บทที่ 15 15
15
“คิดว่ายายไม่รู้หรือไงว่าทำไมเราถึงไม่ยอมไปทำงานกรุงเทพฯ ยายน้ำ ไม่ต้องมาห่วงคนแก่ในบ้านนี้หรอก ยายกับตาอีกสองคนไม่แก่ขนาดช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แล้วพ่อเราก็มาหาทุกเสาร์อาทิตย์อยู่แล้ว”
พ่อที่นางนวลปรางพูดถึงคือนาวาเอกอดิศร ดำรงศักดิ์ ลูกชายคนโตของนาง ซึ่งรับราชการอยู่ที่ฐานทัพเรือสัตหีบ และมีศักดิ์เป็นพ่อบุญธรรมของอรุณรัศมี อดิศรมักจะกลับมาบ้านทุกวันหยุดหากไม่ติดราชการหรือธุระสำคัญใดๆ
“แล้วห้ามคิดมากเรื่องเดิมๆ อีก ยายกับทุกคนในบ้านไม่เคยมองว่าน้ำเป็นคนอื่น จำไว้นะว่าน้ำกับนุชคือหลานสาวของยายทั้งคู่” นางนวลปรางกล่าวทิ้งท้ายด้วยสีหน้าและน้ำเสียงจริงจังอีกครั้ง
“ใช่แล้วจ้ะ น้ำอย่าเก็บเอาเรื่องนั้นมาคิดอีกนะลูก และห้ามมาทำตาเศร้าๆ ให้อาเห็นอีกเป็นอันขาด” อารยาพูดเสริมอีกคน
คำพูดรวมทั้งน้ำเสียงของทั้งคู่ เป็นสิ่งยืนยันได้ถึงความรักใคร่ในตัวเธอ ไม่ต่างไปจากเลือดเนื้อเชื้อไขที่แท้จริงอย่างบุษบามิตรา ทำให้น้ำตาของอรุณรัศมีไหลพรากด้วยความตื้นตันใจ ก่อนจะพูดน้ำเสียงเจือสะอื้น
“จ้ะยาย อานิ่ม ต่อไปน้ำจะไม่คิดมากอีกแล้ว”
“ดูสิ ร้องห่มร้องไห้เหมือนสมัยเป็นเด็กไม่มีผิด ขี้แยไม่หายเลยนะเรา” อารยาเอื้อมมือลูบผมสลวยของหลานสาวด้วยความรัก แม้จะไม่ใช่สายเลือดเดียวกันแต่เธอก็รักอีกฝ่ายประดุจลูกในไส้
“อ้าว...แล้วนี่ตามีกับตาแก้วไปไหนล่ะทำไมไม่มากินข้าว น้ำเห็นไหมลูก” คนเป็นยายถามหาพี่ชายอีกสองคนกับหลานสาว
“น้ำไม่เห็นเหมือนกันจ้ะ” คนถูกถามเงยหน้าตอบ ดวงตาคู่โตยังแดงช้ำจากการร้องไห้เมื่อครู่
“ฝนตกแบบนี้คงไม่แคล้วแอบหนีไปต้มเหล้าอีกตามเคย บอกเท่าไหร่ก็ไม่เคยเชื่อ คอยดูนะ เอาไว้ยายจะแจ้งตำรวจจับเสียให้เข็ด” นางนวลปรางบ่นพึมพำ “กินข้าวกันเถอะไม่ต้องรอแล้ว
สายลมเย็นยามค่ำคืนที่พัดกรูสัมผัสผิวกายพร้อมกับสายฟ้าที่แลบแปลบปลาบ ไม่ได้ทำให้อารยาที่กำลังยืนพิงหน้าต่างทอดสายตามองตรงไปยังเบื้องหน้าขยับตัวแม้แต่น้อย เพราะภายในใจกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องบางอย่างอยู่ คำพูดของเธอที่ปลอบโยนหลานสาวไม่ให้คิดมากเมื่อครู่ กลับย้อนมาสะกิดแผลเป็นของตัวเองเข้าให้โดยไม่ตั้งใจ
“ผู้หญิงอย่างเธอไม่มีอะไรคู่ควรกับลูกชายของฉัน กลับไปอยู่ในที่ทางของเธอเสียเถอะ อย่ามาเป็นตัวถ่วงอนาคตเขาอีกเลย”
คำพูดดูหมิ่นดูแคลนจากผู้หญิงเจ้ายศเจ้าอย่างคนนั้นเธอจำได้ไม่มีวันลืมเลือน ราวกับเรื่องราวนั้นเพิ่งเกิดขึ้นกับเธอ แม้จะไม่ใช่คำหยาบคายอะไร แต่กลับสร้างความรู้สึกเจ็บแปลบให้เกิดขึ้นในใจจนยากจะลืมเลือน แม้กาลเวลาจะช่วยเยียวยาความรู้สึกได้บ้าง แต่ก็ยังหลงเหลือรอยแผลเป็นอันลึกล้ำทิ้งไว้ในใจของเธอ
กว่าจะมาถึงวันนี้ได้เธอต้องทนเจ็บปวดกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต ทั้งที่พยายามลบภาพความทรงจำเก่าๆ เหล่านั้นออกไปให้หมดจากหัวใจ แต่ไม่เคยมีสักครั้งที่ทำได้ ดูเหมือนว่ายิ่งอยากลืมเท่าไรก็ยิ่งจำได้เท่านั้น
ร่างบอบบางไม่ผิดเมื่อครั้งยังสาวเดินตรงไปยังรูปภาพที่ผนังห้องด้านหนึ่ง ซึ่งคลุมผ้าสีดำเอาไว้อย่างมิดชิด จัดการเปิดผ้าที่คลุมออก เผยให้เห็นภาพวาดสีน้ำมันที่เธอเป็นคนวาดขึ้นมาเอง ภาพของทะเลยามค่ำคืนที่เปี่ยมไปด้วยความเหงา อ้างว้าง เศร้าสร้อย
ทันใดนั้นภาพสะท้อนของชายหนุ่มผิวขาว ดวงหน้าหล่อเหลากำลังคลี่ยิ้มส่งมาให้ก็ลอยขึ้นมาซ้อนทับ จนอารยาต้องรีบคลุมผ้าปิดไว้เหมือนเดิมโดยเร็ว พร้อมๆ กับน้ำตาที่ไหลพรั่งพรูลงมาจนอาบแก้ม เธอพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าที่จะเข้มแข็ง แต่ผลลัพธ์ก็มักจะเป็นอย่างนี้ทุกครั้งที่เธอเปิดผ้าคลุมภาพ
เสียงเคาะประตูห้องทำให้อารยาต้องรีบเช็ดน้ำตาให้แห้งโดยเร็ว ครั้นเปิดประตูออกไปก็พบร่างของผู้เป็นมารดายืนอยู่
“นิ่มยังไม่นอนใช่ไหม แม่มีเรื่องจะคุยด้วย”
“ยังจ้ะ แม่มีเรื่องอะไรจะคุยกับนิ่มหรือจ๊ะ” อารยาเอ่ยถาม สังหรณ์ใจลึกๆ ว่าเรื่องที่มารดาจะคุยคงไม่พ้นเรื่องเธอเป็นแน่
คนเป็นแม่นิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วก็ตัดสินใจพูดสิ่งที่อยากพูดมาเนิ่นนาน
“นิ่ม แม่คิดว่าถึงเวลาแล้วนะที่จะเล่าเรื่องพ่อให้ยายนุชฟัง”
นางนวลปรางเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง นางรับรู้ความจริงทั้งหมดจากปากของอารยาเมื่อหลายปีก่อน เมื่อได้ฟังครั้งแรกนางยอมรับว่าโกรธมาก เมื่อรู้ถึงต้นเหตุที่ทำให้บุตรสาวคนเดียวต้องอุ้มท้องไปอยู่ต่างจังหวัดกับเพื่อนจนคลอดถึงได้กลับบ้าน แต่ความโกรธนั้นก็ค่อยบรรเทาเบาบางลงเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป
“จ้ะแม่ นิ่มคิดไว้แล้วว่าคงต้องหาโอกาสเหมาะๆ เล่าเรื่องนี้ให้นุชฟังอย่างแน่นอน”
อารยาพูดอย่างตัดสินใจ เพราะเวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงป่านนี้แล้ว ลูกสาวของเธอควรได้รู้ความจริง ตัวเธอไม่ได้คาดหวังว่าพ่อกับลูกจะโคจรมาพบกันหรอก โลกคงไม่กลมถึงขนาดนั้น ป่านนี้เขาคงมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบสมกับที่มารดาเจ้ายศเจ้าอย่างของเขาคาดหวังไว้แล้วกระมัง อารยาคิดด้วยความเจ็บปวด
วันรุ่งขึ้น อรุณรัศมีในชุดเสื้อยืดพอดีตัวกับกางเกงยีนส์เข้ารูปสีซีดส่งให้ร่างของเธอดูสูงเพรียวยิ่งขึ้น หญิงสาวถือกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่อยู่ในมือ สะพายกระเป๋าใส่โน้ตบุ๊กสีดำไว้ที่ไหล่ จากที่เคยตกลงกับบุษบามินตราไว้ว่าเจ้าตัวจะเป็นฝ่ายขับรถมารับ แต่เป็นเธอที่เปลี่ยนใจจะเดินทางไปเอง เพราะได้ยินญาติสาวบ่นว่าสภาพของรถไม่ค่อยดีนัก
“แหม! วันนี้น้ำของตาสวยเชียว” ตามีเอ่ยปากชมเปาะเมื่อเห็นหญิงสาวเดินลงมาจากเรือน
แต่ตาแก้วส่ายหน้า “ตั้งแต่น้ำมาอยู่บ้านสวนผิวคล้ำลงไปตั้งเยอะ”
คนถูกว่าผิวคล้ำก้มลงมองตัวเองแล้วหัวเราะเสียงใส “ก็โดนแดดโดนลมผิวก็ต้องคล้ำเป็นธรรมดา ตาสองคนน่ะอยู่บ้านกันดีๆ นะจ๊ะ อย่าแอบไปต้มเหล้ากันอีกรู้หรือเปล่า เดี๋ยวเกิดยายไปแจ้งตำรวจมาจับจริงๆ น้ำไม่มาช่วยประกันตัวด้วยนะ”
อรุณรัศมีมองคนแก่ทั้งสองที่มีส่วนช่วยเลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่เล็กแล้วก็ตาแดงน้ำตาพานจะไหล
“ไม่เอาน่า ไม่ร้องไห้ ว่างๆ ก็กลับมาเยี่ยมตาบ้างแล้วกัน” ตาแก้วบอกหญิงสาวไม่ให้ร้อง แต่ตัวแกกลับยกมือเช็ดน้ำตาป้อยๆ เสียเอง
“น้ำช่วยบอกนุชด้วยนะว่าตาคิดถึง โทร.มาหาตาบ้าง” ตามีเอ่ยเสียงละห้อยด้วยความคิดถึงหลานสาวอีกคน เมื่อตอนบุษบามินตรายังเป็นเด็ก เวลาเล่นซนแล้วจะถูกผู้เป็นยายหรือแม่ตี แกมักเป็นคนอุ้มพาไปหลบซ่อนอยู่ประจำ
“บอกนุชด้วยว่าตาก็คิดถึงเหมือนกัน” ตาแก้วเองก็คิดถึงหลานสาวอีกคนไม่แพ้กัน เพราะตัวแกจะเป็นคนสอนบุษบามินตราให้สู้คน ใครแกล้งก็ให้โต้กลับและเอาให้หนักกว่าที่โดน จนนางนวลปรางต้องคอยปรามอยู่บ่อยครั้งเรื่องให้ท้ายหลานในทางที่ผิด
