บทที่ 2 2

ครั้นกลับมาถึงบ้านได้ คนถูกล้อเลียนว่าเป็นลูกไม่มีพ่อก็วิ่งตรงรี่ไปยังต้นมะม่วงหลังบ้าน กำหมัดขึ้นชกไปยังลำต้นไม่ยั้ง เพราะความเจ็บใจที่ยังหลงเหลืออยู่

“ไอ้สุนทร ไอ้คนปากหมา ไอ้ลูกพ่อแม่ไม่สั่งสอน...” เสียงก่นด่าของเด็กหญิงดังออกมาไม่ขาดปาก

“หยุดได้แล้วนุช ดูสิเลือดไหลแล้ว ไม่เจ็บมือบ้างหรือไงนะ” ร่างผอมบางที่วิ่งตามหลังมาติดๆ ร้องห้ามพลางทำหน้าหวาดเสียว เมื่อเห็นหลังมือของอีกฝ่ายแตกเป็นแผลมีเลือดไหลออกมา

“ถ้ายายมาได้ยินนุชด่าก็จะถูกดุอีกนะ”

“ยายไม่ได้อยู่ตรงนี้จะกลัวไปทำไมล่ะ โอ๊ย! ไอ้มดแดงบ้า กัดอยู่ได้” คนกำลังด่าและชกต่อยต้นมะม่วงอย่างเมามันหันมาเถียงพลางสะบัดมือเร่าๆ เพราะถูกมดแดงที่อยู่ตามต้นกัดเอา

“ขึ้นไปหายายบนเรือนกันเถอะ”

เด็กหญิงอรุณรัศมีเอ่ยชวนยิกๆ ดวงหน้าเล็กๆ เหยเกเหมือนจะร้องไห้ ส่วนคนชกต้นมะม่วงก็ดูเหมือนเพิ่งจะรู้สึกเจ็บ เมื่อเห็นเลือดไหลซึมออกมาพร้อมทั้งยังสูดปากดังลั่นเพราะถูกมดแดงกัด จึงเลิกชกแล้วตรงเข้าคว้าข้อมือบางของคนขี้แยพาเดินแกมวิ่งตรงไปยังเรือนหลังใหญ่

เบื้องหน้าของเด็กหญิงทั้งสองคือเรือนไทยไม้สักทองหลังใหญ่ไต้ถุนสูงโล่งแบบโบราณ มีจั่วแหลม ตัวบ้านมีสองส่วนเชื่อมต่อกันด้วยชานกว้าง ด้านข้างของตัวเรือนปลูกต้นไม้น้อยใหญ่ไว้เป็นระยะ ส่วนใหญ่เป็นไม้มงคลที่ปลูกไว้เพื่อความเป็นสิริมงคลทั้งยังให้ร่มเงา ส่วนด้านหลังเป็นสวนผลไม้กว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา

ลักษณะของตัวบ้านบ่งบอกให้ผู้ผ่านไปมารับรู้ว่าเจ้าของยังคงอนุรักษ์ความเป็นไทยไว้ได้อย่างดีเยี่ยม เพราะปัจจุบันผู้คนภายในละแวกนี้ล้วนเปลี่ยนแปลงรูปแบบบ้านช่องของตัวเองให้เป็นตัวตึกอันทันสมัยแทบทั้งสิ้น แต่คงยกเว้นนางนวลปรางเพียงคนเดียวที่ไม่ได้สนใจจะเปลี่ยนแปลงตามแบบผู้อื่น ส่วนใครจะว่าเชยหรืออะไรก็ตามแต่ นางก็ยังคงยึดมั่นในความคิดของตัวเอง ไม่ยอมคล้อยตามความคิดของผู้ใดทั้งสิ้น

ทั่วทั้งตำบลไม่มีใครไม่รู้จักนางนวลปรางหรือป้านวล หญิงม่ายหัวใจแกร่ง อายุ 55 ปี ที่สามีตายตั้งแต่ยังสาว ทิ้งเพียงลูกสองคนไว้ให้ดูต่างหน้า แต่นางก็สามารถเลี้ยงลูกด้วยตัวเองจนกระทั่งเติบโต บุตรชายคนโตรับราชการอยู่ฐานทัพเรือสัตหีบ ส่วนบุตรสาวคนเล็กหลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยและทำงานได้เพียงปีเดียว ก็หอบเด็กน้อยน้อยหน้าตาน่ารักน่าชังกลับมาโดยไม่ยอมพูดหรือบอกเล่ารายละเอียดใดๆ ให้ผู้เป็นแม่ฟังทั้งสิ้น

ตัวนางนวลปรางเองไม่ปริปากถาม ได้แต่เก็บความรู้สึกเจ็บช้ำไว้ภายในใจ เพราะพูดไปจะเหมือนเป็นการซ้ำเติมให้ลูกเจ็บปวดมากขึ้นเปล่าๆ ที่ควรทำคือช่วยเลี้ยงดูหลานสาวตัวน้อยด้วยความรัก รวมทั้งดูแลสวนผลไม้อัน    กว้างใหญ่ไปด้วยอย่างเข้มแข็ง ใครจะติฉินนินทาอย่างไรถ้าไม่ได้ยินก็แล้วไป แต่ถ้าได้ยินกับหูเมื่อไรเป็นได้ด่าไม่เลี้ยง จนไม่มีใครกล้าพูดเรื่องนี้ให้นางได้ยิน

“ทำไมถึงเพิ่งขึ้นเรือน”

เสียงดุๆ ของนางนวลปรางที่ดังขึ้นจากบริเวณระเบียงกว้าง ทำให้เด็กหญิงทั้งคู่ต่างชะงักเท้าที่กำลังก้าวขึ้นบันไดชั่วขณะ ก่อนจะรีบก้าวต่อแล้วพากันเดินไปทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ร่างท้วม เพื่อหลบสายตาคมกล้าที่มองตรงมาอย่างสำรวจตรวจตรา

เด็กหญิงผิวคล้ำตาคมก้มหน้านิ่งไม่ยอมตอบคำถามอย่างคนมีชนักติดหลัง ส่วนเด็กหญิงตัวผอมเตรียมขยับปากจะบอก แต่ก็ต้องรีบหุบอย่างกะทันหันเมื่อได้ยินผู้เป็นยายเปรยขึ้นมาลอยๆ

“ไปมีเรื่องกับใครมาอีกละสิ”

นางนวลปรางพูดราวกับรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า เป็นเพราะเห็นหลานสาววิ่งไปทางหลังบ้านแวบๆ ก็นึกเดาได้ทันทีว่าต้องไปมีเรื่องกับใครที่โรงเรียนมาอย่างแน่นอน และแล้วดวงตาของผู้เป็นยายก็ต้องเบิกกว้าง ก่อนอุทานออกมาอย่างตกใจเมื่อมองเห็นมือของหลานสาว

“นั่นมือไปโดนอะไรมาหรือยายนุช!”

เสียงอุทานดังกล่าวมีผลทำให้อารยาที่กำลังทำกับข้าวอยู่ในครัวรีบผลุนผลันออกมาหาลูกสาวทันที

“เกิดอะไรขึ้นหรือจ๊ะแม่”

“จะมีอะไร! แม่ลูกสาวตัวดีของนิ่มคงจะไปมีเรื่องกับเพื่อนที่โรงเรียนมาอีกแล้วละสิ”

คำพูดของนางนวลปรางทำให้อารยาเหลียวไปมองลูกสาว และหน้าก็ถอดสีลงในทันใด เมื่อเห็นหลังมืออวบๆ ของบุษบามินตรามีเลือดไหลซึมออกมา จึงรีบเดินไปหยิบยาล้างแผลกับสำลีจากตู้ยาที่แขวนไว้บนผนังมาจัดการทำแผลให้

“ทะเลาะกับเพื่อนแล้วไปชกต้นมะม่วงมาอีกใช่ไหม ดูสิ! คราวนี้ถึงกับเลือดตกยางออก ทำไมถึงไม่ยอมเชื่อฟังที่แม่พูดบ้างล่ะ นุชเป็นผู้หญิงนะลูก ไม่ใช่เด็กผู้ชาย จะได้เที่ยวไปทะเลาะกับเขาไปทั่ว” คนเป็นแม่บ่นน้ำเสียงเอือมระอา

“แม่ ค่อยๆ หน่อยสิจ๊ะ นุชเจ็บและก็คันด้วย”

เสียงเด็กหญิงบุษบามินตราโอดครวญแล้วต่อด้วยการสูดปากดังลั่น เมื่อถูกผู้เป็นแม่ป้ายยาลงบนแผล ขณะที่มือก็ยกขึ้นเกาตามแขนขามิได้ขาด จนนางนวลปรางต้องหยิบยาหม่องส่งให้

“เจ็บซะบ้างก็ดี จะได้รู้จักจำ” อารยาบ่นพึมพำเบาๆ ราวกับบอกตัวเอง ขณะทายาหม่องที่ตุ่มแดงๆ ตามแขนขาของลูกสาวไปด้วย ก่อนจะดึงร่างอ้วนนั้นเข้ามากอดแนบอก

“นุชเอ๊ย ไม่รู้จักเข็ดเลยหรือไง ยายไม่เข้าใจเลยว่าจะไปชกต้นมะม่วงทำไมนักหนา รู้ทั้งรู้ว่าตามต้นมันมีมดแดง ชกแล้วก็เจ็บมือแถมยังคันอีกต่างหาก”

คนเป็นยายพูดพลางส่ายหน้าแล้วมองหลานสาวอย่างสงสารระคนขบขัน ถูกครูตีไม่เคยร้องไห้สักแอะ แต่กลับมาร้องโอดครวญเพราะถูกมดแดงกัด ก่อนจะหันไปไล่เบี้ยถามกับเด็กหญิงที่ตนเองขอมาเลี้ยงตั้งแต่เด็กด้วย      น้ำเสียงปรานี

“ไหนเล่าให้ยายฟังสิน้ำ ว่าเรื่องราวมันเป็นยังไง”

เจ้าของดวงตาคู่โตแฝงแววเศร้าสร้อยอยู่เป็นนิตย์ จึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องเรียนให้ผู้เป็นยายฟังโดยละเอียด เมื่อนางนวลปรางได้ฟังก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่

“ยายเคยบอกไว้ไม่ใช่หรือว่า ใครว่าอะไรก็ให้ทำหูทวนลมซะ อย่าไปสนใจฟัง แล้วชกต้นมะม่วงมันหายแค้นหรือไง ก็เปล่า แถมเจ็บมืออีกต่างหาก”

“นุชก็คิดเอาว่าต้นมะม่วงเป็นหน้าไอ้สุนทรไงจ๊ะยาย” เด็กหญิงผิวคล้ำตอบ จึงถูกผู้เป็นแม่ตีเผียะเข้าที่แขน

“พูดไอ้ไม่เพราะเลยนะลูก”

“ก็มันนิสัยไม่ดีนี่จ๊ะแม่ มาเรียกนุชว่าลูกไม่มีพ่อทำไมเล่า”

ประโยคสุดท้ายเจือเสียงสะอื้นไห้ ดวงตาดำขลับคลอคลองไปด้วยหยาดน้ำตา อารยาหันไปสบตากับมารดาพลางยกแขนโอบกอดลูกสาวแนบอกอีกครั้ง นัยน์ตาคล้ายกันฉายแววเจ็บปวดขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว ขณะกำลังจะพูดจาปลอบประโลมเหมือนทุกครั้ง ก็ต้องนิ่งอึ้งอย่างคาดไม่ถึงเมื่อได้ยินร่างในอ้อมแขนเงยหน้าขึ้นถาม

“แล้วทำไมนุชถึงไม่มีพ่อเหมือนคนอื่นล่ะจ๊ะแม่”

“แม่...เอ่อ...” อารยาอึกอักไม่รู้จะตอบอย่างไรดี เพราะนับเป็นครั้งแรกก็ว่าได้ที่ลูกสาวถามเช่นนี้ ซึ่งตัวเธอเองไม่ได้ตระเตรียมคำตอบนี้ไว้เสียด้วย ขณะกำลังนึกหาถ้อยคำจะตอบอยู่นั้น เสียงสะอื้นฮักของเด็กหญิงอรุณรัศมีก็ดังแทรกขึ้นในกลางคัน ดึงดูดความสนใจของลูกสาวไปจากเธอทันที

“น้ำถูกล้อว่าเป็นเด็กเก็บมาจากถังขยะด้วยนะจ๊ะยาย”

เด็กหญิงอรุณรัศมีพูดพลางสะอื้นจนตัวโยน ดวงตาคู่โตฉายแววเจ็บช้ำ จนนางนวลปรางต้องดึงร่างสั่นเทามากอดอย่างสงสาร น้ำตาของเด็กหญิงบุษบามินตราเหือดแห้งหายไปในทันที กระทั่งลืมทวงคำตอบจากผู้เป็นแม่      จากนั้นก็รีบหันมาพูดปลอบโยนคู่หูด้วยท่าทางเป็นเดือดเป็นแค้นแทน

“ไม่ต้องร้องไห้นะน้ำ คราวหน้าถ้ามันพูดล้ออีกนะ นุชจะต่อยมันให้ฟันหักหมดปากเลยคอยดู”

นางนวลปรางส่งสายตาดุๆ ปรามหลานสาว แล้วก้มลงพูดกับร่างในอ้อมแขนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ต่อไปใครพูดอะไรก็ไม่ต้องไปฟังนะลูก น้ำไม่ใช่เด็กเก็บมาจากไหนทั้งสิ้น น้ำเป็นหลานยายเหมือนกับนุช คนปากเสียก็ชอบพูดพล่อยๆ กันเรื่อยเปื่อย”

เด็กหญิงยิ้มทั้งน้ำตาเมื่อได้ฟังคำพูดปลอบประโลม นางนวลปรางยกมือขึ้นลูบศีรษะเล็กๆ อย่างรักใคร่ แล้วก็หวนนึกถึงวันที่พบเด็กคนนี้ครั้งแรกขึ้นมาในทันใด

หกปีก่อน ที่บ้านแสงตะวัน จังหวัดชลบุรี...

“สวัสดีค่ะคุณน้า วันนี้มาธุระแถวนี้หรือคะ”

เสียงจากเจ้าหน้าที่ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดีเอ่ยทักนางนวลปราง ซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์รายใหญ่คนหนึ่งที่คอยบริจาคเงินช่วยเหลือบ้านเด็กกำพร้าแห่งนี้อย่างสม่ำเสมอ

“พอดีแวะมาเยี่ยมลูกชายที่สัตหีบ เลยแวะซื้อของมาให้เด็กๆ” นางพูดพร้อมกับส่งข้าวของในมือที่หาซื้อมาส่งให้

“ขอบคุณมากค่ะ” เจ้าหน้าที่สาวเอ่ยขอบคุณ ขณะกำลังจะชวนอีกฝ่ายคุยก็ต้องชะงัก เพราะเสียงร้องไห้จ้าที่ดังมาจากเด็กผู้หญิงวัยประมาณหนึ่งขวบหน้าตาน่ารักน่าชังคนหนึ่ง ซึ่งอยู่ในอ้อมแขนของหญิงสาวที่ดวงหน้ากำลังฉายแววกลัดกลุ้ม

“พี่อี๊ดคะ แต๋วไม่รู้จะทำยังไงแล้วค่ะ ร้องไห้ไม่หยุดแบบนี้”

“ส่งมาให้น้าลองอุ้มหน่อยสิ” นางนวลปรางเดินเข้าไปหาและอ้าแขนออก และช่างน่าประหลาดนัก เด็กหญิงที่กำลังส่งเสียงร้องไห้โยเยโผเข้าสู่อ้อมกอดและหยุดร้องโดยพลัน ทั้งยังส่งยิ้มแป้นแล้นให้

“เด็กมาอยู่ใหม่หรือจ๊ะ”

“ค่ะคุณน้า น่าสงสาร หน้าตาผิวพรรณก็ดี แม่เอามาทิ้งไว้ ใจร้ายจริงๆ เด็กคงกำลังติดแม่จึงร้องไห้โยเย” หญิงสาวที่ชื่อแต๋วซึ่งเป็นคนอุ้มแต่แรกบอก

“ใครนะช่างใจร้ายแบบนี้ น่าตาน่ารักน่าเอ็นดูเชียว”

นางนวลปรางมองใบหน้าเล็กๆ นั้นด้วยความสงสาร เด็กหญิงแม้จะหยุดร้องไห้แต่ยังคงมีเสียงสะอื้นออกมาเป็นพักๆ มิหนำซ้ำยังซบหน้าเล็กๆ ลงกับไหล่ของนางราวกับฝากเนื้อฝากตัว ทำให้หญิงวัยกลางคนรู้สึกสงสาร บังเกิดความรักและเอ็นดูขึ้นมาอย่างประหลาด ดูอายุแล้วน่าจะไล่เลี่ยกับหลานสาวของนาง จึงเอ่ยปากกับเจ้าหน้าที่

“ถ้าน้าจะรับเลี้ยงเด็กคนนี้ต้องทำยังไงบ้าง”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป