ

“ตกลง ฉันจะไปอยู่กับแกและทำงานกับพี่ต้น”

“นั่นแหละคือสิ่งที่ฉันกำลังรอฟังอยู่ ฉันดีใจมากเลยนะน้ำที่แกตัดสินใจแบบนี้ เดี๋ยวฉันจะขับรถไปรับแกด้วยตัวเอง”

บุษบามินตราพูดด้วยน้ำเสียงดีอกดีใจ แล้วคืนนั้นคนที่ก่อนหน้านี้เคยรู้สึกเหงาจับใจก็นอนหลับอย่างสบาย เพราะรู้ว่าอีกไม่กี่วันจะไม่เกิดความรู้สึกเช่นนี้อีกแล้ว

สวนดำรงศักดิ์ จังหวัดจันทบุรี

“เฮ้อ ทำไมวันนี้ถึงได้ร้อนอบอ้าวนักนะ อากาศแบบนี้เดี๋ยวฝนตกแน่นอน”

เสียงบ่นพึมพำดังมาจากหญิงสาวร่างสูงโปร่ง หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ดวงตากลมดำวาวระยับ พลางแหงนขึ้นมองท้องฟ้า และก็เป็นไปตามที่บ่น เพราะไม่นานฝนก็เทลงมาอย่างหนักพร้อมกับเสียงฟ้าร้องครืนๆ

“น้ำ ขึ้นบ้านมากินข้าวได้แล้ว”

เสียงเรียกดังกล่าวทำเอาคนกำลังเพลิดเพลินกับการจ้องมองสายฝนถึงกับกับสะดุ้งเฮือก นึกขำว่าขนาดเสียงของฝนที่กำลังตกกระหน่ำรวมทั้งเสียงของฟ้าที่ร้องอยู่ครืนครันก็ไม่ใช่ดังค่อยๆ แต่ก็ยังต้องพ่ายแพ้ต่อเสียงตะเบ็งของผู้เป็นยาย

“จ้ะยาย” อรุณรัศมีขานรับเสียงดังไม่แพ้กัน เด้งตัวลุกขึ้นจากเปลที่นอนเอ้อระเหยอยู่ใต้ถุนบ้าน แล้วเดินขึ้นบันไดเข้าไปในครัว ตรงไปยังโต๊ะกินข้าวที่นางนวลปรางกับอารยานั่งรอกินข้าวอยู่

“ไปเผลอนอนหลับมาอีกละสิท่า” หญิงชราเอ่ยถาม มองเด็กหญิงที่นางเลี้ยงมาแต่เล็กแต่น้อย ซึ่งตอนนี้เติบโตเป็นหญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราอย่างรักใคร่

“ไม่ได้หลับหรอกจ้ะยาย แค่คิดอะไรเพลินๆ เท่านั้น” หญิงสาวตอบพลางยิ้มตาใสก่อนทรุดลงนั่งข้างๆ

“แล้วตัดสินใจเรื่องที่จะไปทำงานกับยายนุชที่กรุงเทพฯ แล้วหรือยัง” นางนวลปรางถามหลานสาวนอกไส้ด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“อาคิดว่าน้ำควรไปทำงานตามที่ได้เรียนจบมานะ จะได้อยู่เป็นเพื่อนนุชด้วย เป็นผู้หญิงอยู่ตัวคนเดียวน่าเป็นห่วง กว่าตาหนึ่งจะกลับจากญี่ปุ่นก็อีกตั้งหลายเดือน”

อารยาเอ่ยสนับสนุน เพราะเป็นห่วงลูกสาวคนเดียวด้วยอีกเหตุผลหนึ่ง วันนี้เจ้าตัวก็เพิ่งโทร.มาโอดครวญว่าคิดถึง ทำให้อดปลื้มปริ่มไม่ได้ เพราะเธอเองก็ไม่ได้รู้สึกแตกต่างกัน แล้วก็ย้อนนึกไปเมื่อหลายปีก่อน

หลังบุษบามินตราและอรุณรัศมีเรียนจบมัธยมปลายจากโรงเรียนประจำจังหวัด ก็สอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐได้ทั้งคู่ อารยาจึงซื้อคอนโดฯ ขนาดกลางให้ทั้งคู่อยู่ด้วยกันที่กรุงเทพฯ โดยมีอติรัตน์ลูกของผู้เป็นพี่ชายซึ่งทำงานอยู่รัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งคอยดูแล แต่เวลานี้เจ้าตัวไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่นอีกหลายเดือนกว่าจะกลับ

“น้ำตัดสินใจแล้วจ้ะยาย อานิ่ม ว่าจะไปอยู่กรุงเทพฯ และทำงานที่เดียวกับนุช” หลานสาวตอบโดยไม่มีการลังเลเหมือนที่ผ่านมา

หลังจากเรียนจบจากมหาวิทยาลัย อรุณรัศมีก็ขอกลับมาอยู่บ้านสวน ทั้งที่คนในบ้านไม่มีใครเห็นด้วยเลยสักคน ซ้ำยังไล่ให้กลับไปทำงานในกรุงเทพฯ อยู่บ่อยครั้ง แต่หญิงสาวปฏิเสธหัวชนฝาไม่ยอมไปท่าเดียว จนทุกคนพากันระอาในความดื้อดึง

เหตุผลลึกๆ ที่เธอไม่ยอมไปทำงานเพราะอยากกลับมาช่วยดูแลคนในบ้าน ซึ่งเป็นคนเลี้ยงดูเธอมาจนเติบใหญ่

“ยายน่ะเห็นด้วยตั้งแต่แรกแล้ว อุตส่าห์ร่ำเรียนมาจนจบมหาวิทยาลัย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แล้วจู่ๆ บอกจะมาทำสวน สู้เอาวิชาความรู้ที่มีไปทำประโยชน์อย่างอื่นไม่ดีกว่าหรือไง”

นางนวลปรางเอ่ยเสียงเข้มมองหญิงสาวที่นางรักประดุจหลานสาวในไส้นิ่งๆ อย่างพินิจพิเคราะห์ แล้วจึงพูดโพล่งออกไปราวกับเข้าไปนั่งอยู่ในใจของอีกฝ่าย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป