บทที่ 9 ภรรยาลับซุปตาร์ตัวท็อป ตอนที่ 8
“เลิกพูดดีกว่า เดี๋ยวคนในกองได้ยิน”
“มึงเพิ่งนึกได้รึยังไง ปล่อยให้ไปด้วยกันครึ่งวัน มึงเข้าข้างยัยนั่นเหรอ?” ไป๋เฮ่อยกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนมือใหญ่จะยื่นไปยกกาแฟขึ้นมาดูดจิบเข้าปาก ดวงตาคมหลุบต่ำเหมือนขี้เกียจต่อความยาวสาวความยืดกับเพื่อนตัวเอง ส่วนอี้เฉินก็ได้แต่แค่นหัวเราะในลำคออย่างรู้ทันแล้วเอ่ยต่อ
“เออ ๆ ไม่เข้าข้างก็ไม่เข้าข้าง”
ไป๋เฮ่อยังไม่ทันจะสวนกลับ เสียงผู้กำกับก็ดังขึ้นจากอีกฝั่งของกองถ่ายอีกครั้ง
“ไป๋เฮ่อ! เตรียมเข้าซีนต่อครับ! ซีนสุดท้ายแล้ว”ร่างสูงลุกขึ้นจากเก้าอี้ในทันทีอย่างว่าง่าย มือใหญ่ยกโทรศัพท์ตัวเองขึ้นมากดดับหน้าจอแบบไม่ได้คิดอะไรนัก แล้วเสียบมันลงกระเป๋ากางเกงตามเดิม
อี้เฉินมองการกระทำนั้นเงียบ ๆ ก่อนแค่นหัวเราะออกมาอีกครา
“ทำเหมือนไม่สน แต่เก็บโทรศัพท์อย่างดีเลยนะมึง”
“เสือก”
“ครับ ๆ ๆ เชิญสุดหล่อทำงานต่อครับ”
ไป๋เฮ่อหันไปมองเพื่อนตัวเองนิ่ง ๆ เหมือนจะด่าต่อ แต่สุดท้ายก็ขี้เกียจเถียง เขาเพียงถอนหายใจออกมา ก่อนเดินกลับเข้าไปกลางเซ็ตถ่ายทำอีกครั้ง
ไฟสปอร์ตไลต์ยังสว่างจ้าเหมือนเดิม ทีมงานเดินกันวุ่นวาย กล้องหลายตัวถูกจัดมุมเตรียมพร้อมสำหรับซีนสุดท้ายของวันนี้
ส่วนหนิงเหนียงเองก็ยืนรออยู่แล้วในชุดเดิม พร้อมกับหันมายิ้มให้เขาทันทีที่เห็นเขาเดินเข้ามา
“ดีขึ้นรึยัง”
“อืม”
“แน่ใจนะ”
“แน่ใจสิ” ไป๋เฮ่อตอบกลับตามปกติ ก่อนรับบทจากทีมงานมาดูผ่าน ๆ อีกครั้ง แล้วเดินเข้าซีน
ซีนนี้ไม่ได้ยากอะไร แค่ซีนเดินจับมือกันริมถนน แล้วจบบทด้วยประโยคหวานตามสไตล์พระนางละครโรแมนซ์ทั่วไป
ไป๋เฮ่อก้าวเดินไปตามคิว มือจับมือหนิงเหนียงไว้หลวม ๆ พร้อมพูดบทตามที่ซ้อมมาอย่างเป็นธรรมชาติ สีหน้า แววตา น้ำเสียง ทุกอย่างยังสมบูรณ์แบบเหมือนเดิมจนทีมงานหลายคนพยักหน้าตามอย่างพอใจ และก็ตามคาด ซีนนี้ใช้เวลาไม่นาน ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี
“Cut!!”
ทันทีที่เสียงผู้กำกับดังขึ้น บรรยากาศรอบกองก็เริ่มผ่อนคลายลงทันที ทีมงานหลายคนถอนหายใจอย่างโล่งอก บ้างเริ่มเดินเข้าไปเก็บอุปกรณ์ บ้างก็รีบเช็กฟุตเทจที่ถ่ายได้
ส่วนหนิงเหนียงหันมายิ้มให้ไป๋เฮ่ออีกครั้ง
“วันนี้เหนื่อยแย่เลย ถ่ายตั้งแต่เช้ามืด”
“ก็นิดหน่อย” ร่างสูงตอบกลับพลางปล่อยมือจากอีกฝ่ายตามธรรมชาติ ไม่มีท่าทีพิเศษอะไรเพิ่มเติมเหมือนทุกครั้ง
“งั้นเดี๋ยวเลิกกองไปเลี้ยงกาแฟกันไหม ถือว่าเป็นกำลังใจ”คำชวนนั้นทำให้ทีมงานแถวนั้นเริ่มหันมามองกันอีกครั้งแบบมีพิรุธทันที
“โอ๊ยยย”
“เดตหลังเลิกงานปะเนี่ย”
“หวานเกินไปละนะคู่นี้”
หนิงเหนียงถึงกับหลุดหัวเราะ ออกมาเขิน ๆส่วนไป๋เฮ่อได้แต่ยกมือขึ้นลูบท้ายคอตัวเองเหมือนเริ่มรำคาญเสียงแซวรอบด้าน
“ไม่ดีกว่า วันนี้มีธุระต่อ” หนิงเหนียงชะงักไปนิดหนึ่ง แต่ก็ยังยิ้มเหมือนเดิมแล้วพูดต่อ
“อ้าว””
“ไว้วันหลังนะ เดี๋ยวเลี้ยงเอง ฉันสัญญา” เขาตอบพลางฉายรอยยิ้มเนือย ๆ บนใบหน้าหล่อ จากนั้นก็ยื่นมือไปน้ำจากทีมงานอีกขวดขึ้นมาดื่ม ก่อนสายตาคมจะเหลือบไปเห็นอี้เฉินที่ยืนพิงพนังอยู่ไกล ๆ พร้อมยกคิ้วกวน ๆ ใส่เขา
“กลับเลย?” อี้เฉินถามขึ้น ในทันทีที่ไป๋เฮ่อเดินมาถึง ส่วนไป๋เฮ่อเมื่อได้ยินคนเป็นเพื่อนถามเช่นนั้นจึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงปกติ
“อืม แดกเหล้าที่เพนต์เฮาส์” จบประโยค อี้เฉินเงียบไปแวบหนึ่งก่อนเลิกคิ้วสูงทันที
“ห๊ะ?”
“อะไร”
“มึงจะกลับไปแดกเหล้าจริงดิ”
“เออ”
“แล้วเมื่อเช้าใครถามกูว่าคนท้องได้กลิ่นแอลกอฮอล์แล้วจะอ้วก” ไป๋เฮ่อชะงักไปนิดเดียวก่อนขมวดคิ้ว
“กูกินของกู ไม่ได้เอาไปกรอกปากยัยนั่น”
“แต่มึงลืมไปรึเปล่าว่าซินอวี้อยู่เพนต์เฮาส์มึงตอนนี้” อี้เฉินรีบวิ่งตามก้นเพื่อนก่อนจะพูดกระซิบบอกเบา ๆ ซึ่งแน่นอนว่าคำพูดนั้นทำให้ไป๋เฮ่อตกใจไม่น้อย
“มึงว่าไงนะ?” เขาตะโกนลั่นด้วยความตกใจ ข้อตกลงไม่มีข้อไหนเลยว่าให้ซินอวี้เข้าไปอยู่ในเพนต์เฮาส์ของเขา และอี้เฉินเองก็ไม่ได้บอกอะไรแต่แรก
“นี่มึงอย่าบอกนะ! ที่มึงหายไปครึ่งวันไม่ได้ไปแค่หาหมอกัน” อี้เฉินรีบยกมือขึ้นปิดปากเพื่อนตัวเองแทบไม่ทันเมื่อเห็นหลายคนในกองเริ่มหันมามอง
“เบา ๆ ดิวะไอ้เหี้ย!”
“มึงพายัยนั่นไปเพนต์เฮาส์กู ทั้ง ๆ ที่ผลตรวจยังไม่ออกเนี่ยนะ?” ไป๋เฮ่อกดเสียงต่ำลงทันที แต่สีหน้ายังดูช็อกไม่หาย
“ก็ไม่ได้ตั้งใจปะวะ”
“แล้วเข้าไปได้ไงก่อน!”
“ก็… กูสงสารเธอ กำลังท้องกำลังไส้ แถมยังแพ้ท้องอีก”
“ห๊ะ?”
อี้เฉินถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เหมือนเริ่มรู้ตัวว่าตัวเองกำลังซวย ก่อนจะเล่าย้อนเร็ว ๆ
“ไอ้เวรเฉิน!”
ไป๋เฮ่อยกมือขึ้นลูบหน้าแรง ๆ ทันทีที่อี้เฉินพูดจบ เหมือนตอนนี้จะเริ่มปวดหัวจริงจัง ไม่ใช่เพราะงาน แต่เป็นเพราะจู่ ๆ ชีวิตโสดสงบสุขของเขาเหมือนโดนใครลากระเบิดเข้ามาวางกลางห้องนั่งเล่น
“แล้วตอนนี้ยัยนั่นอยู่ไหน”
“ก็อยู่เพนต์เฮาส์มึงไง”
“…”
“น่าจะหลับอยู่ด้วยมั้งตอนนี้ ตอนขากลับบ่นเวียนหัว” ไป๋เฮ่อยืนนิ่งไปพักใหญ่ก่อนจะสบถออกมาเบา ๆ
“แม่งเอ๊ย”
ด้านซินอวี้…
ภายในเพนต์เฮาส์หรูใจกลางเมือง…
บรรยากาศเงียบสงบต่างจากกองถ่ายวุ่นวายด้านนอกโดยสิ้นเชิง แสงแดดยามเย็นส่องผ่านกระจกบานสูงตกกระทบพื้นห้องนั่งเล่นสีเทาอ่อนอย่างสวยงาม
ซินอวี้นอนเอนอยู่บนโซฟาตัวยาวในเสื้อยืดโอเวอร์ไซซ์ของใครบางคนที่ใหญ่จนปิดต้นขา มือเรียวจิ้มส้อมเล็ก ๆ ลงบนสตรอว์เบอร์รี่ในกล่องอย่างอารมณ์ดี ข้างตัวมีถุงของใช้กับกระเป๋าเดินทางสองใบวางอยู่แบบไม่คิดจะเกรงใจเจ้าของห้องเลยแม้แต่นิดเดียว
โทรทัศน์ตรงหน้ากำลังเปิดรายการบันเทิงค้างไว้ แต่ดูเหมือนเธอจะไม่ได้สนใจเท่าไรนัก
“อยู่นี่ก็ดีนะ ปากหมา ๆ อย่างนายต้องเจอคนแบบฉันนี่แหละ ป่วนประสาท” เสียงหวานพึมพำเบา ๆ ขณะกัดสตรอว์เบอร์รี่เข้าปาก พูดจบเธอก็ยิ้มมุมปากคนเดียวอย่างสะใจนิด ๆ ก่อนจะหยิบผลไม้อีกลูกขึ้นมาทานต่อ
ความจริงตอนแรกซินอวี้ไม่ได้คิดจะย้ายเข้ามาอยู่จริงจังหรอก แต่พออี้เฉินเผลอหลุดว่าที่นี่มีแม่บ้านเข้ามาทำความสะอาดแค่สัปดาห์ละสองครั้ง มีคนซักเสื้อผ้าให้ เจ้าของห้องแทบไม่กลับ แถมตู้เย็นก็แน่นไปด้วยน้ำผลไม้ราคาแพงกับของกินเพื่อสุขภาพ เธอก็ตัดสินใจแทบจะทันที
“อยู่คอนโดคนเดียวแล้วต้องมานั่งอ้วกเองทุกวัน ฉันไม่เอาหรอก”
และสุดท้าย คนซวยก็คืออี้เฉินที่โดนเธอกดดันจนต้องใช้รหัสห้องไป๋เฮ่อให้
แกร๊ก…
เสียงประตูเพนต์เฮาส์ถูกปลดล็อกจากด้านนอก ทำให้ซินอวี้ที่กำลังจะหยิบสตรอว์เบอร์รี่อีกลูกชะงักมือทันที
ดวงตาคู่สวยหันไปมองทางประตูแบบไม่รีบร้อนนัก ก่อนจะเห็นร่างสูงของเจ้าของห้องเดินเข้ามาพร้อมสีหน้าเหมือนคนใกล้หมดความอดทนเต็มที
ด้านฉงไป๋เฮ่อเอง เมื่อเปิดประตูเข้ามา ร่างสูงถึงขั้นยืนนิ่งอยู่ตรงทางเข้าไปพักหนึ่งเมื่อเห็นสภาพห้องตัวเอง มีทั้งกระเป๋าเดินทางผู้หญิง รองเท้าส้นสูง เครื่องสำอางบนโต๊ะ แล้วก็… ผู้หญิงปากจัดคนหนึ่งที่กำลังกินสตรอว์เบอร์รี่อยู่บนโซฟาเขาเหมือนอยู่มานานแล้วเป็นชาติ
“กลับมาแล้วเหรอ” ซินอวี้เอ่ยถามตาใสเป็นปลากระพง ก่อนจะยิ้มออกมาด้วยความสะใจไม่น้อย เพราะสีหน้าไป๋เฮ่อตอนนี้บึ้งกว่าคนโมโหปกติเสียอีก
“ใครอนุญาตให้เธอย้ายเข้ามา” เสียงทุ้มดังขึ้นทันทีหลังประตูปิดลง แววตาคมมองสภาพห้องตัวเองสลับกับผู้หญิงบนโซฟาเหมือนกำลังพยายามข่มอารมณ์เต็มที่
ซินอวี้กระพริบตาปริบ ๆ ก่อนยกสตรอว์เบอร์รี่ขึ้นกัดอย่างไม่ทุกข์ร้อน
“ลูกนายมั้ง”
“อย่าเอาเด็กมาอ้างมั่ว”
“งั้นก็ฉันอนุญาตตัวเอง” เธอตอบหน้าตาย ริมฝีปากสีสวยยกขึ้นนิดหน่อย ก่อนเอนตัวพิงโซฟาสบาย ๆ เหมือนเป็นเจ้าของห้องอีกคนไปแล้ว และท่าทางนั้นทำเอาเส้นเลือดตรงขมับไป๋เฮ่อแทบกระตุก
“นี่มันเพนต์เฮาส์ส่วนตัวฉันนะ”
“อืม รู้แล้ว สวยดี” ซินอวี้พยักหน้าชมแบบจริงใจ ก่อนกวาดตามองรอบห้องอีกครั้ง
“วิวก็ดี ห้องน้ำใหญ่มาก เตียงนุ่ม ตู้เย็นก็ดีของกินเยอะ”
“…”
“ฉันชอบ”
“ไม่ได้ถาม!” เสียงตวาดนั้นดังจนซินอวี้ชะงักไปนิดเดียว ก่อนเธอจะเลิกคิ้วขึ้น
“แล้วจะเสียงดังใส่คนท้องทำไม”
“เธอนี่!” ไป๋เฮ่อพูดไม่จบก็ต้องหยุดเอง เมื่อจู่ ๆ ซินอวี้วางกล่องสตรอว์เบอร์รี่ลงแล้วเอามือกุมริมฝีปากตัวเอง สีหน้าที่เคยกวนประสาทเริ่มซีดลงนิดหน่อย
“อึก”
“อะไรอีก”
“จะอ้วก” คำตอบนั้นทำให้คนที่กำลังจะอาละวาดเงียบไปทันทีโดยอัตโนมัติ ก่อนที่ซินอวี้จะหลับตาลงแวบหนึ่งเหมือนพยายามข่มอาการคลื่นไส้ แล้วพึมพำออกมาเบา ๆ
“นายกลับมาพร้อมกลิ่นกาแฟกับน้ำหอม ฉันเหม็น!”
ไป๋เฮ่อก้มมองตัวเองเงียบ ๆ แล้วเริ่มนึกขึ้นได้ว่าตั้งแต่เช้าเขาอยู่ทั้งกองถ่าย ทั้งโดนช่างแต่งหน้าฉีดสเปรย์ใส่ ไหนจะกลิ่นกาแฟในมืออีก
“เชี่ย!” เขาสบถเบา ๆ ก่อนรีบวางแก้วกาแฟลงทันทีแบบไม่รู้ตัว
ซินอวี้เงยหน้ามองภาพนั้น ก่อนหลุดยิ้มมุมปากบาง ๆ อย่างคนจับพิรุธได้
“เป็นห่วงฉันเหรอ”
“ฝันไปเถอะ” ไป๋เฮ่อตอบกลับเร็วมาก เร็วจนเหมือนปฏิเสธอัตโนมัติ
แต่ถึงปากจะพูดแบบนั้น ร่างสูงก็ยังเดินไปเปิดหน้าต่าง เปิดเครื่องฟอกอากาศ แล้วถอดแจ็กเก็ตโยนทิ้งไว้ข้างประตูอย่างหงุดหงิด
“นายนี่แม่งปากหมาจริง ๆ”
“แล้วเธอก็น่าปวดหัวจริง ๆ เหมือนกัน”
“งั้นก็หายกัน” คนตัวบางตอบกลับทันควัน ก่อนไป๋เฮ่อหันกลับมามองผู้หญิงบนโซฟานิ่ง ๆ อยู่พักหนึ่ง แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาเหมือนยอมแพ้อะไรบางอย่างชั่วคราว
“แล้วนั่นเสื้อฉันไปอยู่บนตัวเธอได้ไง” พูดจบ ซินอวี้ก็ก้มมองเสื้อโอเวอร์ไซซ์ตัวเอง ก่อนจะตอบด้วยสีหน้าจริงจังมากพอควร
“อี้เฉินบอกถ้าใส่ชุดสวย ๆ แล้วอ้วกขึ้นมาจะซักยาก ฉันก็เลยตัดปัญหาด้วยการใส่เสื้อนายแทน”
