บทที่ 7 7

7

“วิกกี้ขอโทษ แล้วเรื่องงานของคุณพ่อที่เราจะคุยกันวันนี้ล่ะคะ กายจะว่ายังไง” วิภาวีรีบหยิบยกเอาเรื่องงานขึ้นมาพูดเพื่อเปลี่ยนหัวข้อสนทนา เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายเห็นงานเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

“เอาไว้คุณค่อยเข้าไปคุยเรื่องนี้กับผมที่บริษัทแล้วก็กัน เพราะต้องมีเรื่องสัญญาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย”

แม้จะยังอยู่ในอาการหงุดหงิดอยู่เพียงใดก็ตาม แต่เทวินทร์ก็จำต้องข่มอารมณ์ไว้เพื่องาน เพราะบิดาของวิภาวีซึ่งทำธุรกิจนำเข้าเฟอร์นิเจอร์จากต่างประเทศจ้างบริษัทของเขาทำโฆษณาและเว็บไซต์ควบคู่กันไปด้วย และนี่

เป็นสาเหตุที่ทำให้เขาแวะมายังห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ เพราะนัดหญิงสาวมาคุยธุระเรื่องงานนั่นเอง

วิภาวีหันชำเลืองมองชายหนุ่มที่เธอหลงรักนิ่งๆ อยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงตัดสินใจถามโพล่งขึ้นมา

“กายสนใจผู้หญิงคนเมื่อกี้หรือคะ”

คำถามดังกล่าวทำให้เทวินทร์นิ่งงันไปชั่วขณะ เบือนหน้าไปมองคนถามแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบออกมาด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียว

“ผมจะไปสนใจได้ยังไง เพิ่งจะเคยเห็นหน้าค่าตากัน คุณรีบลงไปเถอะ เดี๋ยวผมจะต้องไปทำธุระอีก”

วิภาวีมองหน้าคนพูดอย่างไม่ค่อยจะเชื่อนัก เพราะเธอเห็นสายตาของเขายามจ้องไปที่ผู้หญิงคนนั้น มันเป็นสายตาของผู้ชายยามเจอผู้หญิงถูกใจชัดๆ มองจนกระทั่งลับสายตาด้วยซ้ำ แต่เธอก็ยอมเปิดประตูรถลงไปอย่างไม่ค่อย

จะเต็มใจนัก แล้วเดินตรงไปยังรถคันหรูของตัวเองที่จอดอยู่ใกล้ๆ ก่อนจะขับรถพุ่งทยานออกไปทันที

เทวินทร์มองตามหลังรถของวิภาวี แล้วก็อดเก็บคำพูดของอีกฝ่ายมาขบคิดไม่ได้ เขายังนึกแปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกันว่าเหตุใดถึงจำสาวสวยรูปงามนามเพราะคนนั้นได้ติดตานัก ทั้งที่ถูกเธอเบ้ปากใส่ แถมยังมองผ่านเลยไปเหมือนเขาเป็นตัวอะไรสักอย่าง อย่างที่ไม่มีใครเคยทำกิริยาเช่นนี้กับเขามาก่อน สร้างความขุ่นเคืองให้เขาอยู่ไม่น้อย

ถ้าจะบ้า! ทำไมจะต้องไปจำเธอได้ด้วยนะ

ชายหนุ่มคิดอย่างหงุดหงิดหัวใจ รีบปัดใบหน้างามจับตาของเธอออกไปจากสมองโดยเร็ว แต่กลับทำได้อย่างยากเย็นยิ่ง! หรือเขาสนใจเธอตั้งแต่แรกเห็นอย่างที่วิภาวีพูดจริงๆ เทวินทร์ตั้งคำถามให้ตัวเองอยู่ในใจ

ทว่าคำตอบจากส่วนลึกก็สวนออกมาทันควัน เป็นไปไม่ได้หรอกน่า เขาไม่เคยเชื่อทฤษฎีรักแรกพบ มันเป็นเรื่องไร้สาระ มีแต่ในละครน้ำเน่าเท่านั้น

สามอาทิตย์ต่อมา

ท่ามกลางท้องฟ้ามืดครึ้ม เริ่มมีลมพายุพัดกระหน่ำ รวมทั้งเสียงฟ้าร้องครืนครันอย่างน่ากลัว ไม่นานสิ่งที่หลายคนคาดการณ์ไว้ก็เกิดขึ้น นั่นคือสายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย ก่อนจะค่อยๆ หนักขึ้นตามลำดับ พื้นที่ตามชายคาตึกจึงมีผู้คนทยอยกันมายืนพักหลบฝนอย่างหนาแน่น

แต่ละคนต่างแหงนเงยขึ้นมองสายฝนที่เทลงมาโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด บ้างก็ก้มลงสำรวจเนื้อตัวและเสื้อผ้าที่เปียกปอนของตัวเอง ซึ่งก็มีบุษมามินตรารวมอยู่ในนั้นด้วย

“บ้าที่สุด จะมาตกอะไรกันตอนนี้ละเนี่ย”

หญิงสาวบ่นพึมพำหลังวิ่งเข้ามายืนหลบฝนเป็นคนล่าสุด มีผลทำให้ดวงหน้างดงามจับตาของเธอตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนที่ยืนอยู่ก่อนหน้านี้ทันที ดวงตาคู่งามแหงนมองท้องฟ้าอย่างวิตกกังวล แล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่จากกระเป๋าสะพายออกมาเช็ดไปตามใบหน้าและเส้นผมสลวย ซึ่งเวลานี้ถูกละอองฝนจับจนเปียกชื้น ทั้งรู้สึกขวยเขินต่อสายตาหลายคู่ที่ลอบมองมาอย่างชื่นชม

บุษบามินตราทอดสายตามองสายฝนที่เทลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงเมื่อไหร่ ก่อนจะถอนใจอย่างหงุดหงิด วันนี้เธอขอลาพักร้อนเพราะตั้งใจจะมาหาซื้อของฝากให้ญาติผู้ใหญ่ที่บ้านต่างจังหวัด แต่ถ้าฝนยังตกกระหน่ำอยู่แบบนี้เห็นทีอาจจะต้องเปลี่ยนความตั้งใจ รถยนต์ก็ไม่ได้ขับมาเพราะรู้ว่าแถวนี้หาที่จอดลำบาก แล้วก็ดันมาเจอกับสภาวะแบบนี้อีก

เจ้าของร่างระหงชำเลืองมองร่างเปียกชุ่มโชกของใครหลายคนที่เข้ามาทีหลังอย่างเห็นใจ โชคยังเข้าข้างเธอที่สามารถวิ่งหลบฝนได้ทันท่วงที มิฉะนั้นสภาพของเธอคงไม่แตกต่างจากคนอื่นๆ นัก หญิงสาวก้มลงปัดละอองฝนที่เกาะตามกระโปรงยีนสั้นเหนือเข่า นับว่าวันนี้ตัดสินใจถูกที่เลือกเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนมาสวม เพราะแม้จะเปียกชื้นไปบ้างแต่ก็ดูไม่น่าเกลียดอะไรนัก

บุษบามินตราสะดุ้งนิดๆ เมื่อเสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าที่ตั้งไว้เป็นเสียงเพลงเฉพาะของเจ้านายกรีดร้องขึ้น จำต้องหยิบขึ้นมากดรับพลางนึกบ่นเจ้านายในใจอย่างหงุดหงิด ไม่รู้ว่าจะโทร.มาทำไมตอนนี้ ช่างไม่รู้ว่าเธอไม่สะดวกเอาเสียเลย แต่ที่พูดออกไปคือ

“มีอะไรหรือคะพี่ต้น ลืมไปหรือเปล่าว่าวันนี้นุชลาพักร้อน” ที่เธอกล้าพูดกับผู้เป็นเจ้านายด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเช่นนี้ได้ นั่นเพราะอีกฝ่ายเป็นรุ่นพี่ที่คณะของเธอด้วยอีกตำแหน่งหนึ่ง

“พี่รู้ว่านุชลาพักร้อน แต่มีธุระด่วนจะไหว้วานให้ทำหน่อย เพราะพี่ไม่รู้จะพึ่งพาใครได้เลยจริงๆ”

คนในสายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเกรงใจแกมขอร้อง ทำให้คนฟังฟังแล้วต้องระบายลมหายใจออกมา ก่อนจะเอ่ยถามออกไปตรงๆ

“พี่ต้นจะให้นุชช่วยทำอะไรก็บอกมาเลยดีกว่าค่ะ”

“คือ...จะรบกวนให้นุชช่วยไปขอนัดสัมภาษณ์ลูกค้าคนสำคัญของบริษัทให้พี่หน่อย” คนเป็นเจ้านายเพิ่มคำว่า ‘สำคัญ’ ลงไปคล้ายจะบอกกลายๆ ว่าเป็นเรื่องที่เธอไม่ควรปฏิเสธ

“แล้วคุณแนนไม่อยู่เหรอคะพี่ต้น” บุษบามินตราหมายถึงนันท์นภัสซึ่งเป็นคนรับผิดชอบหน้าที่นี้โดยตรง

“คุณแนนติดธุระกะทันหัน พี่ถึงต้องขอร้องให้นุชช่วยเหลือไงล่ะ แล้วตอนนี้นุชอยู่ตรงไหนเหรอจ๊ะ” น้ำเสียงของคนในสายยังแฝงความเกรงใจไม่หาย

“อยู่สีลมค่ะ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวนุชแวะไปให้ก็ได้ พี่ต้นบอกรายละเอียดมาก็แล้วกัน” นี่แหละคือบุษบามินตรา ต่อให้หงุดหงิดไม่พอใจอย่างไร หญิงสาวก็ไม่เคยแล้งน้ำใจ

“นุชช่วยแวะไป ที เอ แอดเวอร์ไทซิง แล้วขอนัดสัมภาษณ์คุณเทวินทร์ อัครวิทย์ ให้พี่หน่อย”

“ใครนะคะพี่ต้น!” หญิงสาวย้อนถามเสียงหลง เพราะคิดว่าตัวเองหูฝาดได้ยินไม่ชัดเจน ก่อนจะค่อยๆ ลดเสียงลง เมื่อเห็นว่าคนรอบข้างต่างหันมามองเธอเป็นตาเดียว

“ขออีกครั้ง จะให้นุชไปพบใครนะคะ”

“คุณเทวินทร์ อัครวิทย์จ้ะ” ธนะวิทย์ย้ำเสียงดังอีกครั้ง เพราะคิดว่าลูกน้องสาวฟังไม่ถนัด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป