บทที่ 7 คนไม่มีสิทธิ์ (ต่อ)
คำหยอกของตฤณทำให้ปฐพียิ้มจริงจัง เพราะเริ่มจะชอบความสงบเงียบของชีวิตการทำสวนขึ้นมาบ้างแล้ว จากการที่ได้ไปสัมผัสกับมันมาเมื่อตอนลงต้นกล้าใหม่ๆ เขาเทียวกรุงเทพฯกับชุมพรเป็นว่าเล่น จนรู้สึกผูกพันกับมันไปโดยไม่รู้ตัว
“ไม่แน่นะครับ บางทีอีกสักสี่ห้าปีผมเบื่อจับธุรกิจ ก็อาจจะไปหมกตัวทำสวนก็ได้ ถึงตอนนั้นปาล์มก็ตัดขายได้พอดี”
“ผมกำลังมองว่า ทำไมเราไม่คุยกันเรื่องตลาดที่จะรองรับ แผนของคุณที่วางไว้คือขายผูกขาดให้กับบริษัทน้ำมันใช่มั้ย หากลองตั้งบริษัทน้ำมันขึ้นมาเอง น่าจะเวิร์คกว่านะผมว่า”
นั่นคือตฤณ ที่ทุกอย่างในหัวของเขาจะเป็นเรื่องของธุรกิจที่มีโอกาสเป็นไปได้แทบทั้งสิ้น โลกอันโหดร้ายในแวดวงธุรกิจ คือส่วนหนึ่งที่ทำให้ใจของชายหนุ่มค่อนข้างจะด้านชา
“ตอนนี้เพิ่งเริ่มต้น ผมไม่อยากมองถึงขั้นนั้น”
“อืม แต่ผมว่าน่าสนใจดีเลยแนะนำดู และยังมีข่าวแว่วๆ มาเข้าหูผม ได้ข่าวว่าคุณจะแต่งงานเหรอ”
ตฤณเปลี่ยนเรื่องเมื่อเขานึกขึ้นมาได้ เพราะความแปลกใจจึงได้เอ่ยถาม เพราะไม่เคยรู้มาก่อนว่าเพื่อนร่วมหุ้นของเขานั้นซุกใครไว้บ้าง โดยไม่เคยพามาเปิดตัวเลยสักครั้ง มันจึงเป็นเรื่องน่าสนใจ ที่จู่ๆ จะมีเจ้าสาวโผล่ขึ้นมาแบบเซอร์ไพรส์เช่นนี้
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ เป็นแค่แพลนชีวิตของผม และว่าที่เจ้าสาวเธอก็ยังเรียนอยู่เลย ไม่รู้ว่าเรียนจบแล้วจะโอเคมั้ย เพราะเธอยังไม่เซเยสกับผมเลย”
“โอ้โห ร้ายนะครับคุณปราบต์ ผมชักอยากรู้จักเสียแล้วสิ”
“เอาไว้เห็นทีเดียวตอนแต่งดีกว่าครับ จะได้เซอร์ไพรส์”
ปฐพีหัวเราะเบาๆ ที่จริงเขากำลังทำตัวเป็นเด็กหวงของ เพราะรู้ถึงความร้ายกาจของชายหนุ่มตรงหน้าดี ความเป็นเสือผู้หญิงชนิดหาตัวจับยากอย่างตฤณนั้น ไม่เหมาะที่จะให้โคจรมาเจอกับพิมพ์มาดาอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าอย่างไรเขาจะไม่มีวันพาเธอมารู้จักกับตฤณโดยเด็ดขาด
“การแต่งงานถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องคิดให้รอบคอบ แน่ใจนะครับว่าจะสละโสด ทำไมไม่ใช้ชีวิตโสดให้คุ้มค่าก่อน ใช้ให้มันสุดเหวี่ยงไปเลย หากแต่งงานแล้วทุกอย่างก็จบ เรื่องแต่งงานสำหรับผมนั้นยังยาวไกลมาก”
“แล้ว…คุณโรสล่ะครับ”
“โรสน่ะเหรอ…”
“ดูเหมือนเธอจริงจังนะครับ”
“สำหรับผม เราต่างพึงพอใจในกันและกัน ไม่มีอะไรผูกมัดทั้งสิ้น นั่นคือสิ่งที่เราสองคนยอมรับได้ ผมไม่ชอบการผูกมัด หากโรสเขามาพูดเรื่องแต่งงานกับผม ก็คงจะเป็นไปได้ยากในตอนนี้”
ปฐพียิ้มแทนคำพูด มุมมองเรื่องความรักของตฤณนั้นต่างกันคน
ละขั้วกับเขา เขาอยากสร้างครอบครัวกับคนที่รัก มีโซ่ทองคล้องใจสักสองคน และเขาเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ทำหน้าที่หาเงินเข้าบ้าน ส่วนพิมพ์มาดาเขาวางแผนเอาไว้ว่าให้เธอมานั่งๆ นอนๆ คอยดูแลและเอาใจเขา แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
เพียงคิดไปถึงอนาคตที่วาดวิมานในอากาศเอาไว้เสียสวยงาม รอยยิ้มก็เปื้อนอยู่บนใบหน้าอย่างไม่รู้ตัว ความสุขเริ่มฉายออกมาทางแววตา จนเสียงกระแอมเบาๆ คล้ายจะแซวอยู่ในที ก็ดึงให้ปฐพีตื่นจากภวังค์ทันที
มือหนายกแก้วเครื่องดื่มมาจิบแก้เขิน ก่อนเรื่องราวเกี่ยวกับธุรกิจจะถูกยกนำมาเป็นหัวข้อสนทนา และในวันนี้ยังเพิ่มเรื่องธุรกิจตัวใหม่เข้ามาอีกด้วย นั่นคือโรงกลั่นน้ำมันที่ทั้งสองยกนำมาเป็นประเด็นว่าจะสามารถเป็นไปได้หรือไม่ ด้วยตลาดน้ำมันนั้นไม่ง่ายเลยหากจะเจาะเข้าไป เพราะมีบริษัทที่ครองตลาดผู้บริโภคอยู่อย่างเหนียวแน่นแล้วนั่นเอง
“ขอตัวสักครู่นะครับ”
ปฐพีเอ่ยเมื่อเสียงเตือนจากโทรศัพท์ดังติดต่อกันหลายครั้ง มันถี่จนเขาคิดว่าน่าจะมีอะไรผิดปรกติ ชายหนุ่มเดินหนีออกมาด้านนอกเมื่อเห็นเบอร์ที่โชว์อยู่หน้าจอ นึกแปลกใจเล็กน้อยว่าเธอจะโทร.หาเขาทำไมในเวลาค่ำเช่นนี้
“พี่ปราบต์…เอ่อ”
เพียงได้ยินเสียงตอบรับจู่ๆ พิมพ์ณาราก็ลังเลว่าจะบอกกับปฐพีดีหรือไม่ เธอจึงกระอึกกระอักเพราะอีกใจหนึ่งก็กลัวว่าเรื่องราวจะบานปลาย จนปฐพีต้องเป็นฝ่ายซักไซ้เสียเอง เพราะใจเขานึกไปถึงพิมพ์มาดาขึ้นมาในทันใด
“มีอะไรหรือเปล่าน้องเพื่อน โทรมาแล้วก็ไม่พูด”
“เอ่อ…แพง…แพงค่ะพี่ปราบต์ เธอยังไม่ถึงบ้านเลย คุยกันล่าสุดเห็นบอกจะกลับนานแล้ว ตอนนี้โทรไปก็ไม่รับสาย”
“อ้าว! แล้วไม่ได้อยู่ด้วยกันหรอกเหรอ แล้วน้องแพงไปไหน”
“ไปกับโบ๊ตค่ะ”
“ว่าไงนะ!”
“เพื่อนถึงได้เป็นห่วงไงคะ กลัวนายโบ๊ตพาเถลไถลไปไหนอีก”
“มันน่านัก พี่ก็ห้ามไม่ใช่เหรอว่าอย่าไปไหนกับหมอนี่ บอกตามตรงว่าคนๆ นี้ไม่น่าไว้วางใจและก็ไม่น่าคบ น้องแพงตามคนแบบนี้ไม่ทันหรอก”
“พี่ปราบต์ลองติดต่อแพงให้หน่อยสิคะ คุณพ่อคุณแม่ก็รอ ท่านอดที่จะเป็นห่วงไม่ได้”
“ได้ เดี๋ยวพี่จัดการเอง”
ปฐพีรับคำอย่างว้าวุ่นใจ และรู้สึกว่าภายในจะเพิ่มดีกรีความร้อนรุ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อได้รู้ว่าพิมพ์มาดากล้าขัดใจทุกๆ คน โดยการออกไปข้าง
