บทที่ 6 6
6
คุณหญิงไคริกาหยิบนามบัตรจากในกระเป๋ายื่นให้ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงปรานี “ป้าชื่อไคริกาจ้ะ ถ้ามีเรื่องอะไรต้องการให้ช่วยเหลือก็ติดต่อป้าได้ตามนามบัตรนี้เลยนะจ๊ะ”
บุษบามินตรารับนามบัตรมาถือไว้แล้วจึงขอตัวกลับ ทันทีที่เดินมาถึงรถของตัวเองก็ต้องตกใจจนหน้าเผือดขาว เพราะเมื่อครู่เธอรีบร้อนลงจากรถจนกระทั่งลืมปิดประตู ดีนะที่ไม่มีใครมาเห็นเข้า แล้วจู่ๆ ใบหน้าสวยราวกับผู้หญิงของเทวินทร์ก็ผุดขึ้นมาในภวังค์ความคิด จนต้องสะบัดหน้าแรงๆ เพื่อขับไล่ภาพดังกล่าวออกไปโดยเร็ว และพานให้อารมณ์ของหญิงสาวดิ่งลงต่ำเกินพิกัด ความตั้งใจที่จะมาหาซื้อของต้องล้มเลิกไป จึงตัดสินใจขับรถปราดออกไปทันที
นึกแช่งชักหักกระดูกชายหนุ่มในใจ เกลียดนักพวกผู้ชายเจ้าชู้ เห็นผู้หญิงเป็นสิ่งบำบัดความใคร่ ขอให้เป็นเอดส์ตายทีเถอะ!
หญิงสาวใช่ว่าจะไม่รู้ว่าความคิดอคติส่วนหนึ่งมาจากเรื่องของพ่อ...พ่อที่เธอยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นใคร แต่เวลาเธอถามเรื่องนี้กับแม่ครั้งใด เจ้าตัวมักจะหลีกเลี่ยงไม่ตอบคำถามและได้แต่ร้องไห้แทน
เพราะเรื่องราวคราวหลังครั้งเก่าก่อน
เหมือนคอยสอนหัวใจให้เข้มแข็ง
แอบเห็นแม่ร้องไห้ใจอ่อนแรง
หวาดระแวงกลัวรักไปใจระทม
หลังร่างของหญิงสาวรูปงามนามเพราะคนนั้นลับสายตาไปแล้ว เทวินทร์ก็อยู่คุยเป็นเพื่อนคุณหญิงไคริกาอีกพักใหญ่ เพื่อรอเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทางห้างสรรพสินค้าที่จะมาซักถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อลงบันทึกประจำวันกับตำรวจในท้องที่
“ขอบใจมากนะตากายที่อยู่เป็นเพื่อนป้า”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอลาเลยนะครับคุณป้า” เทวินทร์เอ่ยลาเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงมาถึง และจะพาตัวคุณหญิงไคริกาไปตรวจเช็กร่างกายที่โรงพยาบาลเพื่อแสดงความรับผิดชอบ
“ไปเถอะจ้ะ”
ชายหนุ่มเดินกลับมายังรถแล้วก็นั่งคิดอะไรเงียบๆ โดยมีวิภาวีก้าวตามมานั่งอยู่เคียงข้าง ตัวเขารู้จักคุ้นเคยกับตัวคุณหญิงไคริกาเป็นอย่างดี เพราะอีกฝ่ายเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิเพื่อเด็กและยังดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิด้วย มูลนิธิดังกล่าวเน้นการช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบจากพ่อแม่ที่ติดเชื้อ HIV ซึ่งตัวเขาก็เป็นหนึ่งในผู้บริจาครายใหญ่ เทวินทร์ดำเนินธุรกิจโฆษณาด้านสื่อสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์ รวมทั้งรับทำเว็บไซต์ ที่แม้จะเปิดมาได้เพียงไม่กี่ปี แต่ก็สามารถสร้างชื่อเสียงให้เป็นที่ยอมรับในวงการ มีลูกค้ามาใช้บริการอยู่ไม่ขาดสายจากผลงานคุณภาพหลายชิ้นที่ผ่านมา
ทว่าข่าวลือเรื่องส่วนตัวของชายหนุ่มก็ดังไม่แพ้เรื่องงานเช่นกัน ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ได้เป็นไปตามข่าวนั่นเลยสักนิด อาจเป็นเพราะงานของเขามักจะเกี่ยวข้องกับเพศตรงข้ามอยู่เสมอ ดังนั้นข่าวส่วนใหญ่ที่กระจายออกไปสู่สาธารณชน ทำให้ตัวเขากลายเป็นหนุ่มไฮโซจอมเจ้าชู้ที่ควงผู้หญิงไม่เคยซ้ำหน้า แต่เจ้าตัวก็ไม่เคยสนใจจะแก้ข่าวแต่อย่างใด
ที่ผ่านมาการที่ผู้ชายอย่างเขาจะมีความสัมพันธ์ทางกายกับผู้หญิงบ้างสักคน เป็นเพราะอารมณ์และความต้องการตามธรรมชาติของผู้ชายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่เคยมีความรักมาปะปนแม้เพียงน้อยนิด ความรักสำหรับเขา
นับเป็นเรื่องไร้สาระและฉาบฉวย ชีวิตคู่ที่ไม่จีรังยั่งยืนของบิดามารดาก็เป็นตัวอย่างให้เห็น
ใครต่อใครต่างเล่าให้ฟังว่า ก่อนแต่งงานบิดามารดาของเขาถูกมองว่าเป็นคู่ที่เหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก มีแต่คนมองด้วยความชื่นชมและอิจฉา ทว่าความรักของทั้งคู่ก็หวานชื่นอยู่ได้เพียงแค่สิบปี ซึ่งเป็นสิบปีที่เขามีความสุขที่สุด ต่อจากนั้นก็อยู่กันอย่างลุ่มๆ ดอนๆ ทะเลาะเบาะแว้งกันไม่เว้นแต่ละวัน สร้างปมให้เกิดในใจเขา ซึ่งตอนนั้นกำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่น กระทั่งเขาอายุสิบห้าปีทั้งคู่จึงหย่าขาดจากกัน
“กาย ทำไมเงียบไปล่ะ ยังโกรธวิกกี้อยู่อีกหรือคะ” วิภาวีฉะอ้อนถามเสียงหวานอย่างเอาอกเอาใจ เมื่อเห็นชายหนุ่มเอาแต่นั่งเงียบไม่ยอมพูดยอมจาตั้งแต่กลับมาที่รถ
เจ้าของใบหน้าสวยราวสตรีเบือนหน้าไปมองหญิงสาว สีหน้าฉายแววเบื่อหน่ายแกมระอากับการพูดจาไม่รู้จักระวังคำพูดของอีกฝ่าย
“วิกกี้ ต่อไปนี้เวลาคุณจะพูดอะไรออกไปควรจะคิดก่อนพูด คุณป้าไคริกาจะคิดยังไงที่คุณพูดออกไปแบบนั้น”
“ก็วิกกี้เป็นห่วง กลัวคุณจะเป็นอันตราย ถ้าเกิดมันมีอาวุธขึ้นมาจะทำยังไงล่ะคะ”
หญิงสาวพูดน้ำเสียงออดอ้อน แต่กลับยิ่งทำให้คนฟังหงุดหงิดเพิ่มขึ้น เทวินทร์ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ พลางปรายตามองเสื้อเชิ้ตเนื้อบางของหญิงสาวที่เวลานี้กระดุมสองเม็ดบนหลุดลุ่ย เผยให้เห็นร่องอกอวบอิ่มด้วย
แววตาเฉยชาไร้ความรู้สึก
“แล้วก่อนจะลงจากรถ ทำไมไม่รู้จักแต่งตัวให้เรียบร้อยเสียก่อน” ชายหนุ่มต่อว่าหญิงสาวออกมาตรงๆ โดยไม่กลัวว่าเจ้าตัวจะโกรธเคืองแม้แต่น้อย วิภาวีเป็นเพื่อนเก่าตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ต่างประเทศ และมักจะชอบทำอะไรตามใจตัวเองอยู่เสมอ โดยไม่คำนึงถึงมารยาทของสังคมนัก
“วิกกี้ร้อนนี่คะ กายอย่าลืมสิว่าวิกกี้เพิ่งกลับจากต่างประเทศ ยังไม่ค่อยชินกับอากาศเมืองไทยนัก” คนพูดแก้ตัวน้ำขุ่นๆ
นัยน์ตาคู่สวยเกินชายเบือนกลับไปมองกระจกโดยไม่ตั้งใจ แล้วก็ต้องถอนใจอย่างหงุดหงิดอีกครั้ง เมื่อเห็นแก้มข้างซ้ายของเขามีรอยลิปสติกติดอยู่
“ผมเคยบอกคุณแล้วใช่ไหมวิกกี้ ว่าที่นี่คือเมืองไทย ไม่ควรทำตัวเป็นฝรั่งจ๋ามันไม่เหมาะ” เทวินทร์พูดเสียงเข้มพลางใช้ทิชชูเช็ดคราบลิปสติกบนใบหน้าแรงๆ ด้วยอาการหงุดหงิดที่ทวีมากขึ้นโดยไม่มีเหตุผล
นี่กระมัง...สาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงคนนั้นเบ้ริมฝีปากใส่ คงจะคิดเลยเถิดว่าเขากับวิภาวีทำอะไรกันก่อนลงจากรถเป็นแน่ เพราะมีรอยลิปสติกติดอยู่ที่แก้มเขาเป็นหลักฐาน คาดว่าคงเป็นตอนที่เขาลงมาเจอกับวิภาวีก่อนเกิดเหตุเป็นแน่
แล้วทำไมเขาจะต้องหงุดหงิดกับท่าทางของผู้หญิงคนนั้นด้วยนะ ไม่เข้าใจตัวเองเลยจริงๆ!
“วิกกี้ก็แค่หอมแก้มทักทาย กายโกรธด้วยเหรอคะ”
วิภาวีพูดน้ำเสียงกระเง้ากระงอดแล้วมองเขาอย่างตัดพ้อ เธอหลงรักชายหนุ่มผู้นี้ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ต่างประเทศ แต่เขาให้เธอแค่ความเป็นเพื่อนเท่านั้น เคยนึกท้อจนอยากจะถอดใจอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยทำได้เลยสักครั้ง เธอเพิ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศได้ไม่นาน หลังจากไปเรียนๆ เล่นๆ อยู่หลายปี ทว่าก็ไม่จบอะไรกลับมาสักอย่าง
“ผมเคยบอกหลายครั้งแล้วว่าไม่ชอบ คุณก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้วนะวิกกี้” เทวินทร์พูดสีหน้าเครียดขรึม บอกให้หญิงสาวรู้ว่าเขาไม่ชอบการแสดงออกของเธอ ที่มักแสดงกิริยาเป็นฝรั่งจ๋าโดยการหอมแก้มเวลาพบหน้ากัน
